Love Actually | ความรักและความกล้า ใจหนึ่งก็รัก แต่อีกใจก็อยากถอย

ครั้งหนึ่งเราอ่านหนังสือ ไม่มีความเจ็บปวดใดที่คุณเอาชนะไม่ได้ และมีอยู่ตอนหนึ่งที่เราประทับใจมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนไข้หญิงรายหนึ่งที่มีปัญหา ‘กลัวความรัก’ โดยมีสาเหตุมาจากการมีประสบการณ์หรือปมไม่ดีในอดีต เธอเลยกลายเป็นคนกลัวการผูกพันกับใคร ไม่กล้าไว้ใจคน ทั้งที่ใจลึกๆ ก็อยากมีความรักดีๆ ผลคือผู้หญิงคนนี้ไม่มีความสุขและปัญหาในชีวิตรัก

     นักจิตบำบัดผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็เลยมอบหนังสือเล่มหนึ่งให้คนไข้หญิงอ่าน หนังสือเล่าถึงตัวละครที่เวลารักใครก็ทุ่มเทความรักให้เต็มหัวใจ แต่โชคร้ายที่ทุกครั้งต้องพบเจอแต่ความเจ็บปวด ตัวละครจึงตัดสินใจว่าจะไม่ขอรักใครอีกแล้ว แต่สุดท้ายตัวละครเองนี่แหละที่พบว่าการอยู่โดยไม่รักใครเลยต่างหาก คือสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเธอเอง และมันทำให้เธอไม่มีความสุข นับจากนั้นมาตัวละครนี้ก็เลยตัดสินใจว่า เอาละ ถ้ามันจะต้องเจ็บปวดอีก ก็ช่างมันปะไร แต่อย่างน้อยฉันก็ได้รักใครอย่างเต็มหัวใจ และนี่คือสิ่งที่เป็นฉันเป็น และฉันก็มีความสุขกับการได้เป็นตัวเองแบบนี้

     ปรากฏว่าหนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนคนไข้หญิงรายนี้ เพราะช่วยให้เธอได้ถอยออกมามองภาพรวมของเรื่องราวตัวเอง เห็นว่าตัวเองช่างเหมือนกับตัวละครในเรื่อง และยังได้เห็นว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้ตัวละคร รวมทั้งตัวเธอหลุดพ้นจากปมกลัวความรักได้ ก็คือ ‘ความกล้าหาญ’ ที่จะเผชิญความเจ็บปวด

     คุณคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ถ้าเจอคนที่ใช่ ทุกอย่างจะง่ายและไม่ต้องพยายาม” แต่เราอยากขอให้คุณคิดกับประโยคนี้ให้ดีอีกครั้งว่ามันกำลังบดบังอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า

     มันมีด้วยหรือ? ในโลกนี้ที่คุณได้อะไรมาโดยไม่ต้องต่อสู้หรือพยายามอะไรกับมันเลย

     ตัวอย่างง่ายที่สุดคือ ‘งาน’ หลายคนโชคดีได้ทำงานที่ตัวเองรัก แต่ขึ้นชื่อว่างานแล้วก็ไม่มีอะไรหวานหมูหรือหอมหวานหรอก แม้คุณจะรักงานเท่าไหร่ แต่งานก็คืองาน และมันก็ต้องมีเรื่องให้ฝ่าฟัน ต้องมีน้ำตา ต้องมีผิดหวัง แต่เหตุผลที่คุณยังทำมันต่อได้เรื่อยๆ ก็เพราะคุณรักมัน

     เช่นกันกับความรัก มีความรักใดบ้างที่ไม่ต้องพยายาม ขนาดคู่รักที่ครองคู่กันมานาน หากคุณไปถามพวกเขาว่าเคยมีปัญหากันบ้างไหม พวกเขาก็คงบอกว่ามี เพียงแต่จะมากหรือน้อยแค่นั้นเอง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีเรื่องที่ไม่ชอบนิสัยของอีกฝ่ายบ้างแหละ (ขนาดกับพ่อแม่ก็ยังมีเลย ที่เราจะไม่ชอบนิสัยบางอย่างของพวกท่าน) แต่เหตุผลที่พวกเขายังเคียงคู่กันต่อได้ก็เพราะพวกเขาต่างรักกัน จนยอมรับและไม่ถือสากับนิสัยไม่น่ารักเหล่านั้นได้ เพราะเห็นแก่อีกฝ่ายมากกว่าความไม่พอใจของตัวเอง

หากคุณคิดจะมีความรัก แต่ไม่พร้อมรับความเสี่ยงใดๆ เลย ก็เหมือนกับการแล่นเรือออกทะเล โดยหวังจะไม่เจอคลื่นลมหรือพายุ

