Book Actually | นิสัยอะไรบ้าง? ที่ช่วยให้คุณกลายเป็นคนที่น่าจดจำ

Book Actually
24 Oct 2018
เรื่องโดย:

สีตลา ชาญวิเศษ

“มันเป็นเรื่องตลกสิ้นดี ที่คนเราทำอะไรเดิมๆ แต่หวังให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา”

ประโยคนี้เป็นคำที่โดนใจเรามาก และนับวันเรายิ่งเห็นชีวิตคนที่เป็นอย่างคำพูดนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ คือบ่นอยากก้าวหน้า อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง อยากทำอะไรใหม่ๆ แต่สุดท้ายก็กลับไปทำอะไรแบบเดิม ถ้าพูดอีกอย่าง ความเคยชินเป็นอุปสรรคขวางกั้นอนาคตนั่นเอง

     แต่ความเคยชินก็ไม่ใช่เรื่องแย่ไปเสียหมด เพราะมีความเคยชินบางอย่างเหมือนกันที่ทำแล้วจะช่วยให้เปลี่ยนตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยกตัวอย่าง เฟร็ด เชย์ บุรุษไปรษณีย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแต่ละวันตามปกติของเขา แต่หารู้ไม่ว่า ในความปกติที่เขาทำ ได้สร้างความประทับใจให้กับ มาร์ก แซนบอร์น

     เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้น ในช่วงที่แซนบอร์นย้ายเข้าบ้านที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ วันหนึ่งเขาพบกับเฟร็ด โดยเฟร็ดไม่รีรอที่จะแนะนำตัวว่าเขาคือบุรุษไปรษณีย์ที่รับผิดชอบเขตพื้นที่นี้ จากนั้นเขาก็ถามแซนบอร์นว่า แซนบอร์นทำงานอะไร แซนบอร์นเลยตอบว่า เขาทำงานเป็นนักพูด

     เฟร็ดก็เลยถามต่ออีกว่า “งั้นแสดงว่าคุณแซนบอร์นน่าจะเดินทางบ่อยใช่ไหมครับ?” ซึ่งแซนบอร์นก็ตอบว่า ใช่ เพราะเขาต้องเดินสายบรรยายในหลายๆ รัฐ เรียกว่าเดินทางมากกว่าอยู่บ้านเสียด้วยซ้ำ เมื่อเฟร็ดได้ยินดังนั้น เขาก็เสนอกับแซนบอร์นว่า “ถ้าคุณแซนบอร์นไม่ว่าอะไร ผมอยากจะขอตารางงานของคุณได้ไหมครับ เพราะผมจะได้รวบรวมจดหมายไว้กับผมก่อนเวลาที่คุณไม่อยู่บ้าน แล้วถ้าวันไหนคุณกลับมาบ้านแล้ว ผมคอยเอามาส่งคุณทีเดียวเลย” ซึ่งทางด้านแซนบอร์นแอบรู้สึกว่า สิ่งที่เฟร็ดเสนอออกจะวุ่นวายไปหน่อย เพราะจริงๆ แค่ทิ้งจดหมายไว้ในกล่องรับจดหมายหน้าบ้าน ก็ไม่เห็นจะแย่ตรงไหน

แต่เฟร็ดกลับบอกเหตุผลที่ทำให้แซนบอร์นถึงกับเถียงไม่ออก คือบอกว่า “ถ้ามีจดหมายอยู่ในกล่องรับจดหมายมากๆ มันจะอันตรายต่อบ้านคุณครับ เพราะโจรจะรู้ว่าคุณไม่อยู่บ้านหลายวัน ฉะนั้น ผมแนะนำว่า ให้ผมเป็นคนเก็บจดหมายไว้ให้คุณดีกว่านะครับ แล้วผมจะเอาไปให้วันที่คุณอยู่บ้าน”

     ด้านแซนบอร์นพอได้ยินเหตุผลของเฟร็ด นอกจากจะไม่คิดขัดศรัทธาแล้ว ก็ยังประทับใจที่เฟร็ดเป็นห่วงบ้านและจดหมายมากกว่าตัวเขาเสียอีก ทว่าต่อมาเฟร็ดไม่ได้แค่เก็บจดหมายช่วงที่แซนบอร์นไม่อยู่เท่านั้น แต่เฟร็ดยังช่วยหยิบพัสดุของแซนบอร์นที่บริษัทขนส่งอีกเจ้าหนึ่งส่งผิด คือไปส่งที่บ้านถัดไปอีก 5 หลัง ก็เป็นเฟร็ดนี่แหละที่ช่วยยกมาให้ แถมยังเอามาวางแอบๆ ไม่ให้คนอื่นเห็น แล้วเขียนโน้ตไว้ให้แซนบอร์นรู้ว่าซ่อนไว้ตรงไหน เพราะกลัวจะมีคนมาขโมยมัน

