เป้าหมายต่อไปของ บอย วรรณศิริ และเจสซี่ ดอร์ซี่ สองดีไซเนอร์แห่ง BOYY

ในฐานะที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงแฟชั่น เรารู้จัก BOYY ครั้งแรกจากรูปแท็บลอยด์ของ Lou Doillon นางแบบชาวฝรั่งเศส จนทำให้กระเป๋ารุ่น Slash กลายเป็นที่กล่าวถึงในหมู่ผู้หญิงทั้งในไทยและต่างประเทศ เราติดตามผลงานของ BOYY มาตั้งแต่นั้น ได้เห็นการเติบโตของแบรนด์ผ่านดีไซน์กระเป๋าที่ดูภูมิฐานขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป

ในวันนี้ BOYY ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์แฟชั่นอีกต่อไป เพราะทั้ง ‘บอย’ – วรรณศิริ คงมั่น และ เจสซี่ ดอร์ซี่ ผู้ใช้ ‘ความรู้สึก’ เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ กำลังพาแบรนด์เติบโตไปในอีกมิติหนึ่งที่ไม่ได้มีแค่สินค้าแฟชั่นจับต้องได้อย่างเดียว ความเป็น BOYY จะสอดแทรกไปในไลฟ์สไตล์ ทัศนคติ หรือแม้กระทั่งบรรยากาศรอบตัว ทั้งคู่เล่าว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์เดินมาได้ถึงวันนี้คือ การรู้จักตัวเอง ความไม่ย่อท้อ ที่สำคัญคือความเชื่อในสิ่งที่ทำ และความมุ่งมั่นทำต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้

BOYY

เราก็ไม่ได้เปิดคาเฟ่เพื่อให้เป็น Fashion café คนชอบพูดว่าไม่กล้ามาเพราะไม่แฟชั่นพอ แต่จริงๆ ที่ BOYY Village แห่งนี้ ต้อนรับทุกคนที่มีความ curious

ความสนใจในแฟชั่นของคุณมาจากไหน

วรรณศิริ : ตั้งแต่จำความได้ก็ชอบจัดชุดให้เพื่อนใส่ เวลาจะไปเรียนพิเศษเสาร์-อาทิตย์ที่สยามก็จะเตรียมชุดให้ตัวเองล่วงหน้า บางครั้งต้องแอบเอาชุดมาเปลี่ยนข้างนอก เพราะรู้สึกว่ามันแฟชั่นมากจนไม่กล้าใส่ออกจากบ้าน (ยิ้ม) ตอนนั้นชอบรอดูมิวสิกวิดีโอใหม่ๆ เพื่อดูสไตล์เสื้อผ้า สมัยนั้นมิวสิกวิดีโอคือเปรี้ยวที่สุดแล้ว ถ้าเป็นนิตยสารเราจะอ่าน The Boy และ เธอกับฉัน พออายุ 15 ก็เริ่มฟัง Gun N’ Roses, Queen นั่นก็เป็นส่วนสำคัญที่ปลูกฝังสไตล์มาให้เป็นแบบนี้

เจสซี่ : ก่อนหน้านี้ผมเป็นโปรดิวเซอร์ดนตรี แต่ผมชอบทุกอย่างที่ครีเอทีฟอยู่แล้ว ชอบขั้นตอน ชอบกระบวนการของมัน จนเราสองคนได้เจอกันที่นิวยอร์ก พอรู้จักกันผมถึงได้รู้ว่าวรรณศิริชอบกระเป๋ามากๆ เรามักจะเดินเล่นในดาวน์ทาวน์แล้วสังเกตผู้คน เขาจะชอบบอก ‘เจส ดูกระเป๋าคนนั้นสิ ดูกระเป๋าคนนี้สิ’ ‘ฉันชอบกระเป๋าคนนั้นจัง’

วรรณศิริ : มันเป็นยุคแรกๆ ของ It-bag อย่าง Balenciaga Motorcycle Bag หรือ Chloe’ Paddington ยุคนั้นทุกคนต้องรู้ชื่อรุ่นกระเป๋า เราเองก็รู้ทุกชื่อ แล้วก็เริ่มวิจารณ์กระเป๋า เวลาเห็นกระเป๋าใบไหนเก๋ๆ ก็จะไปเล่าให้เจสฟัง เพราะมันยังไม่มีโซเชียลมีเดีย เราจะสังเกตสิ่งรอบข้างมากขึ้น รู้ไหมว่าความสุขที่สุดของการได้อยู่นิวยอร์กคือได้เฝ้าดูผู้คน เห็นคนแต่งตัว เห็นทัศนคติและความหลากหลายของเชื้อชาติ มันคือความเรียล ยุคนั้น street style ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ ถ้าจะดูเซเลบริตี้แต่งตัวเราจะดูได้จากสองทางเท่านั้น คือเจอตัวจริงๆ กับในหนังสือแท็บลอยด์

