Design Thinking ออกแบบชีวิตด้วยหนึ่งสมอง สองมือ และหัวใจที่ไม่ยึดถือกรอบเดิมๆ

Agenda
25 Jul 2019
เรื่องโดย:

กรแก้ว บัวสระแก้ว

“เวลาอยากจะเข้าใจใครสักคน อย่าสนใจในสิ่งที่เขาพูดและสิ่งที่เขาทำเพียงอย่างเดียว ต้องเข้าใจด้วยว่าเขาคิดและรู้สึกอย่างไร จริงอยู่ธรรมชาติของคนจะแสดงออกมาผ่านการพูดและการลงมือทำ ทว่าแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ต่างถูกขับเคลื่อนด้วยความคิด ความรู้สึก ความฝันและจินตนาการด้วยกันทั้งสิ้น ประสบการณ์มักเกิดขึ้นตรงนี้ หากแต่หลายครั้งเรายังไปไม่ถึงมันเท่านั้นเอง”

     อาจารย์เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล เจ้าของคำบรรยายเสียงใสผู้สนใจ ได้ศึกษานวัตกรรมความคิดแบบ Design Thinking มาจาก Stanford Design School เธอใช้สัญชาตญาณนำทาง ผ่านความเข้าใจในความต้องการของผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง นำมาเผยแพร่และถ่ายทอดในรูปแบบง่ายๆ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและให้ความรู้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ผ่านหนังสือและ บริษัท ลูกคิด (Lukkid) จำกัด องค์กรที่เธอสร้างขึ้น

 

Design Thinking

 

     โจทย์ในวันนี้ของเธอคือการนำเวิร์กช็อปน้องๆ ฝึกงานโครงการ daypoets society ประจำปี 2562 ของบริษัท เดย์โพเอทส์ ในกิจกรรม Passion Monday Workshop ด้วยการนำเสนอวิธีคิดรูปแบบใหม่ในการสร้างสรรค์ผลงาน และหัวใจของการทำงานสื่อสารที่ควรรู้ ณ Learn Hub Co-learning Space ใจกลางสยามสแควร์

     เธอได้นำเทคนิควิธีคิดแบบ Design Thinking มาประยุกต์เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจพื้นฐานที่ถูกต้องของกระบวนการความคิดในการทำงานสื่อแบบมืออาชีพและแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่ เพื่อนำไปปรับใช้ในแง่มุมอื่นๆ ต่อไปในชีวิต

 

Design Thinking

 

Design Thinking คืออะไร?

     “Design Thinking ที่ว่าไม่ใช่วิทยาศาสตร์หรือกระบวนการวิเศษอะไรอย่างที่ใครเข้าใจ และไม่สำคัญว่าหน้าตาหรือกระบวนการ (Framework) จะเป็นอย่างไร แค่เราเข้าใจแก่นแท้ข้างในว่ามันคือ common sense อย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า ก่อนจะคิดหรือทำอะไรอย่าใช้เพียงแค่ Head ในการทำ ต้องใช้ทั้ง Heart และ Hand ไปพร้อมกันด้วย”

      ท่ามกลางความแตกต่างในด้านความคิด ความสนใจพื้นฐาน รูปแบบอาชีพการทำงาน และการดำเนินชีวิตของผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปในครั้งนี้ การสื่อสารส่งผ่านความหมายยังคงทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

     ในกิจกรรม จาก 40 คน ถูกแบ่งย่อยเป็นทีมดีไซน์ 4 ทีมภายใต้โจทย์เดียวกันคือ “Design the Future of Media อนาคตของสื่อในความคิดคุณหน้าตาเป็นแบบไหน” โดยกฎกติกามีอยู่ว่าต้องเป็นสื่อที่ไม่มีอยู่จริงในปัจจุบัน ความแปลกใหม่ในเวิร์กช็อปในครั้งนี้คือเราต้องถอดความรู้และประสบการณ์ที่มีพักไว้ และมุ่งออกไปด้วยตัวเปล่า เติมช่องว่างใต้คำถามด้วยความคิดของ “เขา” ไม่ใช่ “เรา”

 

Design Thinking

 

