ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย

Book Actually | อำนาจหอมหวาน แต่ก็ซ่อนภาระหนักหัวให้ผู้ปกครอง

ครั้งหนึ่งตอนเราไปเที่ยวรัสเซีย และมีโอกาสเห็นมงกุฎของกษัตริย์รัสเซียตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ ตอนนั้นเราคิดถึงเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อนคือ อำนาจเป็นเรื่องหอมหวาน แต่อีกด้านมันก็พ่วงกับภาระอันหนักอึ้งเหมือนกับมงกุฎที่มีน้ำหนักเฉลี่ยถึง 4 กิโลกรัม พูดอีกอย่างคือ มงกุฎเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ แต่อีกด้านมันก็หนักหัวสุดๆ เหมือนกัน

     ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ปกครองล้วนแต่มีภาระใจเรื่องหนึ่งร่วมกัน คือการหาเหตุผลหรือความชอบธรรมว่าทำไมคนอื่นๆ ถึงต้องยอมรับอำนาจของพวกเขา อย่างในสมัยเริ่มต้นสังคมมนุษย์ที่ยังไม่ซับซ้อนนัก เดิมทีมนุษย์เราเป็นนักล่าและหาของป่า คนที่ล่าสัตว์เก่งๆ จะได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้ากลุ่ม ต่อมาเมื่อมนุษย์หยุดเร่ร่อนและหาที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เริ่มทำเกษตรกรรมเพื่อเก็บอาหารได้มากขึ้น ก็มีการแบ่งหน้าที่งานกัน คนที่มีบทบาทในการจัดแจงกลุ่ม หรือมีอาหารมากกว่า หรือมีความสามารถในการพุ่งรบเพื่อปกป้องกลุ่ม ก็จะได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าหรือผู้ปกครอง

     พูดอีกอย่างคือ แต่ไหนแต่ไร ผู้ปกครองไม่ได้ขึ้นมามีอำนาจได้เฉยๆ แต่พวกเขาขึ้นมาด้วยเหตุผลบางอย่างที่คนอื่นต้องยอมรับ เช่น ความสามารถ ทรัพย์สิน แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อวันหนึ่งที่สังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ความสามารถหรือการมีเสบียงอาหารหรือแรงงานที่มากกว่าก็ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะทำให้ผู้ปกครองได้รับการยอมรับเพียงอย่างเดียว

     ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในยุคถัดมา พิธีกรรมความเชื่อที่ผูกระหว่างเทพเจ้ากับผู้ปกครองจึงมีปรากฏให้เห็นในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมทั่วโลก ว่าง่ายๆ คือ ผู้ปกครองใช้เทพเจ้าหรือความเชื่อของคนหมู่มากเป็นเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมว่าทำไมพวกเขาถึงควรอยู่ในอำนาจหรือในตำแหน่งนั้นต่อ เช่น เพราะพวกเขาเป็นลูกหลานของเทพเจ้า พวกเขาคือคนที่เทพเจ้าเลือก หรือไม่พวกเขาคือเทพเจ้านี่แหละ

     แต่อย่างที่คุณรู้ว่าสิ่งที่ท้าทายผู้ปกครองทุกยุคทุกสมัย คือข้อมูลหรือความเข้าใจชุดใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมที่เข้ามาลดความชอบธรรมที่พวกเขาเคยอ้างไว้ เช่น ช่วงที่นักสำรวจออกแล่นเรือแล้วพบว่าพวกเขาไม่ตกขอบโลก เพราะโลกไม่ได้แบนอย่างที่คริสตจักรบอก แต่ความจริงโลกนั้นกลมต่างหาก ความเข้าใจใหม่นี้จึงสั่นคลอนอำนาจของคริสตจักรว่า อ้าว ที่เคยบอกๆ มาว่าโลกแบน แสดงว่าไม่ได้รู้จริงนี่! ผลคือมันทำให้ความเชื่อที่ว่าคริสตจักรคือคนที่รู้ความจริงของโลกนี้เปลี่ยนไป

     พอคนไม่เชื่อ ก็ส่งผลให้ความชอบธรรมที่คริสตจักรใช้มาตลอดเป็นอันตกไป ซึ่งต่อมาก็นำไปสู่การปฏิวัติที่ผู้คนต้องการจะแยกสังคมออกจากคริสตจักร (Secular) กล่าวคือ ศาสนาก็เป็นแค่ศาสนา แต่จะไม่เกี่ยวอะไรกับการปกครองอีกแล้ว นั่นจึงเป็นจุดสิ้นสุดของอำนาจคริตจักรที่เคยปกครองและชี้นำยุโรปมาหลายร้อยปีในช่วงยุคกลาง