BOYY

ทำไมถึงตัดสินใจเริ่มแบรนด์ BOYY

เจสซี่ : ผมเห็นเธอบ้ากระเป๋ามาก เลยเสนอว่า ทำไมคุณไม่ดีไซน์เองเลยล่ะ ทำเลย เรามาลองดูก่อน ผมเลยเริ่มจากถามคนรอบตัวว่าใครพอจะรู้จักคนขึ้นแพตเทิร์นบ้าง แล้วจะไปซื้อหนังได้ที่ไหน ตอนนั้นเรายังไม่ได้ก่อตั้งบริษัทอะไรแบบนั้น แค่ทำกระเป๋าตัวอย่างออกมา

วรรณศิริ : ตอนนั้นทำงานประจำเลิกดึก เจสจะคอยโทร.มาปลุกให้ตื่นไปหาหนัง เขาแอ็กทีฟมากตั้งแต่วันแรกที่เราตกลงทำ BOYY ด้วยกัน ตอนนั้นเราทำแบบขึ้นมา 2 ใบแต่ไม่โอ พอดีกับที่วีซ่านักเรียนหมด เรากลับมาเมืองไทย พี่ประวิทย์ดีไซน์เนอร์แนะนำให้เรารู้จักกับ ‘พี่ฟอร์ด’ – กุลวิทย์ เลาสุขศรี แล้วเขาก็พาไปรู้จักกับ ‘พี่ไข่’ – สมชาย แก้วทอง ที่กำลังจะทำแฟชั่นโชว์ ซึ่งเขาอยากให้เราทำกระเป๋าให้กับโชว์นี้ พอจบโชว์ก็มีคนสนใจซื้อกระเป๋าเยอะมาก และตอนนั้นก็เป็นครั้งแรกที่เจสบินมาประเทศไทย

เจสซี่ : ผมมาดูกระเป๋าที่เขาออกแบบ ปรับดีไซน์ ดีเวลลอปเพิ่มเป็นคอลเล็กชันขึ้นมา แล้วรู้สึกได้เลยว่าถ้าเราจะสร้างแบรนด์ขึ้นมา นี่จะเป็นโปรดักต์ที่ดีมากในการเริ่มต้น

BOYY

ในฐานะที่เป็นดีไซเนอร์มาก่อน พอต้องมาทำธุรกิจจริงๆ แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

วรรณศิริ : เราค่อยๆ เริ่มมาจากวันนั้น ค่อยๆ ถามคนอื่นว่าต้องทำยังไงต่อ เรียนรู้ไปในทุกวัน ตอนนั้นขายเป็นแบบ wholesale อย่างเดียว โชว์รูมของเราคือห้องครัวในอพาร์ตเมนต์ของเจสในนิวยอร์ก เอากระเป๋ามาวางๆ ตั้งๆ ให้เขามาดู ซึ่งทุกคนจะตกใจมาก เพราะอพาร์ตเมนต์ของเจสเก่ามาก เราขายเองในครัวอยู่ 2 ปี (หัวเราะ) จนต้องเริ่มให้คนอื่นมาช่วย

เจสซี่ : (หัวเราะ) ตอนเราเปิดตัวแบรนด์ออกไป ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก เราแค่พยายามจะเดินไปทีละก้าว แก้ปัญหาตรงหน้า จนไม่มีเวลามาวางแผนธุรกิจ และเราก็ไม่มีเงินเหลือเฟือที่จะต้องแพลนว่าจะเอาไปใช้กับอะไร

แปลว่าตอนนั้นไม่มีแผนการตลาดกันเลย

วรรณศิริ : ไม่มีเลย เราคิดว่าการตลาดของแบรนด์ luxury มันไม่ใช่การสื่อสารออกไปตรงๆ สำหรับ BOYY มันคือการรู้ว่าออกแบบอะไร ทำไปเพื่อใครบ้าง ส่งผลไปถึงร้านที่เราเลือกไปวางขาย จำนวนกระเป๋าที่เราผลิตออกไปในแต่ละซีซัน ตรงนี้ทำให้คนเห็นว่า เราไม่ได้น้ำขึ้นแล้วรีบตัก เราไม่ได้ปล่อยแบรนด์ให้ไหลออกไป มีหลายอย่างที่ถูกสกัดจุดไว้เพื่อให้แบรนด์ค่อยๆ โตไปแบบยั่งยืน

