City Tales | สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนเสรีเพื่อการเดินทางข้ามผ่านชีวิตไปสู่ ‘การตายที่ดี’

City Tales
3 Aug 2018
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

“การตายไม่น่ากลัวหรอก การถูกห้ามไม่ให้ตายสิน่ากลัวกว่า”

     David Goodall ชายชราวัย 104 ปี อดีตศาสตราจารย์และนักวิทยาศาสตร์สัญชาติอังกฤษ-ออสเตรเลีย ในชุดสเวตเตอร์ไหมพรมสีน้ำเงินที่มีรอยปักบนอกซ้ายว่า ‘ageing disgracefully’ (แก่ตัวอย่างไม่สง่างาม) ให้สัมภาษณ์นักข่าวเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา ตามด้วยการฮัมทำนองท่อนหนึ่งในบทประพันธ์ซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบีโธเฟน ซึ่งเป็นบทเพลงสุดท้ายที่เขาเลือกจะได้ยินในช่วงข้ามผ่านระหว่างความเป็นและความตาย

     น้ำเสียงของ Goodall แตกพร่า ติดขัดบ้างตามธรรมชาติของสังขาร ทว่าสายตาของเขามุ่งมั่น ไร้ความลังเลสงสัยเมื่อกล่าวยืนยันถึงสิ่งที่เขาคิดตัดสินใจมานานแล้ว

     “ผมไม่คิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ใครต้องเข้ามามีส่วนร่วม มันเป็นการตัดสินใจของผมที่จะจบชีวิตลงในวันพรุ่งนี้ และผมก็ตั้งหน้าตั้งตารอมัน”

     ความชัดเจนที่เขาเอ่ยออกมาเพื่อยืนยันว่าการตัดสินใจนี้ เกิดขึ้นจากสติสมบูรณ์ทั่วพร้อม สติ และเจตจำนงอิสระที่ดูจะเป็นไม่เพียงกี่สิ่งที่ยังทำงานได้ดี ในวันที่ร่างกายไม่ทำงานปกติ ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของเขาอีกต่อไป

 

     Goodall เล่าถึงชีวิตการทำงานของเขาว่า เขาทำงานอย่างอิสระและพึ่งพาตนเองมาโดยตลอด ถึงแม้ทางมหาวิทยาลัยจะยินยอมให้เขาทำงานต่อหลังเกษียณได้ แต่ข้อจำกัดด้านร่างกายนั้นทำให้เขาทุกข์ทรมาน และถูกห้ามปรามไม่ให้ทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนปีในชีวิตที่เพิ่มขึ้นเพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้อื่น

     เขาไม่สามารถอยู่ในสภาวะไร้อิสระ ไร้ความสามารถในการพึ่งตนเองเช่นนี้ได้ เขาไม่เห็นทางเลือกอื่นใดที่จะทำให้เขาอยู่อย่าง ‘สง่างามได้’ ในร่างกายชราภาพนี้ ทางเลือกเดียวที่เขาเห็นว่าจะทำให้เขาเป็นอิสระ และเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองได้อย่างแท้จริงนั้น คือการซื้อตั๋วเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่ ‘การุณยฆาต’ (การตายโดยได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์) ถูกต้องตามกฎหมาย หนทางเดียวที่เขาสามารถเลือกที่จะ ‘ตายอย่างสง่างาม’ ตามเจตจำนงอิสระของตัวเขาเอง

     การตายของ Goodall เป็นไปอย่างเรียบง่ายคล้ายกับชีวิตประจำวันของเขา เขาเลือกฟิชแอนด์ชิพและชีสเค้กเป็นอาหารมื้อสุดท้าย เขายืนยันกับแพทย์ว่าเขาคือใคร กำลังอยู่ที่ไหน และกำลังจะทำอะไร เพื่อยืนยันว่าเขามีสติรู้ตัวพร้อมจวบจนนาทีสุดท้าย พร้อมยังเปรยๆ ขึ้นมาหลังโดนซักไซ้หลายคำถามว่า “นี่มันใช้เวลานานกว่าที่คิด” ก่อนที่จะได้รับยา และค่อยๆ หลับตาลงโดยมีบทเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 เปิดบรรเลงจนลมหายใจสุดท้ายของเขาหยุดไปพอดีกับที่บทเพลงสิ้นสุดลง

