Book Actually | หงุดหงิดกับการเป็นคนดี? อยากเป็นคนดีที่ประสบความสำเร็จต้องทำยังไง?

Book Actually
20 Oct 2018
เรื่องโดย:

สีตลา ชาญวิเศษ

เคยสงสัยไหมที่คนเขาพูดกันว่า ถ้าทำดีก็จะเจอแต่เรื่องดีๆ แต่ทำไมในชีวิตจริง การทำดีหลายครั้งเป็นต้นเหตุให้เราถูกเอาเปรียบจากคนอื่น โดยเขาเหล่านั้นฉกฉวยความใจดีของเราไปสร้างประโยชน์ให้เขาฝ่ายเดียว กลายเป็นว่าสุดท้ายคนทำดีก็ท้อใจ และคิดประชดชีวิตบ่อยๆ ว่า หรือฉันต้องทำตัวเลว จะได้ไม่ต้องรู้สึกแย่กับตัวเองแบบนี้

give and take

 

     มีหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดเรื่องนี้โดยตรง ชื่อ Give and Take เขียนโดย อดัม แกรนต์ (Adam Grant) เนื่องจากแกรนต์เป็นอาจารย์ที่ศึกษาเรื่องจิตวิทยาองค์กร วันหนึ่งเขาเกิดสงสัยขึ้นว่า การเป็นคนใจดี เห็นแก่ตัว หรือเป็นแบบกลางๆ นั้นมีผลต่อความก้าวหน้าในการทำงานหรือไม่ เขาก็เลยลงมือศึกษาเรื่องนี้ และพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า การเป็นคนนิสัยดีหรือไม่ดีมีผลโดยตรงต่ออนาคตในหน้าที่การงาน

     ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า โดยทั่วไป โลกเรามีคนอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ 1. Giver (ผู้ให้) 2. Taker (ผู้รับ) และ 3. Matcher (ผู้ที่ให้บ้างและรับบ้าง) สำหรับคนแบบ Giver คาแร็กเตอร์สำคัญคือ คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง ถัดมา Taker ถ้าพูดง่ายๆ คือ คนที่คิดถึงตัวเองก่อน และสุดท้าย Matcher เป็นคนประเภทที่ว่า ถ้ามีใครให้อะไรมา ก็ยินดีที่จะให้ตอบเพราะมองว่าเป็นการตอบแทนคืน

     ทีนี้ข้อมูลที่แกรนต์พบ จากการสำรวจความเจริญก้าวหน้าของคนในหลากหลายวงการ เขาพบว่าคนที่อยู่ท็อปๆ ของทุกวงการ แทบทั้งหมดเป็นคนแบบ Giver ซึ่งผลการศึกษานี้ถือว่าช็อกหลายคนมาก! เพราะคนโดยมากมักเข้าใจว่า พวก Taker ที่กล้าเหยียบหัวคนอื่น หรือกล้าดึงเครดิตคนอื่นมาเป็นของตัวเอง น่าจะเป็นพวกท็อปๆ สิ!

     แกรนต์ไม่ได้เถียงว่าคนแบบ Taker เจริญก้าวหน้าจริง และอันที่จริง Taker เป็นคนที่โตในสายงานไวกว่าชาวบ้านเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าในระยะยาวแล้ว Taker ซึ่งอย่างที่หลายคนก็รู้ดีคือพวกนี้ทำแสบกับคนอื่นไว้เยอะ เลยมีทั้งคนเกลียด คนหมั่นไส้ ไม่อยากให้ความร่วมมือ และอยากเลื่อยขาเก้าอี้มากมาย ฉะนั้น พอถึงจุดหนึ่ง Taker ก็จะแป้ก เพราะสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติกับคนอื่นย้อนกลับมาทำร้ายตัวพวกเขาเอง

