game theory

Book Actually | เอา Game Theory มาใช้ปราบคนชอบเอาเปรียบ

คุณอาจไม่ใช่คนที่เล่นเกมทุกวัน แต่เชื่อไหมว่าทุกวันคุณกำลังเล่นเกมอยู่ เพียงแค่คุณอาจไม่ได้สังเกตว่ามันคือเกมเท่านั้นเอง ซึ่งเกมที่ว่านี้คือเกมต่อรองผลประโยชน์กับคนอื่นในสังคม

อย่างในหนังสือวิชาสังคมศึกษาเขียนไว้ว่า กติกาที่สังคมใช้อยู่ร่วมกัน นอกจากจะมีกฎหมายแล้ว ก็มีบรรทัดฐานและค่านิยมที่เป็นตัวกำหนดว่าคนในสังคมควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ทว่านอกจากสองสิ่งนี้ สิ่งที่เป็นพื้นฐานสุดๆ ของมนุษย์ในการควบคุมและอยู่ร่วมกันคือ เกมผลประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ล่องหน แต่เราทุกคนต่างอยู่ในเกม

     ยกตัวอย่าง สมมติชุมชนหนึ่งมีทุ่งหญ้าส่วนกลางที่มีหญ้าพอจะให้ชาวบ้านแต่ละหลังปล่อยวัวมากินหญ้าได้หนึ่งตัว หมู่บ้านนี้จะไม่มีปัญหาเลยถ้าทุกบ้านเลี้ยงวัวแค่หนึ่งตัว แต่ปัญหาจะเกิดทันทีถ้าวันหนึ่งมีชาวบ้านสักคนโกงเกมนี้ด้วยการแอบเลี้ยงวัวตัวที่สอง ชาวบ้านคนนี้อาจคิดว่า สิ่งที่เขาทำคงไม่สร้างผลกระทบอะไรหรอก เพราะแค่วัวตัวเดียวจะไปกินหญ้าเปลืองอะไรขนาดนั้น

     แต่สิ่งที่ชาวบ้านคนนี้ประเมินผิดไปคือ ทันทีที่เขาโกง คนอื่นจะโกงตาม เหตุผลไม่ใช่เพราะคนที่เหลือนึกอยากโกงจริงๆ หรอก แต่ที่โกงเพราะยอมไม่ได้ที่จะให้คนอื่นได้เปรียบตัวเองไปเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อเห็นใครสักคนแหกกฎ พวกเขาจะรู้สึกไม่แฟร์ที่พวกเขาทำตามกติกา แต่อีกฝ่ายกลับลอยนวลและได้ประโยชน์มากกว่า สุดท้าย คนในหมู่บ้านก็จะทยอยเลี้ยงวัวตัวที่สอง จนกลายเป็นว่าคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เลี้ยงวัวมากกว่าหนึ่งตัว

     ผลคือ หญ้าในทุ่งหญ้าโตไม่ทันเลี้ยงวัวของทุกคน สุดท้ายวัวของชาวบ้านก็ตายกันหมด ซึ่งนี่คือความน่ากลัวที่ซุกซ่อนอยู่ในเกมผลประโยชน์ที่สังคมตกลงกันแบบอ้อมๆ โดยตัวอย่างนี้เป็นรูปแบบย่อยตามทฤษฎีเกมที่เรียกว่า ‘หายนะของส่วนรวม’ (Tragedy of the commons) กล่าวคือ เป็นรูปแบบที่พอเกิดการโกงไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะส่งผลเสียต่อภาพรวมทั้งหมด

     ดังนั้น ถ้าจะกล่าวอีกอย่าง เกมที่เราทุกคนกำลังเล่นกันอยู่มีผลลัพธ์ใหญ่ๆ 3 แบบ คือ 1. เกมที่มีคนได้และมีคนเสีย (Zero-sum game) 2. เกมที่ทุกคนมีแต่ได้กับได้ (Win-win situation) และ 3. เกมที่ทุกคนต่างแพ้กันหมด (No-win situation) เหมือนกับกรณีของหมู่บ้านที่เลี้ยงวัว

