Book Actually | อยากเปลี่ยนตัวเองในปีใหม่ อ่านหนังสือเล่มไหนดี

ปีใหม่แล้ว หลายคนคงคิดถึงเรื่องอยากเปลี่ยนตัวเองหรืออยากมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าปีก่อน ฉะนั้น เราเลยขอเดาว่าคงมีคนที่อยากได้หนังสือดีๆ ไว้อ่านเพื่อจุดประกายและเปิดมุมมองใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนตัวเองในด้านต่างๆ

     ในฐานะที่เขียนคอลัมน์เล่าเรื่องหนังสือ เราจึงอยากใช้บทความนี้แนะนำหนังสือที่เหมาะกับการเปลี่ยนตัวเองในด้านต่างๆ ซึ่งเราเข้าใจว่าเรื่องที่คนอยากเปลี่ยนแปลงในชีวิตคงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรม การเปิดมุมมองใหม่ๆ หรือเปลี่ยนทัศนคติตัวเอง อยากเยียวยาความเจ็บปวดที่หลอกหลอนตัวเอง และการมีความรักความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ฉะนั้น เราเลยจะมาแนะนำลิสต์หนังสือสำหรับด้านต่างๆ ต่อไปนี้

 

อยากเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมของตัวเอง

     หนังสือเล่มหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเรามากๆ และทำให้เรารู้เท่าทันพฤติกรรมตัวเอง ก็คือ The Power of Habits โดย Charles Duhigg (มีแปลภาษาไทย) หนังสือเล่มนี้จะอธิบายให้เห็นว่า นิสัยต่างๆ นั้นมีต้นตอมาจากการทำอะไรซ้ำๆ จนสมองเราเคยชินและตั้งให้พฤติกรรมเหล่านั้นกลายเป็น default (ค่าเริ่มต้น) เวลาเราจะทำอะไรก็ตาม ในทำนองเดียวกัน การจะเปลี่ยนนิสัยก็คือการที่เราลุกมาทำอะไรซ้ำๆ ใหม่จนเกิดเป็นความเคยชินใหม่ สุดท้ายก็จะกลายเป็นนิสัยใหม่นั่นเอง

     แต่ทีนี้ สำหรับใครที่อ่านเล่มนี้แล้ว และอยากได้เล่มอื่นที่พูดถึงเทคนิคการเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ๆ ก็มีอีก เช่น Atomic Habits โดย James Clear หรืออีกเล่ม One Small Step Can Change Your Life: The Kaizen Way โดย Robert Maurer (มีแปลภาษาไทย) ทั้งสองเล่มจะแนะนำการเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลสุดท้ายจะนำไปสู่การเปลี่ยนนิสัยใหม่ แต่หลักการก็คืออันเดียวกัน คือถ้าอยากเปลี่ยนนิสัย ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันใหม่จนเกิดความเคยชิน

 

อยากปรับทัศนคติหรือมุมมองใหม่ๆ

     ทัศนคติเปรียบได้กับกระดูกสันหลังของชีวิต การมีทัศนคติที่บิดเบี้ยวส่งผลให้พฤติกรรมและการใช้ชีวิตบิดเบี้ยวตาม ฉะนั้น ถ้าถามเราว่าอะไรน่าเปลี่ยนสุดก็คือทัศนคติ แต่ทัศนคตินั้นปรับยากกว่าพฤติกรรม แต่ถ้าเปลี่ยนได้ก็เหมือนกับการได้ตัวเองเวอร์ชันใหม่ หรืออัพเกรด iOS ใหม่เลยทีเดียว

     หนังสือที่เราอยากจะแนะนำเล่มแรก คือ Give and Take โดย Adam Grant (มีแปลภาษาไทย) หนังสือเล่มนี้เสนอข้อมูลให้เห็นว่า การเป็นผู้ให้นั้นมีคุณประโยชน์ต่อคนเราในระยะยาว โดยเฉพาะการเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน เพราะโดยมากคนมักนึกว่าการคิดถึงตัวเองน่าจะทำให้เราปกป้องประโยชน์ของเราได้ดีกว่า แต่หนังสือเล่มนี้จะเขย่าความคิดใหม่ว่า การเป็นผู้ให้นี่แหละจะชนะเกมในตอนท้าย

     เล่มถัดมาคือ Growth Mindset โดย Carol S. Dweck (มีแปลภาษาไทย) ที่จะชี้ให้เห็นว่า การมีความคิดที่เปิดรับ ไม่ปิดกั้นตัวเอง ให้โอกาสตัวเองได้ผิดพลาดและได้แก้มือใหม่ตลอดนั้นทำให้คนคนหนึ่งไปไกลกว่าอีกคนหนึ่งได้เลย ซึ่งอีกคนก็คือคนประเภทที่คิดว่าทุกอย่างตายตัว ฉันเก่งแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องปรับอะไรอีกแล้ว สุดท้ายคนที่คิดแบบเปิดรับต่างหากที่จะพิสูจน์ความจริงที่ว่า คนทำงานหนักจะชนะคนมีพรสวรรค์ ตอนที่คนมีพรสวรรค์ขี้เกียจ (หรือยึดติดกับความคิดเดิมๆ ว่าฉันเก่งแล้ว ไม่ต้องปรับอะไร)

     ส่วนเล่มสุดท้ายคือ The Fred Factor โดย Mark Sanborn (มีแปลภาษาไทย) หนังสือเล่มบางอ่านง่าย แต่มีไอเดียที่ผสมผสานระหว่าง Give and Take และ Growth Mindset คือชี้ให้เห็นว่า การเป็นคนที่คิดถึงคนอื่นก่อน ทำงานหนักกว่าคนอื่น เต็มที่กับการทำอะไรเกินร้อย ส่งผลให้คนเรากลายเป็นคนมหัศจรรย์หรือคนพิเศษได้มากขนาดไหน

 

อยากหลุดพ้นจากความเจ็บปวดที่คอยหลอกหลอน

     หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเราอีกเล่มหนึ่งที่ช่วยเราหลุดพ้นจากปมความเจ็บปวดได้ดีคือ ไม่มีความเจ็บปวดใดที่คุณเอาชนะไม่ได้ เป็นหนังสือแปลภาษาเกาหลี เขียนโดย ปาร์ก มินกึน ซึ่งเราเคยซื้อและแนะนำหนังสือเล่มนี้ให้คนรู้จักมาไม่ต่ำกว่า 10 คน และยังพยายามซื้อเก็บไว้ เผื่อไว้แจกคนอื่นๆ อีกในอนาคต

     เล่มนี้เขียนโดยนักจิตบำบัดที่เดิมเคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน แต่ตอนหลังผันตัวมาเป็นนักจิตบำบัดความเศร้าและความเจ็บปวดผ่านงานศิลปะ โดยเฉพาะผ่านการให้คนไข้อ่านหนังสือ โดยเขาจะนำเคสคนไข้มาเล่าเป็นเคสๆ ซึ่งแต่ละเคสล้วนแต่มีปมที่คล้ายๆ กับชีวิตเราและคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นปมที่บ้านกดดัน ปมกลัวความรัก ปมกลัวการเปลี่ยนแปลง ที่ล้วนแต่เป็นปมร่วมกันของคนส่วนใหญ่ ดังนั้น การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกับการได้คลายปมตัวเองผ่านชีวิตคนอื่น และยังทำให้มีกำลังใจว่า ทุกปมปัญหาสามารถผ่านไปได้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับคนไข้ของนักเขียนคนนี้

 

อยากมีความรักความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

     ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่เราอยากจะแนะนำเท่ากับ The Five Love Languages โดย Gary Chapman (มีแปลภาษาไทย) เป็นหนังสือเล่มไม่หนาที่เปลี่ยนชีวิตเราไปเลย และคิดว่าคงไม่ใช่แค่เราด้วย เพราะมันเป็นอีกเล่มคลาสสิกที่คนมีคู่แนะนำให้อ่านกัน เพราะหนังสือเล่มนี้บอกว่า ภาษารักของคนเราไม่ใช่แค่คำพูดเท่านั้น แต่ยังมีอย่างอื่นอีก เช่น การทำอะไรให้ การใช้เวลาร่วมกัน การให้ของขวัญ และการสัมผัสเนื้อตัว

     เพราะแต่ละคนมีภาษารักคนละแบบ ฉะนั้น ปัญหาที่ว่าทำไมเรากับแฟนถึงไม่เข้าใจกัน บางครั้งอาจเป็นเพราะเราใช้ภาษารักที่แฟนเราไม่ชอบหรือไม่เข้าใจ อย่างเช่น เขาชอบฟังคำว่ารักหรือคิดถึง แต่เราดันเป็นคนไม่ชอบแสดงออกเป็นคำพูด แฟนเลยเข้าใจว่าเราไม่รัก ดังนั้น การได้อ่านหนังสือเล่มนี้น่าจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ของคู่รักบางคู่ได้ เพราะอาจไม่ใช่ว่าไม่รักกัน แต่แค่ใช้ภาษารักไม่ตรงใจกันมากพอก็เป็นได้

 

     ทั้งหมดนี้ก็เป็นลิสต์หนังสือสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองในปีใหม่ ซึ่งแทบทุกเล่มเป็นหนังสือประเภท Self-help หรือพัฒนาตัวเอง แต่สำหรับใครที่ชอบอ่านนิยาย และอยากได้นิยายดีๆ ไว้อ่านในปีใหม่ปีนี้ เราก็มีนิยายด้านจิตวิญญาณมาแนะนำ เช่น The Alchemist โดย Paulo Coelho (มีแปลภาษาไทย) กับ Jonathan Livingston Seagull โดย Richard Bach (มีแปลภาษาไทย) ถ้าเป็นนิยายชีวิตอ่านง่าย ก็เช่น Tuesday with Morrie โดย Mitch Albom หรือเล่มที่ออกมาไม่นาน คือ ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ หนังสืออ่านเพลินที่ให้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับชีวิต แถมยังอิ่มหัวใจ

 

     สุดท้ายขอให้คุณผู้อ่านที่ตั้งใจจะเปลี่ยนตัวเอง ได้เปลี่ยนตัวเองสมดั่งใจปรารถนา

Share Post
Like 1 View 2373

Author

สีตลา ชาญวิเศษ

นักเขียน คนทำงานด้านวางแผนคอนเทนต์ นักบรรยายด้านการตลาดสร้างสรรค์และการเล่าเรื่อง ก่อนหน้านี้เคยเขียนบทความความรักและความสัมพันธ์มาก่อน แต่ถึงจุดอิ่มตัว เลยผันมาเขียนเล่าเรื่อง ‘หนังสือ’ ที่ชอบอ่านแทน นอกจากนี้ ยังเป็นคนใช้ชีวิตแต่ละวันเสมือนการเดินทางทางจิตวิญญาณ