เบลเยียม

City Tales | 99 เหตุผลที่ทำให้เบลเยียมพิเศษกว่าที่ใด (เพราะ 100 ข้อก็ดูจะโม้ไป)

“There is more to Belgium than waffles, frites, and Manneken Pis.”

ข้อความบนป้ายที่อ่านแล้วทำให้รู้ตัวว่ามาเบลเยียมเป็นครั้งที่สามแล้ว จนต้องถามตัวเองตอนยืนรอรถหน้าสนามบินว่าอะไรกันที่ทำให้กลับมาประเทศเล็กๆ ท่ามกลางพี่ใหญ่แห่งยุโรปที่ขนาบข้างอย่างฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี ถ้าคำตอบจะเป็นวาฟเฟิล ช็อกโกแลต หรือเบียร์ก็ไม่ผิดอะไร แต่รู้ดีแก่ใจว่าความหลงใหลมันมากไปกว่านั้น เสน่ห์จัดๆ พิลึกพิลั่นบางอย่างของประเทศนี้ต่างหากที่พลอยทำให้กลับมาซ้ำๆ อยู่ร่ำไป

     ราวกับว่าจิตวิญญาณเบลเยียมจะรู้ว่ามีคนตกหลุมเสน่ห์เข้าให้แล้ว จังหวะชะตาที่พากลับมาคราวนี้จึงตรงกับวันชาติ 21 กรกฎาคมพอดี ในช่วงจังหวะ ‘Belgium Uniquely Phenomenal’ หรือแคมเปญร่วมกันระดับชาติที่ตั้งใจดึงเสน่ห์ที่อธิบายไม่ถูกแต่สัมผัสได้ให้ถอดรหัสออกมาเป็น 99 เหตุผลที่ทำให้เบลเยียมนั้น ‘มหัศจรรย์เฉพาะตัว’ จนทำให้คนยังไม่เคยมาเบลเยียมต้องมา และทำให้คนที่เคยมาแล้วต้องกลับมาอีก

     นอกไปจากขบวนพาเหรดของวันชาติ ถนนที่ถูกเพนต์เป็นสีรุ้ง เฟสติวัลในสวน พิพิธภัณฑ์ และงานนิทรรศการศิลปะหลายแห่งเปิดให้ชมฟรีเป็นธรรมเนียมปกติของวันชาติแล้ว แคมเปญ ‘Belgium Uniquely Phenomenal’ ก็ดูจะทำให้การเดินทางในเบลเยียมครั้งนี้พิเศษไปกว่าเคย เป็นการตามร่องรอยหาเหตุผลแต่ละข้อที่ซ่อนตัวกระจายอยู่ทั่วประเทศ ตั้งแต่เส้นทางธรรมชาติ ร้านอาหารสตรีทยันภัตตาคารสุดหรู แฟชั่นข้างทางจนถึงขึ้นห้าง ตลอดจนศิลปะ และประวัติศาสตร์จับต้องได้ตามท้องถนนจวบจนจัดวางในพิพิธภัณฑ์

     แม้ชาวเบลเยียมเองจะเฉลิมฉลองชีวิตด้วยฟรายส์ ช็อกโกแลต และเบียร์ในวันธรรมดาเป็นเรื่องปกติ แต่วันพิเศษอย่างนี้ก็ดูจะใช้เป็นเหตุผลที่ดีกว่าเคย ในการเริ่มต้นวันด้วย ‘Frites’ มันฝรั่งทอดแท่งหนาจิ้มมายองเนสในห่อกระดาษถ้วยโคน เคยถามเพื่อนเบลเยียมว่ามันต่างจาก ‘French fries’ ที่เราคุ้นปากกันอย่างไร เพื่อนเบลเยียมบอกว่า ใครจะมัวแต่ถกกันว่าฟรายส์ของที่ไหนเป็นของแท้ จะดั้งเดิมหรืออะไรก็เอาเถอะ เพราะพวกเขาก็จะแค่กินมันต่อไป (ในระหว่างที่ใครต่อใครเถียงกัน!)

     นอกจากฟรายส์แล้ว เบลเยียมยังเป็นดินแดนในฝันสำหรับคนชอบกิน (ไปเรื่อย) ตั้งแต่วาฟเฟิลที่ต่างไปจากวาฟเฟิลแป้งนุ่มทั่วไป เพราะที่นี่เป็นวาฟเฟิลแป้งหนึบหนับจากเตา กินคู่กับช็อกโกแลตร้อนๆ เครื่องดื่มสากลที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเบลเยียมนี่แหละที่แปลงเมล็ดโกโก้ให้กลายเป็นเครื่องดื่ม แต่ของแท้ฉบับเบลเยียมจริงๆ ต้องเข้มข้นราวกับกำลังดื่มช็อกโกแลตบาร์ละลาย หรือหากชอบเบียร์ เบลเยียมก็ไม่แพ้ใครทั้งในคุณภาพและความหลากหลาย มีคราฟต์เบียร์กระจายไปหมดทุกพื้นที่ ซึ่งพฤติกรรมของผู้คนที่แท้นั้นดูได้จากวัฒนธรรมการกินอาหาร เพราะการกิน snacking ของชาวเบลเยียมเองก็สะท้อนความเป็นคนสบายๆ ในท่าที แต่จริงจังเรื่องคุณภาพได้เป็นอย่างดี

