ตัวตนของ ‘จี๊ป’ – ภาสินี คงเดชะกุล ศิลปินสาวแห่ง The Factory Studio & Art House

            หลายคนอาจไม่รู้ว่า นอกจาก ‘จี๊ป’ – ภาสินี คงเดชะกุล จะเป็นศิลปินสาวนักออกแบบผู้มีลายเซ็นในผลงานของตัวเองอย่างชัดเจน เธอยังมีผลงานร่วมกับแบรนด์ต่างๆ มากมาย และเป็นผู่ก่อตั้งโรงเรียนและสตูดิโอศิลปะ The Factory Studio & Art House ซึ่งในวันนี้เรามาพูดคุยกับผู้หญิงมาดเท่คนนี้ถึงเรื่องการออกแบบในเชิงพาณิชย์ศิลป์ที่เธอถนัด

“คนซื้องานเราไม่ใช่เพราะสวยหรอก แต่อาจเพราะมีสไตล์ต่างหาก
เพราะคนที่วาดสวยกว่าเรามีอยู่อีกเยอะมาก

01 “ถ้าทำอย่างอื่นคงไปไม่รอด”

เราชอบวาดรูปตั้งแต่เด็ก เรียนอย่างอื่นไม่ได้เรื่องเลย คิดว่าตัวเองต้องมาทางนี้ละ เพราะถ้าไปทำอย่างอื่นคงไปไม่รอด เลยมุ่งมั่นที่จะสอบให้ติดมหาวิทยาลัยศิลปากรให้ได้ ซึ่งก็สำเร็จ เราเรียนจบจากคณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มันเกี่ยวข้องกับการออกแบบเชิงพาณิชย์ เช่น โลโก้ กราฟิกดีไซน์ โฆษณา สิ่งพิมพ์ต่างๆ ฯลฯ และเนื่องจากเราเป็นคนชอบแต่งตัว ก่อนจะเรียนจบเราก็เลยลองไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยสไตลิสต์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เรียนด้านแฟชั่น นั่นถือเป็นการทำงานจริงๆ เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นก็ทำงานประจำให้กับแบรนด์แฟชั่นแห่งหนึ่ง กับสตูดิโออีกแห่ง ก่อนจะร่วมกับหุ้นส่วนเปิดสตูดิโอของเราเองขึ้นมา

02 “ซึมซับเรื่องดีไซน์มาโดยไม่รู้ตัว”

พื้นฐานของที่บ้านเราเป็นลูกคนจีนที่ทำการค้า บ้านเรามีร้านรองเท้าบัลเลต์ชื่อ Ballet Shoes ซึ่งเป็นธุรกิจตั้งแต่สมัยรุ่นคุณย่าแล้ว ทั้งร้านของคุณแม่ คุณลุง และคุณย่า ต่างก็ตั้งอยู่ในห้าง เวลาคนที่บ้านไปดูแลกิจการ เราเลยได้ตามไปด้วย เราจึงเป็นเด็กที่เติบโตโดยวิ่งเล่นดูนั่นดูนี่อยู่ภายในห้างสรรพสินค้า และนั่นอาจทำให้เราซึมซับเรื่องดีไซน์มาโดยไม่รู้ตัว

03 “เรียนรู้จากสิ่งที่ไม่ถนัด”

เราชอบทำงานหลายอย่าง เพราะรู้สึกว่ามันไม่น่าเบื่อดี บางทีเราไปเจองานที่ไม่ถนัด แต่ท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นความรู้ให้กับเรา อย่างงานที่สตูดิโอของเราก็จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ งานส่วนตัวของเราเอง กับงานที่ทำในส่วนของโปรดักชัน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าลูกค้าจะให้เราช่วยเหลือด้านไหน เช่น ดูแลตกแต่งร้าน ผลิตงานประติมากรรมขึ้นมา หรือตกแต่งโรงแรม แฟนเราจะเป็นคนดูแลเป็นหลัก แต่เราก็ยังไปซัพพอร์ตบางอย่าง ถ้าถามว่างานไหนสนุกกว่ากัน มันก็แล้วแต่งาน

04 “ก้าวเท้าเข้าสู่งานพาณิชย์ศิลป์”

เราเรียนมาทางด้านการออกแบบนิเทศศิลป์ ซึ่งเป็นการออกแบบเชิงพาณิชย์ เราไม่ได้ทำงานศิลปะขนาดนั้น ถ้าเป็นงานพาณิชย์ศิลป์ มันก็มีเรื่องของการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง นี่เป็นเรื่องที่เราต้องศึกษาอีกเยอะเหมือนกัน ซึ่งเราคิดว่าสิ่งนี้ไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับศิลปินเท่านั้น แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกอาชีพต้องมี ศิลปินเองก็ควรจะต้องรู้ว่าเราจะขายงานของตัวเองได้อย่างไร เราจะอาร์ตอย่างเดียวไม่ได้

05 “แรงบันดาลใจมาจากการใช้ชีวิต”

เราชอบเดินทางท่องเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เดินเล่นตามสถานที่ต่างๆ พบปะผู้คน ในแต่ละปีเราตั้งใจว่าจะต้องมีทริปใหญ่ปีละครั้ง ส่วนจะมีทริปย่อยอะไรอีกก็ค่อยว่ากัน การได้เปิดหูเปิดตาทำให้เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานได้

06ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในงาน

เรามานั่งคิดดูก็เห็นว่าเราไม่มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนแบบที่คนเห็นแล้วก็รู้ว่านี่เป็นผลงานของเรา แต่เวลาคนเห็นทำไมเขาถึงรู้ว่านี่เป็นงานของเรา เราเองก็ไม่รู้หรอก คนที่ชอบงานของเราบอกว่ามันเป็นที่ลายเส้นกับสี และการเลือกใช้เนื้อเรื่องซึ่งจะดูสนุกสนาน สีเยอะ ลายเยอะ เราทำงานมินิมอลไม่ค่อยเป็น ดังนั้น เวลาใครติดต่อมาให้ทำอะไร เราจึงถามก่อนเสมอว่า “ขอโทษนะคะ เคยเห็นงานของเราใช่ไหม?” โชคดีที่ลูกค้าส่วนใหญ่มักยอมที่จะให้เราใส่ความเป็นตัวเองลงไปในงานได้ แต่สัดส่วนว่าจะเป็นเรากี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นของแบรนด์เขาสักเท่าไหร่ก็แล้วแต่จะพูดคุยกัน

07 “ซื้อไม่ใช่เพราะสวย แต่เพราะสไตล์”

สไตล์งานที่เราทำสมัยก่อนก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง มันค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมๆ กับประสบการณ์ในการทำงานของตัวเราเอง อย่างหนึ่งที่คิดก็คือ คนซื้องานเราไม่ใช่เพราะสวยหรอก แต่อาจเพราะมีสไตล์ต่างหาก เพราะคนที่วาดสวยกว่าเรามีอยู่อีกเยอะมาก ไม่รู้สิ สไตล์มันอาจจะสำคัญมากกว่าความสวยนะ อย่างมีงานของฝรั่งที่มันดูเป็นก้อนๆ อะไรก็ไม่รู้ แต่มันดูเท่ ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้วาดออกมาสมจริงหรือมีมิติอะไรมากมาย เราว่าความสวยมันก็อยู่ในสไตล์ของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่าเขาจัดวางมันอย่างไร

เรื่อง : วรัญญู อินทรกำแหง
ภาพ : วงศกร ยี่ดวง