Book Actually | รีบเช็ดสิ่งสกปรกเล็กๆ ก่อนที่มันจะบานปลาย

ปกติห้องน้ำก็คือห้องน้ำ แต่มีห้องน้ำแห่งหนึ่งที่เราประทับใจเป็นพิเศษ นั่นคือ ห้องน้ำในสนามบินอาบูดาบี เพราะมันสะอาดมาก และสะอาดตลอดเวลา เหตุผลก็เพราะมีแม่บ้านพุ่งเข้ามาทำความสะอาดทันทีที่คนทำธุระเสร็จ หรือถ้าล้างมือแล้วน้ำกระเด็นบนขอบอ่าง แม่บ้านก็จะรีบเข้ามาเช็ดทันที เรียกว่าแทบไม่มีช่วงไหนที่ห้องน้ำจะสกปรก

Tipping Point

 

     การได้เห็นวิธีการทำงานของแม่บ้านที่นี่ ทำให้เรานึกถึงเรื่องหนึ่งในหนังสือเล่มดังชื่อ The Tipping Point ของมัลคอล์ม แกลดเวลล์ เรื่องทฤษฎีหน้าต่างแตก (Broken Windows Theory) ทฤษฎีด้านอาชญาวิทยาที่มองว่า ปัญหาเล็กๆ เป็นบ่อเกิดของปัญหาใหญ่ๆ เหมือนกับเวลากระจกหน้าต่างแตกแล้วไม่มีใครซ่อมมัน ถ้าปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น สักพักบริเวณนั้นก็จะโทรมลงเรื่อยๆ เพราะว่าคนที่ผ่านไปผ่านมาจะเข้าใจว่าไม่มีใครดูแล ถ้าฉันจะทิ้งขยะหรือทำให้ตรงนี้โทรมอีกหน่อยจะเป็นไรไป สุดท้ายก็เลยยิ่งโทรมมากกว่าเดิม

     อย่างในหนังสือ มัลคอล์มเล่าเรื่องการลดลงของปัญหาอาชญากรรมในมหานครนิวยอร์ก ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องคดีปล้นทรัพย์และทำร้ายร่างกายที่เกิดไม่เว้นแต่ละวัน จนวันหนึ่งทางการได้เปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาใหม่ โดยนำหลักคิดแบบทฤษฎีหน้าต่างแตกมาใช้ คือรีบหันมาจัดการกับเรื่องผิดกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ อย่างเอาจริงเอาจัง เช่น รีบลบภาพที่มีคนมือบอนมาพ่นสเปรย์ตามรั้วตามกำแพง หรือรีบจัดการกับคนที่แอบขึ้นรถไฟใต้ดินโดยไม่จ่ายเงิน ผลกลายเป็นว่า อัตราการเกิดอาชญากรรมในนิวยอร์กซิตีลดลงอย่างผิดหูผิดตา

     จากเรื่องนี้ เมื่อมองกลับมาที่ห้องน้ำสนามบินอาบูดาบี เหตุผลที่ห้องน้ำสะอาดตลอดเวลา จึงไม่ใช่แค่แม่บ้านทำความสะอาดแบบจู่โจมทันควัน แต่การไม่ปล่อยให้ห้องน้ำเข้าใกล้จุดที่อีกนิดจะสกปรกต่างหากคืออีกเหตุผลที่ทำให้คนใช้ห้องน้ำเองก็พยายามช่วยรักษาความสะอาดมากกว่าเดิม

     คิดง่ายๆ เวลาเราเข้าห้องน้ำที่สะอาดเรียบร้อยมากๆ เราจะพยายามรักษาให้มันสะอาดเหมือนเดิม เมื่อเทียบกับห้องน้ำที่อีกนิดจะสกปรก เราจะรู้สึกว่าไม่ต้องดูแลมันดีมากหรอก เพราะเดิมก็ใช่ว่าจะสะอาดอยู่แล้ว

     ถ้าลองคิดต่อจากเรื่องนี้ การจะแก้ปัญหาอะไรสักอย่างไม่ให้บานปลาย หรือกระทั่งอยากรักษาอะไรสักอย่างให้ยังสะอาด สวยงาม หรือดูดีเหมือนเดิม การเข้าไปแก้ปัญหาเล็กๆ แบบทันควันนั้นนับว่าจำเป็นมาก เพราะถ้าช้าอีกหน่อย มีสิทธิ์ที่ปัญหานั้นจะเข้าอีหรอบทฤษฎีหน้าต่างแตก

 

