Homeสีตลา ชาญวิเศษ

สีตลา ชาญวิเศษ

เวลาเราอ่านบทความสอนวิธีจีบคนที่ชอบ เราพบว่าส่วนใหญ่เลยคือการแนะนำ ‘วิธีการ’ ไม่ใช่ ‘วิธีคิด’ ถามว่ามันดีไหม? มันก็ดีตรงที่บอกเป็นขั้นตอนเป๊ะๆ แต่มีใครบ้างที่ทำแล้วสำเร็จ?   เหตุผลก็เพราะการจีบใครสักคนไม่ใช่สิ่งที่มีสูตรตายตัว คนเราต่างมีบุคลิก สไตล์การสื่อสาร และการเข้าหาคนที่แตกต่างกัน จะเป็นไปได้อย่างไรที่ทำแบบนั้นแบบนี้แล้วจะได้ผลเหมือนกันหมด ฉะนั้น เราเลยคิดเสมอว่า ถ้าจะแนะนำวิธีจีบ เราไม่อยากแนะนำเป็นวิธีการ

เรามีคนรู้จักอยู่สองสามคนที่เคยมีความสัมพันธ์แบบ friends with benefits หรือแบบ ‘มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน’ ซึ่งรวมไปถึงการมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งร่วมกัน แต่ว่าแทบทุกคนที่เรารู้จักไม่สามารถรักษาสถานะแบบเบลอๆ นี้ได้ยาวเลย      เหตุผลเพราะ มักจะเกิดปัญหาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของหรือคบหาจริงจังกับอีกฝ่าย แต่ว่าอีกฝ่ายกลับไม่ต้องการคบแบบนั้น ผลที่ตามมาคือไปต่อกับสถานะเบลอๆ นี้ไม่ได้ และจบลงด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างหยุดและแยกย้ายกันไปเอง      อย่างในงานวิจัยชื่อ

ครั้งหนึ่งเราอ่านหนังสือ ไม่มีความเจ็บปวดใดที่คุณเอาชนะไม่ได้ และมีอยู่ตอนหนึ่งที่เราประทับใจมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนไข้หญิงรายหนึ่งที่มีปัญหา ‘กลัวความรัก’ โดยมีสาเหตุมาจากการมีประสบการณ์หรือปมไม่ดีในอดีต เธอเลยกลายเป็นคนกลัวการผูกพันกับใคร ไม่กล้าไว้ใจคน ทั้งที่ใจลึกๆ ก็อยากมีความรักดีๆ ผลคือผู้หญิงคนนี้ไม่มีความสุขและปัญหาในชีวิตรัก      นักจิตบำบัดผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็เลยมอบหนังสือเล่มหนึ่งให้คนไข้หญิงอ่าน หนังสือเล่าถึงตัวละครที่เวลารักใครก็ทุ่มเทความรักให้เต็มหัวใจ แต่โชคร้ายที่ทุกครั้งต้องพบเจอแต่ความเจ็บปวด ตัวละครจึงตัดสินใจว่าจะไม่ขอรักใครอีกแล้ว แต่สุดท้ายตัวละครเองนี่แหละที่พบว่าการอยู่โดยไม่รักใครเลยต่างหาก

ช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ เราได้คุยกับเพื่อนผู้หญิงหลายคนเกี่ยวกับเรื่องหัวใจ และมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทำเราสะพรึงกลัวมาก ถึงขั้นเอามือทาบอก ร้องว่า “โอ๊ย นี่มึงดูอะไรกันขนาดนี้” นั่นก็คือเรื่องการส่องเฟซบุ๊กของคนที่แอบชอบ อันที่จริงต้องบอกก่อนว่า เรื่องส่องเฟซบุ๊กเป็นหนึ่งในประเด็นวิทยานิพนธ์ที่เราเคยศึกษา แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่ได้ยินใครเล่าเรื่องนี้ก็ยังทำให้เราตื่นเต้นได้เสมอ ยิ่งช่วงหลังๆ ที่คนย้ายไปเล่นอินสตาแกรมกันมากขึ้น และมีลูกเล่นใหม่ๆ เช่น

ปีก่อนเรามีมุมมองความรักที่เปลี่ยนไป หลังจากที่ได้อ่านหนังสือชื่อดังเรื่อง The Power of Habit เขียนโดย Charles Duhigg ที่พูดถึงพลังของการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เราค่อนข้างเชื่อว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของกิจวัตรและพฤติกรรม ไม่ต่างจากเรื่องการกิน การออกหรือไม่ออกกำลังกายของคนเรา อย่างคุณรู้ไหมว่า ช่วงประมาณบ่ายสามถึงสี่โมงเย็นที่หลายคนติดนิสัยขอให้ได้ลุกเดินไปหยิบอะไรมากินนั้น สำหรับหลายคนมันเป็นคนละเรื่องกับการกินเพราะอยากกินเลยล่ะ