     ขณะที่ Giver ในช่วงต้น พวกเขาอาจไม่หวือหวา เพราะพวกเขามักใส่ใจกับการช่วยเหลือคนอื่น เลยทำให้หลายครั้งพลาดโอกาสเติบโตไป เช่น พนักงานขายที่เป็น Giver แทนที่พวกเขาจะขายของในราคาแพงให้ลูกค้าเพื่อให้ตัวเองได้ตัวเลขยอดขายงามๆ พวกเขากลับสนใจที่จะให้ลูกค้าได้ของดีในราคาไม่แพงแทน เหตุผลเพราะ Giver แคร์ประโยชน์คนอื่นมากกว่าของตัวเอง แต่ในระยะยาวแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้าจะประทับใจกับความเป็นผู้ให้ของพวกเขา ว่าพวกเขาจริงใจและหวังดีกับลูกค้า ผลคือลูกค้ากลับมาอุดหนุนบ่อยๆ หรืออาจแนะนำเพื่อนฝูงให้มาซื้อของกับพวกเขา

     นอกจากนี้ เพราะนิสัยคิดแก่คนอื่นก่อน ยังทำให้ Giver มีแรงผลักดันให้ตัวเองขยันขันแข็ง ทุ่มเทหาวิธีช่วยเหลือให้ทีมหรือองค์กรให้ก้าวหน้ามากขึ้น เพราะพื้นฐานพวกเขารักคนอื่น (ทีมหรือองค์กร) ก็ยิ่งทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่สร้างผลงานและมีผลต่อทีมและองค์กรมากมาย พอถึงจุดหนึ่ง พวกเขาก็ได้รับการโปรโมตขึ้นแบบไร้ข้อกังขาและไร้คนคอยคิดเลื่อยขาเก้าอี้อีกด้วย

     ทว่าอีกด้านหนึ่งของสิ่งที่แกรนต์พบคือ คนที่อยู่ระดับปลายๆ ขององค์กรก็เป็นคนแบบ Giver ด้วยเช่นกัน!! ว่าง่ายๆ คือ Giver เป็นทั้งตัวท็อปและตัวล่างของแทบทุกวงการ คำถามคือ แล้วอะไรคือข้อแตกต่างระหว่าง Giver สองแบบนี้ ซึ่งคำถามนี้ก็จะย้อนไปตอบสิ่งที่เกริ่นไว้ตอนต้น คือทำดี แต่ยิ่งถูกเอาเปรียบ

 

     ในหนังสือเล่มนี้ แกรนต์ยกตัวอย่าง Giver ที่อยู่ระดับปลายๆ ขององค์กรว่า พวกเขาเป็นคนประเภทใจดีกับคนมากเกินไป เช่น พวกเขามักสาละวนกับการรับงานคนอื่นมาทำ เพราะใจดีจนปฏิเสธใครไม่เป็น ผลที่ตามมาคือ พวกเขาทำงานตัวเองไม่เสร็จ เพราะมัวไปแต่ไปช่วยคนอื่น แล้วพวกเขาก็ผิดหวังในตัวเองอีกครั้งว่า ทำไมชีวิตตัวเองถึงไปไม่ถึงไหน แถมทำดีก็ไม่มีใครเห็นอีก (จริงๆ เพราะพวกเขาทำงานตัวเองไม่ดีพอ และคนที่มาขอให้พวกเขาช่วยก็ไม่ใช่คนประเภทที่หวังดีกับพวกเขาอยู่แล้ว)

 

     แกรนต์ก็เลยศึกษาต่อว่า แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้ Giver แบบที่สองพลิกตัวเองมาเป็น Giver แบบที่ประสบความสำเร็จได้ และเขาก็พบว่า สิ่งที่ Giver แบบที่หนึ่งมีเหมือนกันคือ กลยุทธ์ในการทำดี ซึ่งสรุปง่ายๆ เป็น 2 ข้อ คือ

 

