Book Actually | หลักคิด เปลี่ยนให้คนอื่นทำตามคุณด้วย ‘คำพูด’

พระเจ้าสร้างมนุษย์ตามลักษณะของพระเจ้าฉันใด พระเจ้าก็สร้างโลกทั้งใบด้วยการพูดออกมาฉันนั้น งั้นคุณก็คิดดูละกันว่า พลังในการสร้างหรือทำลายอะไรสักอย่างของมนุษย์อยู่ที่ใด? ใช่แล้ว มันอยู่ที่คำพูดนั่นเอง

     ครั้งหนึ่งพ่อเราเล่าให้เราฟังว่า สมัยพ่อเป็นวัยรุ่น พ่อได้ทำผิดพลาดเรื่องหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายกลายมาเป็นบทเรียนสอนชีวิตพ่อจนทุกวันนี้

     พ่อเล่าว่าสมัยเรียนหนังสือ พ่อได้เป็นหัวหน้าชั้น ทีนี้ มีวันหนึ่งได้รับมอบหมายให้จัดกิจกรรมใหญ่ของรุ่น ทว่าตอนนั้นพ่อก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่มีความคิดเป็นของตัวเอง พ่อไม่เห็นด้วยกับความคิดของอาจารย์ที่อยากให้มีพิธีทางการ อารมณ์งานเอาหน้าเพื่อขอบคุณผู้ใหญ่ ซึ่งสุดท้ายพอพ่อยืนยันว่าจะไม่ทำเพราะมันเสียเวลา อาจารย์คนนี้เคืองพ่อมากก็เลยแกล้งเฉไฉบ่ายเบี่ยงไม่ยอมช่วยงาน สุดท้ายกิจกรรมนี้ก็ล้ม เพราะไม่มีอาจารย์อนุมัติให้

พ่อเล่าว่า อันที่จริงอาจารย์ก็ทำไม่ถูกหรอก กล่าวคืออาจารย์สนใจประโยชน์ของนักศึกษาน้อยกว่าหน้าตาของตัวเอง ถึงขั้นยอมให้งานล้ม แต่เรื่องนี้สอนพ่อว่า ในการจะทำอะไรให้สำเร็จนั้น ไม่สามารถใช้วิธีการเชิงลบได้เลย วิธีเดียวที่จะได้รับความร่วมมือจะต้องเป็นวิธีเชิงบวกเท่านั้น

     พ่อพบสัจธรรมจากเหตุการณ์นี้เหมือนกับที่ เดล คาร์เนกี เขียนในหนังสืออมตะชื่อ How to win friends & infflluence people ว่าสุดท้ายแล้ว มนุษย์ทุกคนต่างแสวงหาการยกย่องอย่างถึงที่สุด ฉะนั้น ใครก็ตามที่อยากชนะใจเพื่อนหรือชนะใจคนให้ยอมร่วมมือทำอะไรสักอย่าง วิธีการเดียวเท่านั้นที่จะโน้มน้าวให้คนยอมทำตามคือ จูงใจด้วยวิธีบวก เช่น การชม การให้เครดิต หรือการบอกให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาจะได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งที่ทำ

 

How to win friends & influence people

 

     ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพ่อย้อนเวลากลับไปได้ พ่อควรจะรู้ว่าอาจารย์คนนี้มีบทบาทกับกิจกรรมที่พ่อจัดมากเพียงใด แม้อาจารย์จะไม่ใช่คนลงมือทำกิจกรรม แต่อาจารย์เป็นกุญแจที่ชี้เป็นชี้ตายว่างานจะเกิดหรือไม่เกิด เพราะลำพังนักเรียนไม่มีสิทธิ์จัดงานอะไรโดยพลการได้อยู่แล้ว ฉะนั้นการจะจัดงานอะไรก็ตามจะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นเหมือนผู้ใหญ่ช่วยแบ็กอัพ ดังนั้น แทนที่พ่อจะแข็งกร้าว พ่อควรจะยอมอ่อนและยอมให้เกิดพิธีการที่อาจารย์จะได้เครดิต เพราะนั่นคือการทำให้อาจารย์สมประโยชน์และยอมร่วมมือกับพ่อ

     พอเล่าแบบนี้ เราเชื่อว่าคุณคงนึกถึงสถานการณ์ออก เช่น บางทีอาจารย์แบบที่พ่อเราเจออาจเป็นลูกค้าของคุณ หรือเป็นหัวหน้าของคุณ ซึ่งคุณรู้อยู่เต็มประดาว่าลูกค้าหรือหัวหน้าคุณนั้นแสนจะงี่เง่า แต่เพราะด้วยสถานะที่คุณต้องยอมอ่อนให้ คุณเลยฝืนใจทำ เพราะเห็นแก่ปลายทางให้งานทั้งหมดเกิดขึ้น จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณเข้าใจถูก แต่ถ้าคุณลองปรับวิธีทำอะไรเอาใจคนแบบนี้เป็นค่ามาตรฐาน (Default) คุณจะพบว่า คุณสามารถเสกอะไรก็ได้ด้วยคำพูด

 

     ทีนี้ เพื่อให้คุณมีหลักในการนำไปใช้ เราขอสรุปเป็น 3 ข้อ ดังนี้

 

1. พูดสิ่งที่อีกฝ่ายอยากได้ยิน

     คนจำนวนมากมักกังวลว่าคนอื่นจะมองตัวเองยังไง แต่คนเหล่านี้มักลืมนึกไปว่าคนส่วนใหญ่ก็หมกมุ่นกับตัวเอง คล้ายๆ กับที่พวกเขากังวลว่าชาวบ้านจะคิดยังไงกับพวกเขา ซึ่งนั่นก็คือการมัวแต่คิดเรื่องตัวเองนั่นเอง ดังนั้น ขอให้คิดได้เลยว่า คนเราสนใจแต่เรื่องตัวเองกันทั้งนั้น ฉันใดฉันนั้น ในการจะพูดจาหว่านล้อมใครก็ตาม ควรเลือกพูดในสิ่งที่เป็นเรื่องของอีกฝ่าย