     ดังนั้น คำกล่าวว่า “ถ้าเจอคนที่ใช่ ทุกอย่างจะง่ายและไม่ต้องพยายาม” มันอาจจะถูก ถ้าเป็นคนที่ใช่ เราอาจไม่ต้องพยายามในแง่ที่ว่า ไม่ต้องพยายามเป็นใคร สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เพราะอีกฝ่ายรักและรับเราได้ในแบบที่เราเป็น

     แต่กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าไม่ต้องพยายามอะไรเลย เพราะขึ้นชื่อว่าชีวิตก็ต้องมีปัญหาหรือมีอุปสรรคให้ฝ่าฟันกันหมด ในทำนองเดียวกัน หากคุณมีความรัก ต่อให้คนตรงหน้าเป็นคนที่คุณคิดว่าใช่ ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า คุณจะต้องเจอความเสี่ยงที่ต้องเสียใจได้เหมือนกัน

     เพราะฉะนั้น หากคุณคิดจะมีความรัก แต่ไม่พร้อมรับความเสี่ยงใดๆ เลย ก็เหมือนกับการแล่นเรือออกทะเล โดยหวังจะไม่เจอคลื่นลมหรือพายุ

     แต่ไม่รู้โชคร้ายหรือโชคดี ความรักเป็นเรื่องไม่เข้าใครออกใคร ทุกวันนี้เรายังไม่เคยเจอใครที่บอกว่า สามารถสั่งตัวเองให้รักหรือหยุดรักใครได้เลย พูดอีกอย่างคือ ความรักเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เพราะเมื่อความรักก่อตัวขึ้นในใจแล้ว เราก็เหมือนต้องยอมรับสภาพไปว่า เรากำลังมีความรักแล้วนะ!

     อย่างตัวเราเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีความรักเข้ามาทักทายและทำร้ายไม่รู้กี่ครั้ง จนหลังๆ เรากลัวทุกครั้งเวลาตกหลุมรักใคร แถมยังไม่ค่อยจะมีความเชื่อมั่นเท่าไหร่ว่า เราจะไปรอดกับใครสักคนได้จริงๆ เพราะที่ผ่านมาล้มเหลวไม่เป็นท่าแทบทั้งนั้น

ใจหนึ่งก็รัก แต่อีกใจก็อยากถอย แต่เพราะมันเป็นความรักไง พอมันเข้ามาแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดกันได้ง่ายๆ

     เมื่อไม่นานมานี้ เราก็ได้มีความรักอีกครั้ง เรามีความสุขกับการได้รักคนคนนี้มากๆ แต่ก็มีเค้าลางว่าอาจเสียน้ำตาได้เหมือนกัน เพราะเขามีอะไรหลายอย่างที่ใช่ แต่ก็มีบางอย่างเป็นภาพหลอนเหมือนตอนเราคบกับแฟนเก่า เอาจริงๆ เราคาดหวังกับความรักครั้งนี้น้อยกว่าครั้งที่ผ่านมาทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่ขนาดคาดหวังน้อยแล้วนะ เราก็ยังกลัวและสับสน

     ใจหนึ่งก็รัก ส่วนอีกใจก็อยากถอย แต่เพราะมันเป็นความรักไง พอมันเข้ามาแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดกันได้ง่ายๆ สุดท้าย เราเลยถามตัวเองว่า เราจะอยู่กับเรื่องนี้อย่างไรดี?

     และเราก็พบคำตอบคล้ายกับตัวละครในหนังสือ คือเราอยากมีความรัก และถ้ามันจะเจ็บปวด ก็ช่างมันปะไร เพราะสุดท้าย หากย้อนดูชีวิตที่ผ่านมา ความรักก็ไม่เคยทำร้ายเราถึงตาย เราเคยเศร้า เราเคยเจ็บก็จริง แต่ก็เราคนเดียวกันนี่แหละที่ผ่านและลุกขึ้นมาได้ ดังนั้น ถ้าจะต้องเจ็บอีกครั้ง เราก็ต้องผ่านมันไปได้แน่นอน

     นอกจากนี้ หากเราอยากมีความรัก สิ่งที่เราต้องพยายามทำให้ได้ คือ ‘ลดคาดหวัง’ เหตุผลก็เพราะความคาดหวังเป็นเรื่องของทางฝั่งเรา ว่าเราอยากให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเรารักใครจริงๆ หมายถึงการมี ‘รักแท้’ ให้ใครสักคนก็ตาม เราก็ควรเห็นแก่ความสุขของอีกฝ่ายมากกว่าตัวเอง คือปรารถนาให้อีกฝ่ายได้ดีและมีความสุข หรือให้เขาได้เป็นตัวของตัวเอง