Heart: สัญชาตญาณแห่งการขุดคุ้ยและการสลับจุดยืน

     “ศัตรูเดียวของ Empathy คือ Ego มันจะไปปิดหูปิดตาเราให้ไม่ได้ยินได้เห็นอะไรอย่างที่เราควรจะได้ ฝึกเป็นคนช่างสงสัยเข้าไว้ ไม่ใช่เป็นคนที่รู้ดีไปทุกอย่าง กระบวนการทำความเข้าใจส่วนใหญ่จึงมักเกิดขึ้นจากมายด์เซ็ตของเราเอง คนที่เข้าใจคนอื่นได้ดีคือคนที่มีแนวคิดของผู้เริ่มต้น (Beginner’s Mind) การตัดสินว่าถูกหรือผิดจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญในขั้นตอนนี้ หลักการของมันคือการฟังด้วยใจให้ได้ยินในสิ่งที่เขาไม่ได้พูด สลับจุดยืนเปลี่ยนเลนส์ที่มองผ่านประสบการณ์ร่วม และสวมสัญชาตญาณในการขุดคุ้ยด้วยการตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ เพื่อกางออกเป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์ไม่ใช่เพียงคำพูดฉาบฉวยที่ได้มา”

     บรรยากาศภายในเวิร์กช็อปเริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อแต่ละกลุ่มมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามา สมาชิกใหม่ที่ว่าคือผู้สวมบทบาทเป็น ‘ลูกค้า’ ในเวิร์กช็อปครั้งนี้นั่นเอง เป็นเวลากว่า 15 นาทีที่เราค่อยๆ ปลดปล่อยความสงสัยที่มีผ่านการสนทนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านคำถามง่ายๆ โดยเริ่มจากเขาเป็นคนอย่างไร ในหนึ่งวันทำอะไรบ้าง เสพสื่อด้วยวิธีการใดบ้าง ไม่ใช่เพื่อหาคำตอบ แต่เพื่อหาเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ ถ้าเปรียบ ‘เรื่องราว’ ที่คาดหวังไว้เป็นดั่งทอง ในตอนนั้น อุปกรณ์ที่แข็งแรงที่สุดที่หาได้คงมีแต่คำว่า ‘ทำไมและเพราะอะไร’ 

 

Design Thinking

 

Head: ทักษะการจับประเด็น และอิสระแห่งการคิดฟุ้ง

     “สมมติเราทุกคนในห้องนี้เป็นทีมวิศวกรที่เก่งมาก ทีมเราเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สร้างได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะตึกอาคารหรือยานพาหนะก็สร้างได้หมด โจทย์ของทีมวิศวกรในครั้งนี้คือเราต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนให้ดีขึ้น ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เราต้องไปทำความเข้าใจของคนในหมู่บ้านเสียก่อน

     “เราเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านทันที เจอหญิงสาวคนหนึ่งจึงถามเธอว่าอยากให้ช่วยอะไร เธอตอบว่าเห็นแม่น้ำตรงนั้นไหมมันกั้นขวางระหว่างหมู่บ้านเรากับฝั่งตรงข้ามเธอจึงอยากได้สะพานเพื่อข้ามไปอีกฝั่งนึงได้ เรื่องราวนี้จบลงด้วยการสร้างสะพานให้คนในหมู่บ้าน พวกเขามีความสุขอย่างที่หวัง

     “ทว่าเราเปลี่ยนตอนจบของเรื่องนี้ได้เพียงแค่ขุดคุ้ยต่ออีกหน่อยว่ายังมีเหตุผลอื่นอีกไหมที่ซ่อนอยู่ในการเดินทางข้ามสะพานไปยังอีกฝั่งของหมู่บ้านนี้ หากเหตุผลของเธอคือการข้ามสะพานไปหาคนรัก ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างอื่นสามารถเกิดขึ้นได้ การเข้าถึงการเชื่อมต่อสื่อสาร หรือแม้กระทั่งคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเล็กๆ ตัวเธอเองก็ยังคิดไม่ถึง ฉะนั้นกับดักของคนมักจะพลั้งพลาดเป็นเหตุให้คิดอะไรได้ไม่ฟุ้งมากเพราะเราชอบไปหยุดอยู่แค่ที่สะพาน”

