‘ประมาณเวิร์คช็อปกับวีรพร’ ปฏิบัติการงานเขียนทางความคิด

“บอกมาสิ บอกมา บอกว่าอะไรกันที่มันกัดกิน”

ยืนเงียบอยู่ข้างหน้าสักพัก ถึงมีเสียงเอ่ยออกมาได้บ้าง ไม่ใช่เพราะความอาย ไม่ใช่เพราะไม่สะดวกใจที่จะเปิดเผยเรื่องส่วนตัวพรรค์นั้นกับคนแปลกหน้าร่วมสิบกว่าคน แต่มันเป็นเป็นเพราะไม่เคยมีใครที่ไหน หรือแม้แต่กับตัวเองที่จะถามคำนั้น… คำถามที่ว่า “อะไรกันที่มันกัดกินใจ”

     แต่เมื่อ ‘พี่แหม่ม’ – วีรพร นิติประภา จ้องไปในตาและพูดออกมาว่า “การเข่นฆ่ากันอย่างไม่รู้สึกรู้สานั่นไงที่มันกัดกิน” การเปิดเผยของคนหนึ่งคน ดูจะเปิดต่อมความรู้สึกของคนแปลกหน้าสิบกว่าคนที่มารวมตัวกันโดยนัดหมายในเวิร์กช็อปการเขียนครั้งนี้ ให้ค่อยๆ กล้าเปิดเผยเรื่องราวของตน การเปิดเผยจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสาม สายตาที่จ้องไปในดวงตาราวกับจะบอกว่า ไม่ต้องกลัว ปล่อยมันออกมา และเมื่อเริ่มได้ยินเสียงที่ตัวเองเล่าออกมา ประสบการณ์ข้างในมันก็ดูจะตะโกนร้องดังลั่นว่า ช่วยเถอะ… ช่วยเล่ามันออกไปที

 

ประมาณเวิร์คช็อป

 

     การเขียนก็เหมือนกับการพูด การพูดบอกกับคนแปลกหน้านั่นไงว่าอะไรที่กัดกิน ไม่ต้องพล่ามบอกหรอกว่าคุณคือใคร ทำอะไรอยู่ เพราะสิ่งที่กัดกินนั้นบอกได้จริงแท้ว่าทำไมคุณ ฉัน หรือใครต่างทำสิ่งนั้น และใช้ชีวิตแบบที่ทำอยู่นั่นไปเพื่ออะไร – พยายามสมบูรณ์แบบเพื่อปกปิดความรู้สึกไม่สมบูรณ์ของตัวเอง, พยายามเอาใจผู้คนเพราะโหยหาความรัก, ทำงานหนักเพื่อเติมเต็มความหมายให้ชีวิตว่างเปล่า, กบฏ ขัดขืน ดิ้นรนปาวๆ เพื่อต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม – สิ่งที่กัดกินอะไรกัน ที่ทำให้คุณลงมือทำ จนมันกลายเป็นความเชื่อ เป็นชีวิต เป็นตัวตนของคุณ

 

     “เราทุกคนมีเรื่องเล่า แต่จะเล่าเรื่องอะไร เพื่ออะไร”

 

     ใช่, เรื่องที่มันกัดกินนั่นไง ที่ดูจะเป็นส่วนผสมหลักของ ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ และ ‘พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ’ ทั้งเรื่องรักสามเส้าสามัญ หรือโศกนาฏกรรมในครอบครัวที่ทำใจสั่นสะเทือนไปกับความบิดเบี้ยวของความเป็นมนุษย์ ความรู้สึกอึดอัด ขยับไม่ได้ติดกับอยู่ในโยงใยสัมพันธ์ของสังคม การเมือง อำนาจที่ห่อหุ้มเราไว้แน่นหนา ความหนีไม่พ้นจากกำพืดที่เราเกิดมา ตาข่ายโครงสร้างสังคมที่เราติดพัน

 

     ใช่, นั่นไงที่มันกัดกิน ความไร้อำนาจในการกำหนดหนทางชีวิตที่เราต่างคิดว่ามีอิสระแต่ไม่เคยมี

 

     มันจะเป็นเรื่องบังเอิญได้ยังไง ที่คนแปลกหน้าผู้เพิ่งเจอกัน ต่างถูกกัดกินด้วยความรู้สึกเว้าแหว่ง ความไม่สมบูรณ์ในชีวิตเช่นเดียวกัน ก็หรือไม่ใช่ ที่เราล้วนเป็นผลผลิตจากพ่อแม่ที่ต่างเป็นผลผลิตจากรัฐไร้สวัสดิการ โครงสร้างสังคมแบบนั้นไงที่ทำให้พ่อแม่ต้องดิ้นรน ปากกัดตีนถีบ คอยพร่ำบอกเราว่าอย่ามางอมืองอเท้า หางานทำดีๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน จะได้ไม่อดอยาก ทำงานต้อยต่ำ ไร้สวัสดิภาพ คำพร่ำสอนที่เจือด้วยความกลัวในนามความเป็นห่วงเช่นนั้นไง ที่ทำให้เราต่างเร่งรีบต้องทำอะไรบางอย่าง ต้องเป็นใครสักคน ต้องมีตัวตนในสังคมนี้ จะมาลอยละล่องไปวันๆ ไม่อยากเป็นใคร ไม่อยากทำอะไรมันไม่ได้ มันไม่มีใครคุ้มครองความปลอดภัยชีวิตให้อยู่ คนเบื้องบนเขาต่างมุ่งปกป้องความมั่นคงระดับชาติกันไง ไม่เข้าใจหรือ