1. ยึดเป้าหมายสูงสุดหรือระยะยาวเป็นตัวตั้ง

     Giver แบบที่หนึ่งไม่ได้มองว่า การเอางานคนอื่นมาทำเป็นการทำดี พวกเขากลับมองว่า มันเป็นการเบียดเบียนเวลาและแรงของพวกเขาในการทำสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือการทำงานตัวเองให้สำเร็จ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ช่วยองค์กรได้ดีที่สุด หรือถ้าเป็นการช่วยเหลือคนอื่น พวกเขาจะมองว่า การช่วยนี้เป็นการสปอยล์อีกฝ่ายหรือไม่ เช่น ให้เงินอีกฝ่ายไปใช้หนี้ แต่สุดท้ายก็จบอีหรอบเดิมคือสร้างหนี้ต่ออีก

     ฉะนั้น Giver แบบที่หนึ่งจะใจแข็งและหาวิธีให้อีกฝ่ายเปลี่ยนนิสัยใหม่ ไม่ใช่เพราะพวกเขาใจร้าย แต่เพราะรู้ว่าถ้าสปอยล์แล้วจะส่งผลเสียระยะยาวกับอีกฝ่าย

 

2. ต่อรองโดยคำนึงถึงประโยชน์คนอื่น

     คนที่เป็น Giver มักมองเห็นข้อดีของคนอื่นได้ง่าย เพราะพวกเขาช่างเอาใจใส่คนอื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นี่จึงทำให้พวกเขามีนิสัยชอบอ่านคน และสิ่งที่ Giver แบบหนึ่งทำต่อมาคือ เมื่อเห็นข้อดีของใคร ก็พยายามเปิดโอกาสให้คนนั้นได้ฉายแววที่เขาเก่งหรือดีออกมา ฉะนั้น Giver แบบนี้จึงไม่ต้องทำทุกอย่าง แต่เรียนรู้ที่จะให้คนอื่นช่วยงาน ไม่ใช่เพราะเห็นแก่ตัว แต่เพราะประโยชน์ของคนนั้นต่างหาก ว่าง่ายๆ คือ Giver พยายามสร้าง win-win situation (ทุกฝ่ายได้ประโยชน์) นั่นเอง

     ในทางกลับกัน Giver ก็จะไม่นิ่งเฉยกับคนที่เอาเปรียบคนอื่น เพราะ Giver เป็นห่วงและต้องการปกป้องประโยชน์ส่วนรวม และสิ่งที่ Giver แบบหนึ่งทำคือ การเปิดช่องให้เหล่า Taker ทั้งหลายตกกับดักตายด้วยนิสัยของพวกเขาเอง เช่น ให้โอกาส Taker ได้รับโปรเจ็กต์ดีๆ ไปก่อน เพราะเชื่อว่าสุดท้ายแล้วนิสัยคิดแต่ประโยชน์ตัวเองของ Taker ก็จะไปไม่รอด เพราะอย่าลืมว่านิสัยของ Giver ไม่ชอบรังแกใคร ครั้นจะให้พวกเขาลงมือฟาดฟันเองก็ไม่ใช่ธรรมชาติของพวกเขา ฉะนั้น พวกเขาเลยใช้ธรรมชาติของการหาข้อดีข้ออ่อนของคนมาแก้ปัญหาคนไม่ดี อารมณ์ให้ดาบพวกเขาฆ่าตัวตายเอง

 

     และนี่ก็คือคำตอบสำหรับคนที่หงุดหงิดกับการเป็นคนดีที่มักถูกเอาเปรียบ อันที่จริงแล้วปัญหาไม่ใช่เรื่องการเป็นคนดี แต่อยู่ที่กลยุทธ์ต่างหาก ถ้าเมื่อใดก็ตามที่มองออกว่าอะไรคือผลดีระยะยาว เราก็จะเรียนรู้ที่จะทำดีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทีนี้แหละ ทำดีแล้วได้ดีก็จะเกิดขึ้นจริงๆ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สีตลา ชาญวิเศษ

คนทำงานด้านกลยุทธ์คอนเทนต์ นักเขียน นักการตลาดที่ชอบทำงานกับเกษตรกรและชุมชน