     ความเต็มที่เกินร้อยของเฟร็ดถึงกับทำให้แซนบอร์นประทับใจสุดๆ จนวันหนึ่งแซนบอร์นจึงนำเรื่องของเฟร็ดไปใช้บรรยาย และต่อมาก็เขียนเป็นหนังสือที่โด่งดังไปทั่วโลก อย่าง The Fred Factor โดยแซนบอร์นใช้วิธีทำงานของบุรุษไปรษณีย์เฟร็ดเป็นแนวทางในการแนะนำ ‘คนธรรมดา’ ให้กลายเป็น ‘คนเจ๋งๆ’ นั่นเอง

 

fred factor

 

     ว่าแต่คุณผู้อ่านเคยเจอคนแบบเฟร็ดในชีวิตคุณบ้างไหม? จริงๆ ถ้าคุณได้อ่านหรือติดตามชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจากระดับล่างสุด คุณจะพบว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนแบบเฟร็ดแทบทั้งหมด คือเป็นคนที่ทำอะไรเกินร้อย ถ้ามีคนสั่งให้ทำ 10 แต่คนเหล่านี้จะทำ 20 ขึ้นไป และนี่คือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาก้าวกระโดดและโดดเด่นแตกต่างจากคนอื่น กระทั่งถ้าเขาไม่ใช่คนที่ร่ำรวยมากๆ เขาก็จะเป็นคนที่มีอิทธิพลทางใจต่อผู้คนมากมาย หรือพูดอีกอย่างคือ ‘มีบารมี’ ที่ทำให้คนจดจำ

 

     คนที่ไม่ธรรมดาแบบนี้เขามีอะไรที่แตกต่างกับคนทั่วไป? อันที่จริงต้องบอกว่าคำตอบซ่อนอยู่ในความเคยชินที่พวกเขาทำนั่นเอง อันได้แก่

 

1. คิดเผื่อคนอื่นเป็นประจำ

     โดยมาก ถ้าไปถามคนเป็นหัวหน้าว่าคาดหวังอะไรกับลูกน้อง? หัวหน้ามักตอบว่า ขอแค่ทำตามที่บอกก็พอใจแล้ว แต่ถ้าถามต่อว่า แล้วอะไรบ้างถ้าลูกน้องทำจะถึงขั้นประทับใจ ร้อยทั้งร้อยหัวหน้าจะตอบว่า ลูกน้องสามารถคิดเผื่อและระวังเรื่องที่หัวหน้าอาจไม่ทันคิดได้ เช่น หัวหน้าที่วุ่นวายมาตลอดทั้งวันกำลังเข้าพบลูกค้าอีก 5 นาทีข้างหน้า ลูกน้องไม่เพียงแต่เตรียมนัดให้เรียบร้อย แต่ยังรีบมาบรีฟประวัติลูกค้าให้หัวหน้าฟังคร่าวๆ เพื่อเวลาที่หัวหน้าพบลูกค้าแล้วจะได้มีแบ็กกราวนด์ไว้สร้างบทสนทนาที่ประทับใจได้

     ซึ่งถ้าถามว่างานหลักจริงๆ ของลูกน้องคืออะไร ก็คือเตรียมนัด แต่ลูกน้องแบบเจ๋งๆ จะคิดเผื่อต่ออีกว่า แล้วมีอะไรอีกบ้างที่ฉันจะช่วยให้หัวหน้าและงานทั้งหมดออกมาดีได้ ซึ่งถ้าพูดอีกอย่างก็คือ คิดเผื่อคนอื่นนั่นเอง

 