 

     ‘ทอง’ ที่ได้มาอาจไร้ความหมายหากไม่ผ่านการเพิ่มมูลค่าให้ตรงกับความต้องการใช้งาน ทีมเราได้โจทย์มาให้ช่วยขจัดความเบื่อหน่ายในช่วงเวลาเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ และเติมเต็มช่วงเวลาที่สูญเสียไปนี้ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นอย่างที่เขาคิดไม่ถึงด้วยการคิดค้นนวัตกรรมของสื่อรูปแบบใหม่ เราได้เรียนรู้ที่จะคัดสรรจับประเด็น pain point ที่น่าสนใจจากกระบวนการทำความเข้าใจ และนำมาคิดหาแนวทางการแก้ปัญหาในทางสร้างสรรค์ผ่านการ ‘คิดฟุ้ง’ โพสต์อิตหลากสีบนไวต์บอร์ดถูกขีดเขียนเพื่อสร้างสรรค์ไอเดียแปลกแหวกแนวที่พอจะมีแววเป็นเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับกระบวนขั้นต่อไปได้

 

Design Thinking

 

Hand: ศิลปะแห่งการตัดแต่งความคิดและการมีพื้นที่ให้ล้ม

     “กระบวนการออกแบบในทุกๆ เรื่องของชีวิตโดยรวมคือการทดลองที่ไม่มีวันสิ้นสุด ผลลัพธ์ที่แท้ของ ‘การลงมือทำ’ คือการเรียนรู้ ตราบใดที่ไอเดียเรายังฟุ้งลอยตัวอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ได้เลยหรอกว่าจะเป็นไปได้ไหม แต่หากอยากรู้ก็ต้องไปทดลองกันต่อ ซึ่งไม่ใช่กระบวนการทดลองเพียงอย่างเดียวที่สำคัญ การมีพื้นที่ให้ล้มได้ก็สำคัญไม่แพ้ คำว่า ‘ล้ม’ ที่ว่าไม่ใช่ล้มเหลว เพียงแต่คือการเรียนรู้ข้อผิดพลาดอย่างคุ้มค่าและมองหาวิธีใหม่ๆ ให้พัฒนาต่อไป”

     กลุ่มของเราจบลงที่คอนเซ็ปต์ “JoyBus ความบันเทิงเคลื่อนที่ได้” รถเมล์โดยสารที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการเสพสื่อรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจอเพดานที่สามารถรับชมสื่อได้ทุกทิศทาง Touch Screen บนพนักพิงเก้าอี้ด้านหน้าของผู้โดยสารที่เพียงแค่สแกน Face ID ก็สามารถคัดสรรคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจในตอนนั้นได้ทันที ทั้งยังสามารถร่วมกิจกรรมกับผู้โดยสารท่านอื่นภายในรถได้อีกด้วย

     ตัวแทนสมาชิกทีมออกไปนำเสนอไอเดียตามรูปภาพที่วาดขึ้นมาเพื่อจำลองให้เห็นจริงๆ สายตาที่เป็นประกายของเหล่าตัวแทนสมาชิกจากทุกทีมบ่งบอกถึงความภูมิใจในการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ อย่างไร้ซึ่งข้อกำจัดนี้

     ในมุมของเรา มันไม่มีกระบวนการวิเศษเลิศเลออะไรที่จะสามารถแก้ไขได้ทุกปัญหาในชีวิต เพียงแต่เราต้องใช้หนึ่งสมองที่มี สองมือที่ทำ และหนึ่งใจอันไร้ซึ่งความเย่อหยิ่ง นำทางเพื่อหยุดทบทวนในสิ่งเล็กๆ ที่เรามองข้าม หา ‘ทอง’ ก้อนนั้นให้เจอและดีไซน์ออกมาให้ตอบโจทย์มากกว่าความต้องการ ใช้ประสบการณ์ ข้อผิดพลาด และความรู้ที่มีในการแก้ไข เรียนรู้ และพัฒนาต่อไป

 


ขอขอบคุณ: LearnHub, UCADEMiA, Lukkid

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กรแก้ว บัวสระแก้ว

คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ - adB JUNIOR