ถ้าคุณได้เจอคนที่ใช่และรักคุณจริงๆ เขาจะไม่ยอมให้คุณต้องเสียสละความสุขอะไรของคุณมากมายหรอก เพราะเขาก็ปรารถนาให้คุณมีความสุข เหมือนที่คุณปรารถนาให้เขามีความสุขเหมือนกัน

     อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ถึงขั้นยอมให้อีกฝ่ายมาทำร้ายเรา เช่น ปล่อยให้มาเอาเปรียบหรือเบียดเบียนกัน แบบนี้ก็ไม่ใช่ เพราะความรักที่ดีจะต้องมีความรักตัวเองอยู่ด้วยเช่นกัน การยอมอีกฝ่ายในที่นี้จึงหมายถึงการยอมเสียสละความสุขบางอย่างของเรา แต่ไม่ใช่ให้อีกฝ่ายมาลิดรอนความสุขของเราไป ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่แยกได้ยากเหมือนกัน แต่ก็พอดูได้ คือดูว่าการยอมนั้น ตัวคุณเป็นคนกำหนดหรือเขาเป็นคนกำหนด

     แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าคุณได้เจอคนที่ใช่และรักคุณจริงๆ เขาจะไม่ยอมให้คุณต้องเสียสละความสุขอะไรของคุณมากมายหรอก เพราะเขาก็ปรารถนาให้คุณมีความสุข เหมือนที่คุณปรารถนาให้เขามีความสุขเหมือนกัน ดังนั้น เขาก็จะพยายามในส่วนของเขาที่จะให้คุณไม่ต้องเสียสละหรือพยายามอะไรมาก เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้รักหมดหัวใจ

     ดังนั้น ถ้าถามเรา เราขอเลือกที่จะมีความรักต่อ เพียงแต่ต้องมีสติมากขึ้น ไม่ใช่วิ่งไล่ใครจนลืมความสุขของตัวเอง แต่ก็ไม่ถึงกับปิดกั้นตัวเองจนไม่ยอมรักใครเลย เพราะการได้รักใครสักคนก็เป็นอะไรดีๆ ของการใช้ชีวิต และนี่คือศิลปะของการใช้ชีวิตอย่างหนึ่งที่เรากำลังเรียนรู้ ที่ต้องหัดบาลานซ์ที่จะรักตัวเองและรักคนอื่นให้ได้ไปพร้อมๆ กัน

     แต่ของแบบนี้มันไม่มีคำตอบหรือคำแนะนำตายตัว สไตล์บทความ clickbait ที่มีข้อหนึ่งสองสามว่าควรทำอะไรหรอกนะ มันเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่คุณต้องฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่มีใครมาบอกได้เป๊ะๆ หรอกว่าต้องทำยังไง ดูอย่างเราก็ได้ ต่อให้เราเขียนเรื่องความรัก ก็ใช่ว่าเราจะรู้ทั้งหมด เราก็ยังเป็นนักเรียนที่ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ

     อย่างน้อยสิ่งที่เราพอบอกได้คือ ถ้าให้เลือกระหว่าง ‘กล้าที่จะรัก’ กับ ‘ไม่กล้าที่จะรัก’ เราเลือกอย่างแรกดีกว่า เพราะมันเป็นธรรมชาติมากที่สุด อีกอย่างคือ เราได้ตระหนักแล้วว่า ไม่มีความรักไหนในโลกที่จะไม่เจ็บปวด และที่สำคัญ ชีวิตก็ยังบอกด้วยว่า ต่อให้เจ็บแค่ไหน ก็ผ่านมันไปได้แน่ๆ

     ฉะนั้น อย่าไปกลัวความรัก เพราะถ้าเจอความเจ็บปวดเข้าแล้ว ยังไงก็ไปต่อได้เสมอ และอย่างน้อยที่สุด การได้มอบความรักให้ใครสักคนมันคือความกล้าหาญที่ควรภาคภูมิใจ

Share Post
Like 2 View 3856

Author

สีตลา ชาญวิเศษ

นักเขียน และคนทำงานด้านคอนเทนต์ ผู้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทในหัวข้อ ‘การจีบกันบนสื่อออนไลน์’ และเป็นเจ้าของแฟนเพจ ‘ธีสิสมุ้งมิ้ง’ ส่วนเรื่องความรัก เป็นคนอกหักเก่ง แห้วเก่ง เลยมีประสบการณ์มาบอกเล่าเรื่องที่อย่าทำเยอะมาก แต่ถึงแม้จะเจ็บมามากแค่ไหน ทุกวันนี้ก็ยังเชื่อในเรื่องความรักเหมือนเดิม