 

ประมาณเวิร์คช็อป

 

     ความย้อนแย้งของสังคมที่บอกให้ตามหาความฝัน ‘Follow Your Passion’ แต่ถ้าจะมาหยุดตั้งหลัก พักให้พอรู้ว่าเราคือใครในยามที่ทำเพราะอยากทำไม่ใช่เพราะต้องทำ จะมาหยุดพักตามหาตัวเองมันไม่ได้ ตัวตนมันรอให้มีไม่ได้ในโลกที่ใครต่างก็มีตัวตน ความไม่เป็น ไม่มีอะไรเลย มันน่ากลัวเกินไปในรัฐไร้สวัสดิการ มันน่ากลัวเกินไปจนเราต่างต้องรีบวิ่งไล่ล่าอะไรบางอย่าง เพื่อเป็นในบางสิ่ง เพื่อแลกกับสิ่งตอบแทนบางอย่างที่พอจะทำให้กลัวน้อยลงได้บ้าง – กลัวน้อยลง หากไม่รู้ตัวเลยว่าความเว้าแหว่ง ไม่สมบูรณ์ในใจจะพร่องยิ่งไปกว่าเคย

     ใช่, การเขียนคือการบำบัดตัวเอง คือการสนองความใคร่ในการเข้าใจตัวเอง ในการตะโกนด้วยเสียงของเราเองอย่างกู่ก้อง อย่างเงียบสนิทลงบนกระดาษ ในโลกที่เราถูกบอกให้หุบปากหรือพูดมากไปก็มีแต่จะมากความ ในโลกที่ถามกันว่าอะไรคือแพชชัน คือความฝัน ความปรารถนา แต่ไม่มีใครยักถามว่า อะไรกันที่บั่นทอนจนคุณต้องได้ฝันนั้นมา

 

     ในโลกที่เราต่างต้องเป็นอะไรสักอย่างนั้น อย่างน้อยเราไม่ต้องเป็นอะไรเลยในงานเขียน อย่างน้อย ณ โมงยามแห่งการกลั่นความคิดเป็นเส้นสายอักษรนั้น ความคิดถูกเปิดเผยอย่างไร้แรงต้าน ไร้การตัดสิน ในโลกที่สรรพสิ่งล้วนถูกขีดเส้น ต้องเป็นดีชั่ว รวยจน อย่างน้อยบนหน้ากระดาษหนึ่ง เราไม่ต้องเป็นอะไรเลย นอกจากความสมบูรณ์ในความเว้าแหว่ง ณ ขณะนั้นที่เราเขียนออกมา บนจักรวาลแห่งความเป็นไปได้ของกระดาษขาวว่างเปล่า ที่ซึ่งเราจะไร้พันธนาการจากโลกความจริง

     แต่แม้ในหน้ากระดาษที่ดูว่างเปล่า สิ่งที่มันกัดกินก็จะโผล่พ้นปรากฏในสิ่งที่เป็น ‘เรื่องแต่ง’ อยู่ดี โลกความจริงพิกลปิดไม่พ้น ผ่านความไม่สมบูรณ์ สับสนของตัวละคร ผ่านความสัมพันธ์ที่เปราะบาง พร้อมแหลกสลายได้ทุกเมื่อในการยึดมั่นโหยหาความรัก ติดกับอยู่กับความหวังว่าคนรักหรือผู้นำคนใหม่นั่นจะมาเติมเต็มความจริงขาดวิ่นนั้นได้ โดยหาได้รู้ไม่ว่าเขาเองก็เว้าแหว่ง ไม่สมบูรณ์ ในความบิดเบี้ยวของสังคมประหลาดนี้ไม่ต่างกัน

 

     แต่โปรดเถอะ โปรดอย่าเขียนเมื่อเจอเรื่องสมบูรณ์แล้วถึงเขียน โปรดอย่าเขียนด้วยความหวังว่าการเขียนจะมาเติมเต็ม โปรดอย่าเขียนด้วยความรู้สึกอยากเสี้ยมสอน สรุปประมวลเหตุการณ์จากมุมมองไม่กี่ด้านว่านั่นคือความจริงทั้งหมดทั้งมวล

     แต่โปรดเถอะ โปรดจงเขียนมันออกมาเพื่อบันทึกมุมมองจากด้านที่ตัวเองเห็น เสริมเติมแต่งเข้าไปให้ความทรงจำเว้าแหว่งในสังคมที่ไม่มีใครอยากจดจำ โปรดจงเขียนออกมาไม่ใช่เพื่อแสร้งเข้าใจคนอื่น แต่เพียงเพื่อได้เข้าใจตัวเองในช่วงขณะหนึ่ง ผ่านการตกผลึกเป็นเส้นสายตัวอักษรที่เรากลั่นออกมา

 

     กลั่นออกมาจากใจที่มันถูกกัดกิน

 


สอบถามข้อมูล ‘ประมาณเวิร์คช็อปกับวีรพร’ ได้ที่ Facebook Page: L a b y r i n t h

Share Post
Like 0 View 1040

Author

พชร สูงเด่น

นักศึกษาทุน Erasmus Mundus ด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนา กำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่ต้องวุ่นๆ สลับไปมาระหว่างนั่งเขียนรายงานในห้องสมุด อบขนมในห้องครัว เรียนรู้นอกห้องเรียนด้วยการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในยุโรป และการนั่งเขียนบันทึกทั้งหมดส่งมาให้ a day BULLETIN