     ถึงแม้การตายของ Goodall จะเป็นไปอย่างเรียบง่ายตามความต้องการของเขา แต่การตายของ Goodall ทำให้เกิดการพูดคุยในประเด็นการุณยฆาตขึ้นมาอีกครั้งทั้งในวงสังคม วิชาการ วงการแพทย์ ซึ่งนั่นอาจเป็นหนึ่งในความปรารถนา ที่จะเป็นตำนาน (legacy) สุดท้ายที่ Goodall อยากฝากไว้ ในวันที่เขาบอกว่าร่างกายไม่เอื้อให้มีความฝันใดๆ ในชีวิตอีกต่อไป

     “ผมอยากให้ประเทศอื่นๆ ดำเนินรอยตามสวิตเซอร์แลนด์ในการสร้างมาตรฐาน และเตรียมความพร้อมต่างๆ ทั้งในแง่อุปกรณ์เครื่องมือ และคุณสมบัติของผู้ใช้บริการ คุณสมบัติที่ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่รวมไปถึงการรู้ตัวความพร้อม… ผมหวังว่าเรื่องราวของผมจะผลักดันให้ผู้คนมีความคิดที่เปิดกว้างมากขึ้นที่จะพูดคุยกันถึงประเด็นนี้”

 

     ‘Assisted Dying’ หรือการตายโดยการได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ เป็นกฎหมายที่ได้รับการยินยอมแล้วในประเทศแคนาดา เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศต้นแบบที่ยอมรับสิทธิในการตายนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1942 ถึงแม้ว่าบางประเทศจะเริ่มยินยอมให้ผู้คนสามารถเลือกกระทำการการุณยฆาตได้ ก็มักจะเป็นไปภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผู้ร้องขอนั้นต้องเป็นผู้ป่วยขั้นสุดท้าย แพทย์ถึงจะ ‘ให้ความช่วยเหลือ’ ได้

     หนังสือ ‘The Modern Art of Dying : A History of Euthanasia in the United States’ โดย Shai J. Lavi พาเราย้อนกลับไปถึงรากศัพท์ฐานของคำว่า ‘Euthanasia’ (การุณยฆาต) ที่มาจากภาษากรีก ประกอบด้วยคำสองคำ คือ Eu (good) และ Thanotos (death) แปลตรงตัวได้ว่า ‘ความตายที่ดี’

     การย้อนกลับไปหาความหมายของคำโดยผ่านบริบทของสังคมในแต่ละยุคสมัยทำให้เห็นว่า การบัญญัติแนวคิดเรื่อง ‘ความตายที่ดี’ นั้นส่งผลต่อทัศนคติและท่าทีที่คนมีต่อความตาย รวมไปถึงการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ความหวัง ความอิสระในการใช้ชีวิตอยู่ เป็นการกำหนดคำที่ส่งผลต่อวาทกรรมว่าการตายควรมีความหมายมากไปกว่าการจบชีวิตลงเช่นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มาสู่ความหมายของการตายในเจตนำนงประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าในยุคสมัยที่ศาสนาเข้ามามีอิทธิพล เรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 19 ที่วิทยาศาสตร์และการแพทย์เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตและความตาย เปลี่ยนความตายจากเงื้อมมือการตัดสินของพระผู้เป็นเจ้า ให้มาอยู่ในมือของแพทย์ผู้ทำการช่วยเหลือให้จบชีวิตลงตามเจตจำนงของบุคคลผู้นั้นแทน

     แต่ไม่ว่าการแปลความหมายต่อการตายจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การใคร่ครวญถึงความตายนั้นมีผลในเชิงบวกมากกว่าการเลี่ยงปฏิเสธไม่พูดถึงมัน ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นทางจิตวิทยาที่ค้นพบว่า หนึ่งในความตระหนักรู้ที่ช่วยให้ผู้คนเผชิญหน้ากับความตาย และใช้ชีวิตในเวลาจำกัดที่เหลืออยู่ได้ดีที่สุดก็คือ ‘legacy awareness’ การตระหนักรู้ถึงตำนาน คุณค่า ความหมาย ที่ยืนยาวมากไปกว่าเวลาชีวิตที่จำกัดของเรา

     ซึ่งการศึกษาวิจัยได้ค้นพบว่าการตระหนักรู้ถึง ‘ตำนาน’ ของชีวิตนั้น สร้างทั้งพลังในการใช้ชีวิตอยู่ และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนเผชิญความตายได้อย่างสงบ แล้วตำนานที่เป็นความหมายชีวิต จะนำพาเราไปสู่ ‘ความตายที่ดี’ ด้วยเจตจำนงและการกระทำของเรา โดยปราศจากการช่วยเหลือทางกฎหมาย หรือการแพทย์ใดๆ

 


อ้างอิง: http://ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26036058

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต