‘โอ๋’ – P2WARSHIP ผู้ผันตัวเองสู่วิถีเกษตรกรแบบยั่งยืนในเมือง เพราะพื้นที่จำกัด ไม่ใช่อุปสรรคในการทำเกษตรกรรม

Life
31 Aug 2017
เรื่องโดย:

มิ่งขวัญ รัตนคช

          ‘โอ๋’ – ธรรมศักดิ์ ลือภูวพิทักษ์กุล อดีตนักร้องนำวง P2WARSHIP ผู้ผันตัวเองสู่วิถีเกษตรกรแบบยั่งยืนในเมือง ด้วยการปรับเปลี่ยนสนามฟุตบอลย่านลาดพร้าวมาเป็น ‘ฮิปอินทรีย์ ฟาร์มวิลล์พอเพียง’ พื้นที่ไร่นาสวนผสมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เป็น Urban Farming ซึ่งปลูกพืชออร์แกนิกหมุนเวียนตามฤดูกาลท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างคอนกรีต

คนเมืองยุคปัจจุบันเคยชินกับการรีบเร่งซื้อหาอาหารและวัตถุดิบต่างๆ ในร้านสะดวกซื้อ จนหลงลืมเสน่ห์ความเนิบช้าของการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง แต่ก็มีคนอีกกลุ่มที่เห็นแตกต่าง และใช้ชีวิตโดยยึดแนวคิดการทำเกษตรกรรมในพื้นที่เมืองหรือ Urban Farming โดยนำผลผลิตที่ได้มาแปรรูปและจัดจำหน่าย ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรจากพื้นที่ห่างไกล และยังทำให้คนเมืองได้ใกล้ชิดธรรมชาติผ่านการปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว และแลกเปลี่ยนผลผลิตซึ่งกันและกัน โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการเชื่อมโยง นับเป็นการเรียนรู้การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยพื้นที่ที่จำกัดไม่ใช่อุปสรรคในการทำเกษตรกรรม

Starting Point

ช่วงน้ำท่วมใหญ่ ปี พ.ศ. 2554 ครอบครัวผมต้องย้ายจากมีนบุรีมาอยู่ที่นี่ชั่วคราว ช่วงนั้นแม่ผมตื่นเช้า เก็บผักที่ขึ้นเองริมรั้วมาทำอาหารให้ที่บ้านกิน และยังปลูกผักสวนครัวแปลงเล็กๆ ด้วย เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกเลยว่าคุณภาพชีวิตดีมากโดยแทบไม่ต้องเสียเงินด้วยซ้ำ ทำให้ผมคิดว่าทำไมเราต้องหาเงินเพื่อออกไปซื้อความสุขล่ะ เราอยู่บ้านแล้วทำความสุขให้เกิดขึ้นดีกว่าไหม จากนั้นก็เริ่มลงมือทำโดยค่อยๆ ศึกษาจากโครงการพระราชดำริเพื่อเป็นแนวทาง ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง สิ่งที่ทำให้เรากระจ่างคือคำว่าพอเพียงกับความเพียรที่ทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้ แต่ก่อนผมหาเงินมาได้เท่าไหร่ก็ไม่พอสักที แต่เมื่อเรารู้จักคำว่าพอ ที่พอดีและสมดุล หาเส้นทางของตัวเองเจอแล้วมีความเพียรกับมัน ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้