    กระทั่งในการปฏิวัติทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ๆ หรือการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ก็ล้วนแต่มีที่มาจากความรู้ความเข้าใจใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น เมื่อแนวคิดสังคมนิยมของ คาร์ล มาร์กซ์ เข้าไปในดินแดนต่างๆ เช่น รัสเซีย จีน ก็ทำให้ผู้คนตั้งคำถามกับผู้ปกครอง สิ่งที่ตามมาคือ ความชอบธรรมที่ผู้ปกครองเคยใช้อ้างเริ่มไม่สอดคล้องกับความเข้าใจของผู้คน

     ดังนั้น จะเห็นได้ว่าผู้ปกครองไม่ได้อยู่บนอำนาจด้วยตัวของพวกเขาเองอย่างแสนสบาย แต่พวกเขาต้องบริหารและแก้เกมตลอด ว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขายังคงมีความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจนั้นต่อ หรือไม่ถ้าพวกเขาต้องการจะขึ้นมามีอำนาจ แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้พวกเขามีความชอบธรรมในการขึ้นมาปกครอง

 

     ซึ่งเรื่องนี้ก็มาเข้ากับสถานการณ์ช่วงนี้พอดีคือ การเลือกตั้ง ที่เป็นเครื่องมือสรรหาผู้ปกครองโดยยืนอยู่บนหลักมติของคนส่วนใหญ่ พูดง่ายๆ ในยุคนี้ความชอบธรรมคือการถูกเลือกโดยคนหมู่มาก แต่แน่นอนอย่างที่คุณรู้ว่าการเป็นคนที่ป๊อปปูลาร์นั้นไม่ใช่เหตุผลเดียวที่จะขึ้นมามีอำนาจได้อย่างสวยงาม มันก็เหมือนเราเข้าประกวดร้องเพลง แล้วเราไปเกณฑ์คนมาช่วยกันโหวตคะแนนให้จนชนะ แต่ฝีมือร้องเพลงเราห่วยแตกมาก สุดท้ายมันก็ค้านสายตาจนทำให้การชนะการประกวดไม่สวยงามอยู่ดี

     ฉะนั้น ต่อให้มีศักยภาพที่จะไปเกณฑ์คนมาช่วยกันโหวต ผู้ปกครองหรือคนที่อยากขึ้นมาปกครองต่างรู้ดีว่าสุดท้ายพวกเขาก็ต้องไปหาความชอบธรรมอื่นมาใช้อ้างเพื่อความสวยงามในการขึ้นมามีอำนาจเสมอ โดยมีอุปสรรคท้าทายคือตัวพวกเขาเองและความเข้าใจของผู้คนที่เปลี่ยนไป

     ยกตัวอย่าง พวกเขาอ้างว่าพวกเขาเป็นคนดี หรือพวกเขาอ้างว่ามีความสามารถที่จะช่วยผู้คน แต่พอเวลาผ่านไป พวกเขาไม่ได้เป็นแบบนั้น หรือพวกเขาอาจเป็นแบบนั้น แต่สังคมเริ่มไม่ได้ให้ค่าความชอบธรรมเหล่านั้นแล้ว เช่น สังคมเฉยๆ กับการเป็นคนดี แต่อยากได้คนมีความสามารถมากกว่า มนตร์ขลังของความชอบธรรมก็จะลดลง ซึ่งสุดท้ายก็คือการสั่นคลอนอำนาจนั่นเอง

     ฉะนั้น พอลองคิดไปคิดมา การเป็นผู้ปกครองดูจะไม่ใช่เรื่องสบายและหอมหวานไปซะหมด เพราะมันก็มีภาระในหัวต้องคิดเยอะแยะ แต่ที่แน่ๆ คือสิ่งนี้บ่งบอกชัดเจนว่า ผู้ปกครองไม่ได้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว อันที่จริงผู้อยู่ใต้ปกครองมีอำนาจและอาจเป็นสิ่งที่น่ากลัวหรือน่าสยดสยองสำหรับผู้ปกครองเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ผู้ปกครองเก่งพอที่จะทำให้ผู้อยู่ใต้ปกครองรู้สึกหรือไม่รู้สึกถึงอำนาจของตัวเองได้มากเพียงใดเท่านั้นเอง

 

ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย

 

     สุดท้าย สำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ฉายภาพรูปแบบอำนาจ และรูปแบบการอ้างความชอบธรรมในแต่ละยุคแต่ละสมัย มีหนังสือเล่มหนึ่งที่อยากแนะนำคือ ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย เขียนโดย อาจารย์คริส เบเคอร์ และ อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิต สำนักพิมพ์มติชน