Book Actually | เป็นโสดทำไม? : ช่วงเวลาโสดสำคัญต่อการมีแฟน

การเป็นโสดนั้นมีประโยชน์ ไม่ใช่แค่เหตุผลที่คนชอบยกๆ มาว่า มีอิสระ อยากทำอะไรก็ได้ทำเท่านั้น แต่ช่วงโสดยังสำคัญต่อการมีแฟนในอนาคตอีกด้วย! กล่าวคือ คนมักแยก ‘โสด’ กับ ‘มีแฟน’ เป็นคนละเรื่องกัน ทว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะตอนโสดเป็นช่วงที่สะท้อนว่า เรามีความสัมพันธ์กับตัวเราเองได้ดีแค่ไหน หากเรามีความสัมพันธ์กับตัวเองไม่ดี ก็ขอให้คิดเลยว่า ตอนที่เข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ก็จะมีปัญหาตามมา

     ยกตัวอย่างเช่น คนที่ต้องมีแฟนตลอดเวลา คือพอเลิกกับแฟนคนหนึ่ง ก็ไม่สามารถเว้นว่างได้ จะต้องหาคนใหม่คบต่อทันที กรณีแบบนี้บ่งบอกว่า คนคนนั้นโหยหายความรักและไม่สามารถอยู่กับตัวเองคนเดียวได้ ซึ่งโดยมากแฟนของคนเหล่านี้มักเป็นคนแบบเดิมๆ คือเป็นคนแบบเดียวกัน แต่แค่คนละชื่อ ซึ่งแน่นอนว่าชีวิตรักก็มักวนลูปเหมือนเดิม คือคบแล้วก็เลิก แล้วก็คบกับคนใหม่ แล้วก็เลิกอีก

     เหตุที่เป็นแบบนี้ เพราะอะไร? เพราะเจ้าตัวอยู่กับตัวเองตอนเป็นโสดไม่ได้นั่นเอง ฉะนั้น ตอนเป็นโสดจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เพราะถ้าเป็นโสดหรืออยู่กับตัวเองได้อย่างมีคุณภาพมากเท่าไหร่ เวลาที่อยู่ในความสัมพันธ์ก็จะมีคุณภาพมากเท่านั้น ในทางกลับกัน ถ้าเป็นโสดไม่เป็น เราก็มักกระโดดเข้าไปในความสัมพันธ์ที่เลือกไม่ได้ และอาจเผลอเอาความรู้สึกกลัวหรือขาดไปใช้ในความสัมพันธ์ เช่น หึงหวงอย่างรุนแรง เป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามอีกฝ่าย หรือเวลาถูกนอกใจ ก็ไม่กล้าออกจากความสัมพันธ์ เพราะกลัวไม่มีใครรัก หรือกลัวการอยู่คนเดียวนั่นเอง

     ทีนี้ ถ้าบังเอิญคุณโสดอยู่ หรือยังไม่โสด แต่ก็กลัวว่าวันหนึ่งจะกลับมาโสด คุณควรทำอะไรในช่วงเป็นโสดบ้าง เพื่อที่ว่าพอมีแฟนแล้ว จะได้มีความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพขึ้น

 

1. ขอบคุณความโสด

     คุณอาจจะงงว่าทำไมต้อง ‘ขอบคุณ’ จริงๆ การขอบคุณเป็นท่าทีของการมองโลกในแง่บวก กล่าวคือ ความโสดดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์ แต่ถ้าเรารู้สึกขอบคุณได้ ก็แสดงว่าเรากำลังพยายามหาข้อดีของมันอยู่

     ดังนั้น ข้อแรกเลยเวลาที่คุณอยากโสดอย่างมีคุณภาพ คือต้องมองให้ออกว่าความโสดนั้นเป็นประโยชน์กับตัวคุณ เมื่อคุณเห็นว่ามันมีประโยชน์ คุณก็จะรู้สึกไม่ท้อแท้ ไม่ทุกข์ร้อน แล้วเผลอๆ คุณอาจเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเวลานี้ได้ดีขึ้น

 

2. ทบทวนตัวเอง

     ไม่มีเวลาใดที่คุณจะได้พักหายใจเพื่อทบทวนตัวเองได้ดีเท่ากับตอนโสดอีกแล้ว ดังนั้น ในช่วงนี้คุณควรใช้เวลากับตัวเองมากๆ ทั้งในแง่การทำอะไรตัวเองชอบ การเอาใจตัวเองเหมือนตัวเราเป็นแฟนคนหนึ่ง รวมทั้งการถามตัวเองอย่างจริงจังว่า แท้จริงแล้วเราต้องการความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่?