     อย่างปัญหาสังคมในบ้านเรา ต้องยอมรับว่าปัญหาหลายอย่างมาจากความสบายๆ หยวนๆ หรือไม่ถือสาจนเกินไป เช่น ยอมให้เกิดการลักไก่แบบไม่เอาผิดเอาความอะไร ยอมให้เกิดการลัดคิว ยอมให้คำว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์กลายเป็นคำแก้ตัวแบบขอไปทีได้ทุกครั้ง ซึ่งถ้ามองแบบผิวเผิน มันทำให้คนไทยอยู่กันแบบสบายๆ แต่ในแง่หนึ่งการหยวนๆ ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา

     ดูอย่างปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นต้น ซึ่งประเทศไทยมีสถิติอุบัติเหตุเป็นอันดับ 2 ของโลก หลายครั้งตัวเรายังคิดเลยว่า แทบทุกบ้านทุกครอบครัวที่รู้จักจะต้องมีใครตายเพราะอุบัติเหตุบนถนน ซึ่งคิดแบบนี้ถือว่าเยอะมาก เรียกว่าสูญเสียพอๆ กับโรคร้ายเลย ถามว่ามันเป็นเพราะอะไร? คำตอบคือ มาจากความหยวนๆ สบายๆ ที่ไม่ยอมจัดการอะไรอย่างเด็ดขาดจริงจังนั่นเอง เช่น ยอมให้คนขับรถเร็ว ยอมให้คนขับรถปาดไปมา ยอมให้คนเมาแล้วขับ ยอมให้คนขับรถลักไก่ ซึ่งล้วนแต่เป็นที่มาของอุบัติเหตุที่เกิดแบบไม่มีเว้น และไม่มีท่าทีว่าจะลดลง

     หรือหากเป็นปัญหาระดับบุคคล ถ้าลองพิจารณาดีๆ จะเห็นว่าปัญหาส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำ มากกว่าปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นแบบทีเดียว เช่น ปัญหาหนี้สินอีรุงตุงนังที่โดยมากไม่ได้เกิดจากหนี้ก้อนโตที่เกิดขึ้นทันที แต่เพราะขาดวินัยตั้งแต่เงินยังจำมีนวนน้อยๆ หรือถ้าเป็นปัญหาชู้รัก ก็เริ่มจากการนอกใจแบบเล็กๆ เช่น แอบคุยไลน์กัน จากนั้นคุยไปคุยมาก็ห้ามใจไม่ได้ สุดท้ายก็เลยเถิดใหญ่โตกลายเป็นชู้

     มันก็คล้ายกับเรื่องห้องน้ำนี่แหละ การปล่อยให้พฤติกรรมไม่ดีเกิดขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะเหมือนห้องน้ำที่สกปรกแล้ว มันยังทำให้เราหรือกระทั่งคนรอบข้างไม่พยายามจะแก้ไขให้กลับมาสะอาด เพราะว่าเดิมมันก็ไม่ดีอยู่แล้ว ในทางกลับกัน ถ้าเราชิงเช็ดทำความสะอาดตั้งแต่มันยังไม่สกปรกเท่าไร ก็จะเป็นเราและคนรอบข้างนี่แหละที่ช่วยกันทำให้มันสะอาดต่อได้ เพราะเห็นแล้วมีกะจิตกะใจจะดูแลให้มันดี

     ดังนั้น ในการแก้ปัญหาอะไรก็ตาม การสนใจแต่จะแก้ปัญหาใหญ่ๆ อาจไม่ใช่ทางออกที่แก้ได้หมด แต่เรื่องเล็กๆ นี่แหละที่สำคัญ ก็คล้ายๆ กับปาฐกถากล่าวจบการศึกษาของนายทหารเรือ William H. McRaven ที่คลิปถูกแชร์จนโด่งดัง โดยเขากล่าวกับนักศึกษาจบใหม่ว่า ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงโลก ให้เริ่มจากการจัดเตียงทุกครั้งหลังตื่นนอน เพราะการจัดเตียงที่ดูเป็นเรื่องเล็กๆ คือจุดตั้งต้นที่ทำให้คนมีวินัยในชีวิต

     ถ้าอยากให้อะไรในชีวิตดูดีสวยงาม อาจถึงเวลาที่คุณต้องยืมกลยุทธ์แบบแม่บ้านห้องน้ำอาบูดาบีมาใช้บ้างแล้วแหละ

 

Share Post
Like 1 View 706

Author

สีตลา ชาญวิเศษ

นักเขียน คนทำงานด้านวางแผนคอนเทนต์ นักบรรยายด้านการตลาดสร้างสรรค์และการเล่าเรื่อง ก่อนหน้านี้เคยเขียนบทความความรักและความสัมพันธ์มาก่อน แต่ถึงจุดอิ่มตัว เลยผันมาเขียนเล่าเรื่อง ‘หนังสือ’ ที่ชอบอ่านแทน นอกจากนี้ ยังเป็นคนใช้ชีวิตแต่ละวันเสมือนการเดินทางทางจิตวิญญาณ