     แม้เมืองหลวงอย่างบรัสเซลส์จะไม่มีอนุสาวรีย์ใหญ่โตไว้ชูโรงอย่างเมืองหลวงอื่นๆ ในยุโรป แต่ Manneken Pis หรือรูปปั้นเด็กยืนฉี่กลางใจเมือง กลับเป็นรูปปั้นที่มีคนมาถ่ายรูปด้วยมากที่สุดในโลก ในแคมเปญเองอธิบายเจ้าเด็กฉี่นี้เอาไว้ว่า “ถึงแม้ Manneken Pis จะไม่ได้ใหญ่โตขนาดเทพีเสรีภาพ แต่มันก็เป็นรูปปั้นที่มีอิสรเสรีที่สุดแล้ว…” ก็รูปปั้นไหนละแค่ยืนฉี่ก็เป็นอนุสาวรีย์ แล้วยังเรียกคนจากทั่วโลกมาถ่ายรูปด้วยได้มากขนาดนี้ แม้ใครหลายคนจะทำหน้าประหลาดใจเวลาได้เห็นขนาดที่แท้ของ Manneken Pis หรืออาจสับสนในเรื่องราวปรัมปราเล่าต่อกันมาก็ตาม จนไม่รู้ว่าอันไหนเป็นเรื่องจริง แต่ศิลปะแบบนี้แหละที่ช่างสะท้อนความเป็นเบลเยียมได้ดีเหลือเกิน ในอารมณ์ขันแปลกๆ ปนความเสียดสี ราวกับจะเย้ยหยันความจริงจังของโลกผ่านความขี้เล่นหนักๆ อย่างรูปปั้นเด็กฉี่นี่

     และคงเป็นผลพวงจากวัฒนธรรมที่ให้คุณค่าเรื่องงานศิลปะ ทำให้เบลเยียมมีแบรนด์แฟชั่นหลากหลาย เมืองสำคัญอย่างเกนต์ ก็เป็นเมืองที่โลคอลแบรนด์กับโกลบอลแบรนด์รวมตัวกันอยู่ในถนนเดียว จนทำให้แฟชั่นเป็น 1 ใน 99 เหตุผลที่ทำให้เบลเยียมมหัศจรรย์เฉพาะตัวโดยคำอธิบายที่อาจฟังแปร่งๆว่า “ไม่ใช่ทุกแบรนด์จะเป็นแบรนด์ระดับโลก” ในวงเล็บ (เพราะก็แค่ 10 ใน 15 แบรนด์เท่านั้นแหละที่เป็น) คำอธิบายแบบนี้นี่สะท้อนความไม่ขี้โอ่ แต่เซลฟ์จัดในฝีมือตัวเองแบบชาวเบลเยียมได้ชัดเจนมาก หรือแม้กระทั่งในการแต่งกาย ซึ่งเพื่อนชาวเบลเยียมเล่าให้ฟังว่า คำว่า ‘a l’aise’ (สบายๆ) นั้นเป็นคำชมที่น่ายินดีกว่า ‘branche’ (เทรนดี้) ที่อันหลังดูจะพยายามและตามกระแสไปเสียหน่อย

     แคมเปญนี้จะรันไปอีกสองปี เป็นสองปีที้ทั้งประเทศจะรวมตัวกันแสดงออกถึงแง่มุมมหัศจรรย์เฉพาะตัวของเบลเยียม ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว กีฬา ศิลปวัฒนธรรม ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เพื่อโอ้อวดว่าเบลเยียมมีดีอะไร เพราะนั่นดูจะไม่ใช่วิสัยของชาวเบลเยียมตามที่ได้สัมผัสมา แต่เพียงเพื่อจะให้ผู้คนในเบลเยียมและผู้มาเยือนจากภายนอกได้สัมผัสเองว่า ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ นั้นเป็นอย่างไร และมันกระจายอยู่ในอากาศรอบตัวเราแค่ไหน

     ผ่าน 99 เหตุผลที่ทำให้เบลเยียมนั้น ‘มหัศจรรย์เฉพาะตัว’ ในวงเล็บที่ว่า (เพราะถ้าบอก 100 ข้อนั้นก็ดูจะโม้เกินไป)