     ทีนี้ แน่นอนว่าการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมอย่างสงบสุขและยั่งยืน ผลลัพธ์เกมที่ดีที่สุดคือ ‘เกมแห่งการร่วมมือ’ (Win-win situation) ยกตัวอย่างเช่น การขับรถร่วมกับคนอื่นบนถนน เราต่างเล่นเกมที่ทุกคนต่างระวังให้กันหรือไม่ขับรถประมาทใส่กัน ผลคือทุกคนปลอดภัย หรือถ้าเราเป็นหัวหน้าลูกน้อง รูปแบบของเกมที่ควรจะเป็นคือทั้งหัวหน้าและลูกน้องต่างร่วมมือและช่วยเหลือกัน

 

     ทว่าอย่างที่คุณก็รู้ดีว่า ในสังคมย่อมมีคนที่อยากโกงหรือหาทางลัดให้กับตัวเอง นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้คนคิดกันว่า แล้วถ้าอย่างนั้น การจะสร้างความร่วมมือจะต้องเป็นเกมรูปแบบไหน?

     งั้นขอเล่าแบบนี้ละกัน เกมส่วนใหญ่มักไม่ใช่เกมแบบตาเดียวจบ แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายตา ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีเพื่อนร่วมงานกินแรงเพื่อนอีกคน การกินแรงและยอมให้ถูกกินแรงจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่คงมีไปเรื่อยๆ ถ้าฝ่ายหนึ่งยังโกงแรง ส่วนอีกฝ่ายยังยอมให้ถูกโกง หรืออีกตัวอย่างคือ มีคนยืมเงินของอีกคน แต่ไม่ยอมคืน แล้วก็ยืมต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งรูปแบบเกมนี้คือ เกมมีคนได้ประโยชน์และมีคนเสียประโยชน์ (Zero-sum game)

     ทีนี้ ในการจะแก้เกมเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน จะมีแพตเทิร์นแบบนี้คือ เริ่มจากให้ (ความร่วมมือกับ) อีกฝ่ายก่อน ถ้าอีกฝ่ายให้กลับ ก็คงรูปแบบ ‘ให้-ให้’ นี้ต่อไป แต่ถ้าวันหนึ่งอีกฝ่ายโกง (ไม่ให้ความร่วมมือ) สิ่งที่เราต้องทำคือโกงกลับ (ไม่ให้ความร่วมมือ) ทั้งนี้ เพื่อตอบโต้ให้อีกฝ่ายรู้ว่า ถ้าเขาโกง เขาก็จะไม่ได้ความร่วมมือเหมือนกัน ถัดมาคือ เราจะกลับไปดี (ให้ความร่วมมือ) ก็ต่อเมื่อเขาเปลี่ยนมาเป็นให้ความร่วมมือ เพื่อสื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่า ถ้าเขาอยากได้ความร่วมมือ ต้องเกิดจากการร่วมมือเท่านั้น ผลคือทันทีที่อีกฝ่ายคิดจะเอาเปรียบ เขาจะไม่อยากทำไปเอง เพราะรู้ว่าถ้าเขาโกง ครั้งหน้าเขาก็จะถูกเราโกงกลับ สู้อย่างนั้นก็ให้ความร่วมมือไปเลยดีกว่า

     เพื่อให้เห็นภาพ ยกตัวอย่างเรื่องเจอคนกินแรง เช่น วันหนึ่งคุณเจอคนที่ออฟฟิศกินแรงคุณ สิ่งที่คุณควรทำคือ ลองลีลาไม่ยอมทำงานให้เขา (โกงกลับ) แต่ทันทีที่เขามาดีหรือช่วยเหลือคุณ คุณก็แสดงความช่วยเหลือให้เขาเห็นทันที แล้วเชื่อเถอะ สักพักเพื่อนคนนั้นจะจับทางได้เองว่า อย่าไปเอาเปรียบคนนี้เลย แต่ให้ความร่วมมือดีกว่า เพราะถ้าให้ความร่วมมือ คุณก็จะร่วมมือกับเขา

     ซึ่งนี่ก็คือรูปแบบของการเล่นเกมที่สุดท้ายจะเกิดการร่วมมือนั่นเอง สำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องทฤษฎีเกมที่นำไปสู่ความร่วมมือ ขอแนะนำหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ Rock, Paper, Scissors Game Theory in Everyday Life : Strategies for Co-operation ซึ่งเป็นหนังสือที่เล่าเรื่องทฤษฎีเกมได้เข้าใจง่ายและเห็นภาพมาก

 

game theory