City Tales | ไม่มีหรอกอากาศไม่ดี มีแค่เสื้อผ้าไม่ดีเท่านั้นแหละ

“Det finnes ikke dårlig vær, bare dårlige klær.” (There is no such thing as bad weather, only bad clothing.)

ประโยคสั้นๆ ที่อาจารย์ชาวนอร์วีเจียนยิ้มตอบกลับมาไม่กี่สัปดาห์ก่อนเดินทางไปยังนอร์เวย์ อาจเพราะด้วยเห็นสายตากึ่งตื่นเต้นกึ่งกังวล คำถามเจือปนไปด้วยความกล้าๆ กลัวๆ กับอากาศติดลบ สภาวะไร้แดดของประเทศนี้

     “No such thing as bad weather, only bad clothing.” ได้ยินคำนี้อีกครั้ง เมื่อเพื่อนชาวนอร์วีเจียนชวนออกไปเดินเล่นริมทะเลสาบในวันที่หิมะเพิ่งตกลงมาถมกองหิมะกองเดิมที่ค้างเติ่งมาหลายวันให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก เกล็ดน้ำแข็งเกาะตัวผนวกรวมเป็นแผ่นใสไปกับบานกระจกที่ปกป้องความอุ่นภายในไม่ให้แช่แข็งไปกับความยะเยือกภายนอก แต่ไอเย็นเฉียบก็พร้อมแทรกเข้ามาในทุกร่องบางๆ ที่บานหน้าต่างนั้นไม่บรรจบกัน หันมองนาฬิกาบอกเวลาว่าเกือบสี่โมงเย็นแล้ว ท้องฟ้านอกกระจกนั่นเจือแสงส้มๆ อมชมพูริบๆ บอกให้รู้ว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน

 

     ใช่, พระอาทิตย์ที่เพิ่งเริ่มทำงานเมื่อช่วงสายๆ ของวัน ครั้นไม่ทันเย็นย่ำดีก็พร้อมจะจากไปนั่นแหละ

 

     พยากรณ์อากาศบอกเลขติดลบ และจะลดลงอีกในคืนนี้ ทำให้อยากนอนขดตัวอยู่บนเตียงไม่ออกไปไหน เกือบบอกเพื่อนว่ารออากาศดีก่อนแล้วค่อยไป แต่ถ้าจะรออากาศเช่นนั้นในประเทศนี้คงไม่ต้องทำอะไรไปค่อนปี คิดได้ดังนั้นจึงคว้าเสื้อมาใส่ คิดให้น้อย ใส่ให้มาก รู้ตัวอีกทีก็พบตัวเองเดินอยู่ข้างริมทะเลสาบที่มองไม่ออกในแรกเห็นว่าตรงไหนของพื้นที่ขาวโพลนนี้นั้นเป็นผืนน้ำ จนเห็นลานกว้างๆ ลานหนึ่งที่มีคนรวมตัวกันมากกว่าบริเวณอื่น เด็กหลายคนวิ่งเล่นไถไปไถมา พ่อแม่บางคนลากรถเข็นลูกเล็กบนลานน้ำแข็งเย็นเฉียบนั่น ทำเอาคนไม่ท้องถิ่นอดวูบวาบในท้องไม่ได้ เมื่อคิดว่าใต้พื้นน้ำแข็งนั้นเป็นทะเลสาบที่มีความลึกมิดท่วมหัวพ่อแม่ของเด็กอยู่เบื้องล่าง

     เราเดินกันต่อเข้าไปในส่วนที่เต็มไปด้วยไม้สนสูงใหญ่ล้อมรอบทะเลสาบนั้น แปลกใจที่มีคนออกมาวิ่งในความมืดและความเย็นเช่นนี้อยู่ไม่น้อย เดินกันมาจนถึงมุมหนึ่งที่มองออกไปเห็นทะเลสาบนั้นอยู่ฝั่งตรงข้าม ผู้คนทั้งหลายกลายเป็นจุดกระจายเคลื่อนไหวไปมาบนพื้นหิมะขาวโพลนจากระยะไกล เพื่อนค่อยๆ หยิบอุปกรณ์ผิงไฟแบบพกพาที่มีขายตามร้านค้าทั่วไปในนอร์เวย์ออกมาจากกระเป๋า พร้อมขนมปังก้อน ไส้กรอกที่ยังแข็งอยู่ราวกับเพิ่งออกจากตู้เย็น ฮอตด็อกแบบฉบับนอร์วีเจียน ที่ส่วนประกอบไม่ต่างไปจากฮอตด็อกที่ไหนเลย นอกจากฉากบรรยากาศผู้คนที่ยังยิ้มแย้ม มีชีวิตชีวา ภายใต้อากาศหนาวเหน็บแช่แข็งไม่ไหวติง