BOYY

BOYY

แฟชั่นซีนของตอนที่เริ่มทำ BOYY กับตอนนี้ต่างกันมากไหม

เจสซี่ : ต่างกันเยอะ สมัยนั้นมันจะดูเอ็กซ์คลูซีฟมากกว่า เพราะยังไม่มีบล็อก ไม่มีโซเชียลมีเดีย วงการแฟชั่นขับเคลื่อนโดยดารานักแสดงและนางแบบชั้นนำไม่กี่คนเท่านั้น

วรรณศิริ : ถ้าเราจะส่งกระเป๋าไปให้ใครใช้สักคนหนึ่ง เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะใช้ไหม ถึงเขาใช้ก็ไม่รู้ว่าจะมีปาปารัซซีไปถ่ายรูปหรือเปล่า คือแฟชั่นสมัยนั้นเราไม่ต้องกรอง เพราะทุกอย่างจริงหมด เซเลบที่เคยใช้กระเป๋าเราก็ชอบหมดเลยนะ ทั้ง Lou Doillon, Alexa Chung และ Chloe Sevigny ตัวแม่ทั้งนั้น แต่มายุคนี้มันก็ดีกับทุกแบรนด์อยู่แล้ว เพราะเรามีคนที่อยากใส่ของเราเยอะขึ้น มีบล็อกเกอร์ มีช่างภาพ street style ที่เราไปร่วมงานกับเขาได้ แต่ถ้าถามว่าชอบอะไรมากกว่ากัน ก็ชอบแบบเก่ามากกว่า

ความท้าทายของการเป็นดีไซเนอร์คืออะไร

วรรณศิริ : อาชีพไหนก็เหนื่อยแหละ แต่ถ้าเราหลงใหลกับมันมากพอ อีกสองสามวันไอเดียก็จะป๊อปขึ้นมาเอง เพราะมันอยู่ในสายเลือดไปแล้ว เราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้นะ ไม่สามารถกำหนดว่าคอลเล็กชันนี้ต้องเสร็จอาทิตย์นี้ เราบีบเค้นออกมาไม่ได้ ถ้ามันมาก็คือมา แค่นั้น เพราะงานของเราเดินไปด้วยความรู้สึก ด้วยอารมณ์ล้วนๆ นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดแล้ว

BOYY

บอย วรรณศิริ และเจสซี่ ดอร์ซี่ @ BOYY & SON CAFe’

แล้วอะไรที่ทำให้ยังเชื่อว่า ‘ของเราจะมา’ ในที่สุด

เจสซี่ : ผมไม่เคยยอมแพ้ ถ้าจะทำอะไรสักอย่าง ผมต้องรู้ว่ามันดีก่อน เพียงแต่มันต้องใช้เวลาให้คนเห็นความดีตรงนั้น วรรณศิริอ่อนไหวง่ายกว่าผมนะ ผมไม่ต้องให้คนอื่นมาบอกว่ามันดีหรือไม่ดี ถ้ายอดขายไม่ดีก็ไม่ได้แปลว่าของไม่ดี ถ้าผมรู้สึกดีกับสิ่งที่ทำอยู่ ผมก็ไม่ยอมแพ้หรอก

วรรณศิริ : เราไม่มีทางรู้เลยว่าคอลเล็กชันที่เรากำลังทำอยู่ อีก 6 เดือนพอเอาไปโชว์ คนจะชอบหรือเปล่า ต่อให้เราชอบแต่คนอื่นไม่ชอบ buyer ไม่ซื้อ ชีวิตเราก็จะเศร้านะ ก็คงเหมือนกับศิลปินที่ต้องไส้แห้งจนกว่าวันของตัวเองจะมาถึง ซึ่งก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าวันนั้นจะมาถึงหรือเปล่า ทุกวันนี้ยังลุ้นอยู่เลยเวลาออกคอลเล็กชันใหม่ เหมือนที่คนเขาพูดกันว่า ต่อให้คอลเล็กชันนี้คุณจะทำดีแค่ไหน คอลเล็กชันหน้าก็คือเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ Today you’re in, tomorrow you’re out มันเป็นแบบนี้มาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว

ฟังดูกว่างานแต่ละชิ้นจะออกมาได้มันลำบากเหมือนกันนะ เวลาที่เจอคนก๊อบปี้สินค้า รู้สึกโกรธบ้างไหม

เจสซี่ : ตอนเห็นก็ไม่แฮปปี้หรอก แต่พอลองถอยออกมามองมันก็เป็นเรื่องน่าภูมิใจอยู่นะ  เหมือนเป็นสัญญาณของความสำเร็จ บางครั้งก็ขำดีเวลาเขาก๊อบปี้ของที่เราเองก็ขายไม่ดีเท่าไหร่ (หัวเราะ) คนก๊อบก็คงมีเฟลกันบ้าง ถ้าเรายังขายไม่ได้ แล้วเขาจะขายได้เหรอ

วรรณศิริ : จริง เมื่อก่อนโมโหมาก โกรธ (ลากเสียง) แต่ตอนนี้ดีใจ เพราะมันช่วยให้เรารู้ว่าของมีดีมานด์จากคนทั่วไป แล้วก็น้อยครั้งที่แบรนด์เล็กจะถูกก๊อบปี้ แถมคนที่ก็อบไม่ใช่แค่โรงงานจีน โรงงานเกาหลี หรือคนไทย แต่มีแบรนด์ใหญ่ๆทั้งไฮสตรีทและไฮเอนด์ด้วย มันเลยเป็นสิ่งที่ภูมิใจมากๆ อย่างหนึ่ง แต่ก็อย่าก๊อบกันเยอะละกัน (ยิ้ม)

BOYY

BOYY Spring/Summer 2016

BOYY

BOYY Autumn/Winter 2017

ที่ผ่านมาคนมักจะมอง BOYY ว่าเป็นแบรนด์แฟชั่น แต่จริงๆ แล้วคุณมองตัวเองเป็นอะไร

วรรณศิริ : BOYY คือสไตล์แบบหนึ่ง แบบ BOYY (ยิ้ม) อยากให้นึกถึง BOYY แล้วไม่ได้นึกถึงแค่กระเป๋า ตอนนี้เรามีโปรดักต์ไลน์อื่นๆ อย่างเช่นคาเฟ่แห่งนี้ เลยอยากให้คนนึกถึง BOYY เป็นสิ่งที่ชอบ ไม่ต้องเป็นสิ่งของอะไร ไม่จำเป็นต้องถือกระเป๋า BOYY หรือจะมาซื้อกระเป๋าแล้วถึงจะเข้ามาในร้านได้ อยากให้มาเพราะคุณชอบอะไรคล้ายๆ กับเรา จะไม่ซื้อของเลยก็ได้ เราก็ไม่ได้เปิดคาเฟ่นี้เพื่อให้เป็น Fashion cafe’ คนชอบพูดว่าไม่กล้ามาเพราะไม่แฟชั่นพอ แต่จริงๆ ที่ BOYY Village แห่งนี้ ต้อนรับทุกคนที่มีความ curious ค่ะ (ยิ้ม)

อยากรู้ว่าอะไรคือส่วนผสมของวรรณศิริกับเจสซี่ ที่ทำให้ BOYY เป็น BOYY

วรรณศิริ : เราเถียงกันตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับงาน (ยิ้ม) แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว เราค่อนข้างจะเห็นอะไรตรงกันนะ เราว่าข้อดีของการถกเถียงกันคือมันทำให้งานเราออกมาเข้มข้น แต่มันก็จะช้ากว่าดีไซเนอร์คนอื่นๆ เพราะกว่าจะคิด กว่าจะเช็กแต่ละข้อให้ตรงกันทั้งสองคน ใช้เวลานานมาก (ลากเสียง) ที่ผ่านมาเลยยังไม่กล้าปล่อยโปรเจ็กต์ไหนให้คนอื่นทำ ตั้งแต่ฟอนต์ตัวหนังสือ ปรับสี วางโลโก้ในแต่ละแคมเปญ ทุกวันนี้ยังทำเองทุกเรื่อง เพราะไม่มั่นใจว่าคนอื่นจะเข้าใจ BOYY ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนเรา

การยอมเหนื่อยทำทุกอย่างด้วยตัวเองมีข้อดีอย่างไรบ้าง

วรรณศิริ : มันทำให้เราได้รู้ปัญหาแบบ inside out บางทีแค่เว้นวรรคตัวอักษร B กับ O กับ Y กับ Y แคบไปนิดหนึ่งก็อึดอัดแล้ว แต่เมื่อเรายอมให้หลุดไม่ได้ก็ต้องเสียสละเวลาส่วนตัว ตอนนี้องค์กรใหญ่ขึ้น หลังจากปีนี้ไปก็จะค่อยๆ เปิดให้ทีมที่ทำงานกับเราจนมีประสบการณ์พอสมควรแล้วมาตัดสินใจมากขึ้น ลูกก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราปล่อยวาง ตอนแรกไม่อยากเชื่อเลยว่ามีลูกแล้วชีวิตจะเปลี่ยน แต่พอมีแล้วก็เปลี่ยนจริงๆ เปลี่ยนไปในแง่ที่ดี ลูกช่วยเซต priority ใหม่ และทำให้เราแบ่งเวลาได้ดีขึ้น เพราะเขาต้องมาก่อน ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรมันก็กลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไป

BOYY

ทุกวันนี้ยังลุ้นอยู่เลยเวลาออกคอลเล็กชันใหม่ เหมือนที่คนเขาพูดกันว่า ต่อให้คอลเล็กชันนี้คุณจะทำดีแค่ไหน คอลเล็กชันหน้าก็คือเริ่มต้นใหม่จากศูนย์

BOYY

ทำกันเองมาตั้งกว่า 10 ปี ตอนนี้ทำไมถึงคิดว่าจะเริ่มปล่อยได้แล้ว

วรรณศิริ : ตอนนี้เริ่มปลงได้แล้ว (หัวเราะ) ก่อนหน้านี้ เราเองก็อธิบายความเป็น BOYY ออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ มันมีสิ่งละอันพันละน้อยซ่อนอยู่ ซึ่งเรากลัวว่ามันจะมีสักกี่คนที่เข้าใจ เพราะทุกคนบนโลกมีความชอบไม่เหมือนกัน ทีมดีไซน์แต่ละคนก็มีสไตล์ของตัวเอง การที่เราจะหลอมเขาให้เป็น BOYY ได้ ต้องอาศัยทั้งชั่วโมงบิน การทำงานใกล้ชิดกับเราที่เขาจะต้องซึมซับไป ในอนาคตเมื่อถึงวันหนึ่งที่เราส่งต่อแบรนด์นี้ เราเชื่อว่าจะมีคนทำได้ แม้จะไม่ใช่ในแบบที่เราเคยทำไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็น่าจะเป็น BOYY ในอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งเราอยากให้มีวันนั้น

ก้าวต่อไปของ BOYY จะเป็นอย่างไร

เจสซี่ : เรายังค่อนข้างเป็นอิสระอยู่ ตอนนี้เรายังไม่อยากโตไปในระดับที่ต้องมีหุ้นส่วนเข้ามา เรายังอยากทยอยเปิดร้านเล็กๆ ที่ได้คิด ได้ออกแบบทุกขั้นตอน ยิ่งพอต้องไปเปิดร้านในแต่ละประเทศ ก็ยิ่งได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เร็วๆ นี้น่าจะได้เห็นร้านที่มิลาน อิตาลี และอีกร้านในเอเชีย

วรรณศิริ : ต่อไปน่าจะมีร้านในต่างประเทศเพิ่มขึ้น มีหลายประเทศเสนอพื้นที่มาเหมือนกันและเราก็สนใจ แล้วก็คงจะมีอะไรใหม่ๆ ที่จู่ๆ ต้องทำเลยเพราะความรู้สึกมันมา (ยิ้ม) อยากทำในสิ่งที่ยากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบหรือแบรนด์ดิ้ง อยากเป็นปลาตัวเล็กๆที่ว่ายอยู่ในมหาสมุทรรวมกับปลาตัวใหญ่ทั้งหลาย

ตามไปสัมผัสกับไลฟ์สไตล์แบบ BOYY ที่

ร้าน BOYY & SON CAFe’

Ground Floor , Gaysorn Village

Open Daily 09.00 am – 10.00 pm

BOYY

BOYY

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ BOYY ได้ทาง

Website : www.boyybag.com

FB : BOYY Bag

IG : boyyboutique และ wannacoo

ภาพ : JOHN TODS, BOYY

Share Post
Like 1 View 9135

Author

กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์

เด็กบัญชีกลับใจ สนใจเรื่องสนุกๆ สายบันเทิง ศิลปะ และธุรกิจ เสพติดการดูยูทูบ

พิมพ์อร นทกุล

คนรักหมาที่มี Sleep the Clock Around ของวง Belle and Sebastian อยู่ในลิสต์เพลงที่ฟังบ่อยที่สุด