     เช่น ที่ผ่านมาอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนมาตลอด พอมาทบทวนก็ได้เรียนรู้ว่า ถ้าจะมีความสัมพันธ์ครั้งใหม่ จะต้องเป็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนเท่านั้น ถ้าอีกฝ่ายมาอีหรอบเดิม ก็พร้อมจะ say NO หรือเช่นได้เรียนรู้แล้วว่า เราเข็ดกับคนเจ้าชู้ ถ้าวันหนึ่งเจอใครที่มีวี่แววจะเจ้าชู้ เราก็มีกติกาให้ตัวเองว่า ฉันไม่เอาอีกแล้ว พูดอีกอย่างคือเราทบทวนตัวเองเพื่อสร้างกติกา โดยเป็นกติกาที่สร้างขึ้นเพราะเรารักตัวเองเป็น

     นอกจากเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง ก็ควรใช้เวลานี้รักคนอื่นด้วย เช่น ทบทวนว่ามีใครในชีวิตที่ตกหล่นไปบ้างตอนที่เรามีแฟน ยกตัวอย่างเช่นพ่อแม่ เพื่อน ถัดมาคือ ทบทวนต่อด้วยว่า แล้วมีอะไรบ้างที่เราอยากปรับปรุง หรือรักครั้งก่อนที่มีปัญหา มีอะไรบ้างที่ไม่อยากให้ผิดซ้ำอีก ว่าง่ายๆ คุณใช้เวลาโสดเป็นการเตรียมตัวสำหรับรักครั้งถัดไป

 

3. หาเป้าหมายชีวิตให้ตัวเอง

     มาถึงข้อแนะนำสุดท้าย คือการหาเป้าหมายตัวเองให้เจอ เหตุผลที่ต้องพูดถึงเรื่องเป้าหมาย เพราะการมีเป้าหมายทำให้คุณมีโฟกัส ไม่ว่าคุณจะมีความสัมพันธ์ดีหรือแย่แค่ไหน คุณก็จะมีเหตุผลให้ตัวเองเดินหน้าต่อ เช่น คุณอาจเพิ่งเลิกกับแฟน แม้จะเศร้ามาก แต่คุณก็ยังมีอะไรต้องทำ

     นอกจากนี้ การมีเป้าหมายยังทำให้คุณมองเห็นคุณค่าที่มาจากตัวคุณเอง ไม่ใช่คนอื่นมานิยาม เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่รักตัวเองไม่เป็น มักใช้แฟนหรือคนรักเป็นสิ่งยืนยันคุณค่าของตัวพวกเขา ฉะนั้น เวลาเลิกกับแฟนที คนเหล่านี้จึงเสียศูนย์อย่างรุนแรง เพราะเอาคุณค่าตัวเองไปผูกกับคนอื่น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่อันตราย

     ฉะนั้น การที่คนเรามีเป้าหมายในชีวิต รู้จักคุณค่าของตัวเอง จะทำเราไม่ไหวติงไปกับสถานการณ์หรือคนอื่น ซึ่งนี่แหละคือพลังของการรักตัวเองเป็น

 

ความโสด

 

     ส่วนทำไมอยู่ๆ ถึงเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะเรื่องนี้เป็นบทสุดท้ายในหนังสือเล่มใหม่ Love Never Fails : ไม่มีความรักครั้งไหนที่สูญเปล่า ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมบทความในคอลัมน์ Love Actually ตั้งแต่ 13 พ.ย. 2017 – 27 ส.ค. 2018 โดยบทนี้เป็นบทที่เราตั้งใจใส่ไว้ท้ายสุด เพราะอยากทิ้งท้ายให้คนทุกคน ไม่ว่าจะมีแฟนหรือยังไม่มีแฟน ได้ตระหนักถึงความสำคัญของตอนโสด ว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญไม่ต่างกับตอนมีแฟนเลย

     นั่นคือ ถ้าเรารักตัวเองไม่เป็น เราก็ไม่มีทางรักคนอื่นได้เป็น ในทางกลับกัน ถ้าเรารักตัวเองเป็น เราจะรู้จักวิธีที่รักคนอื่นได้ดีขึ้น เพราะอย่าลืมสิ ว่าถ้าเรารักคนอื่นได้เหมือนรักตัวเอง นั่นแปลว่าเรารู้จักการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้คนอื่นได้นั่นเอง

Share Post
Like 3 View 3421

Author

สีตลา ชาญวิเศษ

นักเขียน คนทำงานด้านวางแผนคอนเทนต์ นักบรรยายด้านการตลาดสร้างสรรค์และการเล่าเรื่อง ก่อนหน้านี้เคยเขียนบทความความรักและความสัมพันธ์มาก่อน แต่ถึงจุดอิ่มตัว เลยผันมาเขียนเล่าเรื่อง ‘หนังสือ’ ที่ชอบอ่านแทน นอกจากนี้ ยังเป็นคนใช้ชีวิตแต่ละวันเสมือนการเดินทางทางจิตวิญญาณ