     เพื่อนชาวนอร์วีเจียนเล่าให้ฟังว่า ทักษะการแต่งตัวให้รอดในอากาศขั้วโลกนั้นเป็นหนึ่งในทักษะแรกๆ ที่เด็กนอร์วีเจียนจะได้เรียนรู้ ทักษะการใส่เสื้อผ้าหลายชั้น รวมไปถึงทักษะกิจกรรมฤดูหนาวอย่างการเล่นสกี หรือแคมปิ้งนั้นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการนับเลขอ่านเขียนในวัยแรกเข้าเรียน เพราะถ้าจะใช้เหตุผลทางอากาศในการไม่ออกจากบ้าน ไม่ทำกิจกรรม ชาวนอร์วีเจียนโดยเฉพาะในบางพื้นที่ของประเทศที่พระอาทิตย์ไม่ขึ้นทั้งวัน หรือฝนตกค่อนปี พวกเขาคงไม่ต้องทำอะไร ทักษะพวกนี้จึงถูกสอนกันตั้งแต่เด็ก เพื่อที่จะไม่ให้อะไรมาหยุดพวกเขาจากการออกไปใช้ชีวิต มีกิจกรรม มีความสุขกับชีวิตท่ามกลางสภาวะไม่เป็นใจแบบนั้นได้

     ทัศนคติแบบนอร์วีเจียนทำให้ได้รู้ว่าในอุณหภูมิติดลบฟ้ามืดสนิทนั้นมีแสงเหนือรอคอยให้เห็นอยู่ ในวันที่หิมะค้างเติ่งลื่นไม่เอื้อต่อการเดินนั้นเหมาะกับการออกมาเล่นสกี ในวันที่ฝนตกก็เหมาะแก่การเข้าไปเดินเล่นในพื้นที่สาธารณะอย่างพิพิธภัณฑ์หรือโรงละครที่กระจายตัวอยู่ทั่ว ในวันที่แดดออกก็เหมาะแก่การวางมือจากงานสักพัก หรือเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งทานอาหารร่วมกันกลางแจ้งรับแดดอุ่นๆ ก่อนแดดจะหมดไป

 

     ทฤษฎีมากมายที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะอากาศและพฤติกรรมมนุษย์ อากาศสุดโต่งอย่างนอร์เวย์ที่หนาวจัดจนอุณหภูมิติดลบเลขตัวเดียวและสองตัวไม่ส่งผลต่างต่อความรับรู้ทางผิวหนังอีกต่อไป บางเดือนพระอาทิตย์ขึ้นไม่กี่ชั่วโมง ครั้นเดือนถัดมาพระอาทิตย์กลับยาวนานยันเที่ยงคืน สภาวะเช่นนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติถูกเผยโฉมออกมาหลายแง่มุม ตั้งแต่ท่าทีการเข้าสังคม การทานอาหาร การพักผ่อน การออกแบบวางแผนพื้นที่สาธารณะ การขนส่งคมนาคมที่ไม่เคยติดขัดแม้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เพราะถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งาน ไปจนถึงทัศนคติการใช้ชีวิต

     “There is no such thing as bad weather.” ดูจะมีนัยยะมากกว่าการแต่งตัวให้เหมาะสมกับอากาศ ในความหมายที่ว่า อากาศและหลายๆ เรื่องในชีวิตอาจดูแย่ ไม่สะดวกสบายในความคาดหวังของมนุษย์เรา หากแต่เราไม่สามารถทำอะไรกับปรากฏการณ์ภายนอกเหล่านั้นได้ สิ่งเดียวที่จัดการได้คือความรู้สึกนึกคิด ท่าทีของเราต่อปรากฏการณ์เหล่านั้นเอง

     นอร์เวย์บอกเราว่า ถ้าอากาศมันหนาว ก็ลงทุนกับเสื้อดีๆ มาใส่ซะ ถ้ากลัวฝนก็พกร่มก่อนออกจากบ้าน ป่วยการจะพร่ำบ่นอากาศหรือสถานการณ์ใดๆ ในชีวิต มันง่ายกว่าที่จะเรียนรู้ ปรับตัวให้สอดคล้องไปกับมัน และนั่นแหละน่าจะเป็นสิ่งที่ผู้คนในประเทศที่ถูกจัดอันดับว่ามีความสุขมากที่สุดในโลก แม้ในวันติดลบมาก บอกเอาไว้เป็นนัยๆ

Share Post
Like 3 View 1011

Author

พชร สูงเด่น

นักศึกษาทุน Erasmus Mundus ด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนา กำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่ต้องวุ่นๆ สลับไปมาระหว่างนั่งเขียนรายงานในห้องสมุด อบขนมในห้องครัว เรียนรู้นอกห้องเรียนด้วยการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในยุโรป และการนั่งเขียนบันทึกทั้งหมดส่งมาให้ a day BULLETIN