2. ไม่เกี่ยงงาน ทำเกินร้อย

     ถ้าสังเกตชีวิตเฟร็ด จะเห็นว่าเฟร็ดทำงานมากกว่าสิ่งที่อยู่ใน job description ซึ่งมันทำให้เขาต้องเหนื่อยกว่าชาวบ้าน อย่างครั้งหนึ่งเราฟังเรื่องราวของพี่ไกด์คนไทยที่พาทัวร์เยอรมนี พี่คนนี้แต่เดิมเป็นแค่เด็กยกของในโรงแรม แต่ด้วยความเป็นคนหนักเบาเอาสู้ และชอบให้บริการเป็นชีวิตจิตใจ แขกที่โรงแรมใช้ให้ทำอะไรก็ทำโดยไม่เกี่ยงงอนหรือทำหน้าบูดหน้าเบี้ยว แถมยังมีนิสัยคิดเผื่อคนอื่นอีกด้วย และเพราะด้วยบุคลิกเหล่านี้ ในที่สุดวันหนึ่งก็เตะตาแขกฝรั่งที่มาพักที่โรงแรม เลยชวนพี่เขาไปช่วยงานที่เยอรมนี และก็กลายเป็นที่มาที่ทำให้เขาพูดภาษาเยอรมันได้ และก็กลายเป็นไกด์พาเที่ยวที่มีรายได้ดีแบบที่เขาก่อนหน้านี้ก็คงไม่มีวันเชื่อ แต่ที่เป็นแบบนี้ได้ก็เพราะเขาทำงานหนักและเต็มที่กว่าคนอื่น

 

3. เปลี่ยนทุกอย่างที่เข้ามาให้เป็นโอกาส

     ทัศนคติของคนเจ๋งๆ ล้วนเหมือนกันหมดคือ พวกเขามีแนวคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เข้ามา พวกเขาสามารถมองมันให้เป็นโอกาสได้หมด ไม่ว่าจะเป็นงานที่พวกเขาไม่ชอบ คือแทนที่จะเบื่อและทำงานพวกนี้แบบลวกๆ พวกเขาพยายามหาข้อดีและประโยชน์ของงานเพื่อจูงใจตัวเองให้ยอมทำ

     เช่น ถ้าพวกเขาเป็นแคชเชียร์คิดเงิน พวกเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่แค่คิดเงิน แต่จะคอยสังเกตว่าเวลานั้นเวลานี้คนชอบมาซื้ออะไรกัน หรือลูกค้าหน้าตาแบบนี้แบบนั้นซื้ออะไรบ่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมาคือ พวกเขาอาจมีไอเดียไปบอกหัวหน้าว่า น่าลองเอาสินค้านี้มาวางขายในเวลานี้นะ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มักมาซื้อของตอนนี้ แน่นอนว่า แม้หัวหน้าจะสามารถหรือไม่สามารถทำแบบที่พวกเขาแนะนำได้ แต่หัวหน้าย่อมมองเห็นทันทีว่า แคชเชียร์คนนี้โดดเด่นกว่าคนอื่น แล้วลองคิดดูว่า ถ้าวันหนึ่งแคชเชียร์โตไปเป็นเจ้าของกิจการขายของหรือเป็นนักการตลาด พวกเขาจะมีภาษีดีกว่าคนอื่นมากแค่ไหน

 

     ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงตัวอย่าง 3 ความเคยชินที่เป็นประโยชน์กับชีวิตที่นำมาแนะนำ แต่ทั้งหมดทั้งมวลสามารถสรุปได้เป็นคำเดียวคือ ‘การทำทุกอย่างให้เกินความคาดหวัง’ เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าแค่ทำตามความคาดหวังก็เพียงพอแล้ว จริงๆ มันก็ถูกแหละ แต่การทำได้แค่ระดับพอดีกับความคาดหวัง ผลลัพธ์เป็นแค่ความพอใจเท่านั้น แต่ถ้าทำได้เกินความคาดหวัง ผลลัพธ์จะกลายเป็นความประทับใจในทันที และอย่าลืมว่าคนเรามักไม่จดจำอะไรที่มันกลางๆ แต่จะจดจำที่แย่สุดกับดีสุดได้เท่านั้น

     ฉะนั้น ถ้าอยากให้ชีวิตคุณเกิดผลลัพธ์ใหม่ๆ อาจถึงเวลาที่คุณต้องสร้างความเคยชินใหม่ๆ ที่ช่วยให้คุณกลายเป็นคนที่น่าจดจำ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สีตลา ชาญวิเศษ

คนทำงานด้านกลยุทธ์คอนเทนต์ นักเขียน นักการตลาดที่ชอบทำงานกับเกษตรกรและชุมชน