BUILDING A FARM

เพราะอยู่ในเมือง ทำให้การจัดสรรพื้นที่ต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โซนของพืชผักสวนครัวซึ่งปลูกแบบหมุนเวียนจะแยกกับพวกไม้ยืนต้น ไม่ให้โดนบังแสงแดด และอยู่ติดกับตัวบ้านเพื่อง่ายต่อการดูแล ด้วยความที่พื้นที่เราน้อย ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรน้อยตาม แถมยังทำแบบเกษตรอินทรีย์อีก ต้นทุนการผลิตก็จะสูงกว่า ดังนั้น จะทำอย่างไรให้อยู่ได้ เราก็ต้องเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โดยใช้พืชผักในสวนของเรานี่แหละมาเป็นส่วนประกอบ ทำเพสโตจากใบโหระพาและน้ำสลัดต่างๆ จากไข่ไก่ในฟาร์มเราเอง ผมเป็นมัณฑนากรมาก่อน ในตอนแรกผมก็วางโซนนิงต้นไม้ต่างๆ ในสวนอย่างเป็นระเบียบ ต้นกล้วยแต่ละต้นห่างกันเป๊ะ (หัวเราะ) แต่พอได้ศึกษามาเรื่อย ก็ได้เรียนรู้ว่าการปลูกต้นไม้มันต้องปลูกเอื้อกันเสมอ บางทีอาจจะต้องมีพืชพี่เลี้ยงต่างชนิดมาปลูกติดกันบ้าง เพื่อให้เขาได้ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันเอง

FARMING IN URBAN STYLE

ผมกำลังจะเปิดศูนย์เรียนรู้เด็ก ให้เขาได้ทำความรู้จักกับพืชพรรณและธรรมชาติ เด็กในเมืองสมัยนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาหารมาจากไหน เพราะเขาเคยเห็นแต่ในซูเปอร์มาร์เกต เคยมีน้องๆ มาที่นี่และเพิ่งเคยเห็นไก่ครั้งแรกในชีวิต ผมคิดว่าการรวมกลุ่มน่าจะเป็นคำตอบของคนเมืองที่หันมาทำเกษตรกรรม เพราะเราห่างไกลจากวัตถุดิบ อย่างพวกขี้วัวหรือฟาง เวลาจะไปซื้อมาทีต้องซื้อในปริมาณเยอะ ดังนั้น เมื่อเรามีคอมมูนิตี เราก็สามารถเหมาซื้อแล้วมาแบ่งปันกัน รวมถึงสามารถแลกเปลี่ยนผลผลิตกันได้อีกด้วย แน่นอนว่าเราใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสื่อสารหลักในการแชร์เรื่องราวดีๆ อะไรที่ผมทดลองทำแล้วคิดว่าดีและเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น

A HAPPY CITY FARMER

ตลอด 5 ปีที่ทำฟาร์ม ความสุขกายนั้นเห็นได้ชัดเจนจากสุขภาพ เพราะที่ผ่านมาผมทำงานหนักตามสไตล์คนเมืองทั่วไปที่ใช้ชีวิตแบบรีบเร่ง เป็นโรคหอบแบบรุนแรง ถึงขั้นเคยเข้าห้องฉุกเฉินมาหลายครั้ง คือพูดง่ายๆ ว่าปางตาย ต้องพกยาพ่นติดตัวตลอดเวลาตั้งแต่อายุ 11 ปี แต่ตอนนี้หายสนิทมาร่วม 4 ปีแล้ว อาจจะเพราะได้กินอาหารที่เราปลูกเอง ทำเอง ซึ่งมั่นใจว่าออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อก่อนผมไม่เคยเชื่อเลยนะว่าสมุนไพรจะรักษาอะไรได้ เคี้ยวใบไม้แล้วจะช่วยอะไร จนมีครั้งหนึ่งผมเจ็บคอมาก ไม่มีเสียงแต่ต้องไปร้องเพลง เลยลองเคี้ยวฟ้าทะลายโจร ขมสุดๆ แต่หายทันทีในบ่ายวันนั้น (หัวเราะ) ส่วนของความสุขใจนั้นมีมาตั้งแต่เริ่ม เพราะเราได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกวัน ได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้คนอื่น มีชีวิตอยู่บนคำว่าพอเพียง เมื่อก่อนต้องไปตามล่าหาความสุข แต่ทุกวันนี้แค่ตื่นขึ้นมาตอนเช้า เดินลงจากบ้านมาเห็นฟาร์มก็มีความสุขแล้ว

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

มิ่งขวัญ รัตนคช

เด็กสถาปัตย์ เจเนอเรชันวาย รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกเรื่องราวสามารถถ่ายทอดผ่านตัวอักษรได้