     เช่น ถ้าคุณอยากปรับนิสัยแฟนคุณให้เอาใจคุณมากขึ้น แทนที่คุณจะดุด่าหรือบ่นแฟน คุณควรเริ่มจากการชมเขา ยกตัวอย่าง คุณอาจจะเอ่ยปากชมว่า คุณรู้สึกขอบคุณแฟนที่คอยดูแลคุณมาตลอด (ทั้งที่ลึกๆ คุณกำลังหลอกล่อให้เขาดูแลคุณมากกว่าเดิม) แต่เชื่อสิ พอคุณชมเขา เขาจะรู้สึกเองว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้คุณชมเขาบ่อยขึ้น และนั่นคือการจูงใจแฟนด้วยการเอ่ยปากชมก่อน ซึ่งวิธีนี้คุณสามารถใช้กับใครก็ได้

 

2. ต่อให้อีกฝ่ายผิด ก็อย่าทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า

     “ติในที่ลับ ชมในที่แจ้ง” ยังคงเป็นคำสอนที่อมตะนิรันดร์กาล นั่นเพราะไม่มีใครในโลกนี้ที่อยากถูกตำหนิหรือถูกหักหน้าต่อหน้าธารกำนัล ฉะนั้น นี่จึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายมาก ถ้าใครก็ตามหักหน้าอีกฝ่ายต่อหน้าคนอื่น เพราะนั่นคือการสร้างความบาดหมางที่ทำให้อีกฝ่ายไม่มีวันจะให้ความร่วมมือ ในทางกลับกัน วิธีที่จะให้อีกฝ่ายที่ผิดพลาดยอมปรับปรุง ก็ควรจะเป็นวิธีการบวก และที่สำคัญมันต้องเป็นการคุยแบบส่วนตัว

     เช่น ถ้าลูกน้องคุณทำงานผิดพลาด คุณควรเลือกที่เงียบๆ และให้ฟีดแบ็กกันตามลำพัง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่การดุด่า แต่ควรใช้หลักแรกคือ ชมลูกน้อง และชี้ให้เห็นว่าถ้าลูกน้องยอมปรับตรงนั้นตรงนี้อีกหน่อย ลูกน้องก็จะเก่งขึ้น และคุณจะขอบคุณเขามากขึ้น ซึ่งนั่นคือการใช้วิธีเชิงบวกจูงใจให้เขายอมทำตาม

 

3. พูดให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาคือคนสำคัญ

     เหนือสิ่งอื่นใด มนุษย์เราล้วนแต่แสวงหาการยอมรับและได้เป็นคนสำคัญ ฉะนั้น การจะซื้อใจใครสักคนก็คือการพูดและแสดงอะไรบางอย่างให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาคือคนสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งพ่อเราสอนว่า รู้ไหมเจ้านายเก่งๆ สามารถทำให้พนักงาน รปภ. ทำงานเกินร้อยได้ด้วยคำพูด

     วิธีการนั้นคือการที่เจ้านายเดินมาขอบคุณพนักงาน รปภ. ด้วยตัวเอง และบอกให้ รปภ.รู้ว่างาน รปภ. นั้นมีความสำคัญต่อคนทั้งออฟฟิศอย่างไร กระทั่งตัวเจ้านายเองก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มี รปภ. เพราะ รปภ. คือคนที่ทำให้คนทั้งออฟฟิศปลอดภัยและอุ่นใจ ฉะนั้นเจ้านายจึงรู้สึกขอบคุณและฝากให้ รปภ. ช่วยดูแลพวกเราทุกคนในออฟฟิศด้วย

     ตอนพ่อเล่า พ่อถามเราว่า ถ้าลูกเป็น รปภ. ที่ได้ยินประโยคนี้ ลูกจะรู้สึกยังไง? แน่นอนว่า เราตอบไปว่า เราคงหัวใจพองโตและรู้สึกว่างานของเราช่างมีเกียรติและความสำคัญเหลือเกินเกินที่จะทำงานลวกๆ ไปอย่างนั้น พ่อเลยบอกว่า นั่นแหละสิ่งที่ทำให้ได้ใจคน หลายครั้งเงินซื้อคนไม่ได้ แต่คำพูดที่ยกย่องว่าอีกฝ่ายคือคนสำคัญ คือกุญแจเดียวที่ไขประตูใจของทุกคน

 

     และทั้งหมดนี้คือ 3 หลักคิดของศิลปะในการพูดเพื่อโน้มน้าวให้คนยอมทำตาม ซึ่งสามารถปรับใช้กับใครก็ได้ กระทั่งศัตรู เพราะศัตรูก็ยังพ่ายแพ้ต่อคำชมที่จริงใจและการให้เกียรติเหมือนกัน

Share Post
Like 4 View 3892

Author

สีตลา ชาญวิเศษ

นักเขียน คนทำงานด้านวางแผนคอนเทนต์ นักบรรยายด้านการตลาดสร้างสรรค์และการเล่าเรื่อง ก่อนหน้านี้เคยเขียนบทความความรักและความสัมพันธ์มาก่อน แต่ถึงจุดอิ่มตัว เลยผันมาเขียนเล่าเรื่อง ‘หนังสือ’ ที่ชอบอ่านแทน นอกจากนี้ ยังเป็นคนใช้ชีวิตแต่ละวันเสมือนการเดินทางทางจิตวิญญาณ