City Tales | รู้จักรัสเซียผ่านบทสนทนาระหว่างคนสองวัยบนรถไฟสายยาวที่สุดในโลก

รถไฟเบอร์ 2 ตู้ ขบวนเบอร์ 14 ที่นั่งเบอร์ 16 ระยะเวลาเดินทาง 78 ชั่วโมง ก่อนจะถึงที่หมายแรก พร้อมข้อมูลการเดินทาง เวลาท้องถิ่นเมื่อเทียบกับเวลาบนรถไฟถูกเขียนไว้อย่างละเอียดโดยเพื่อนชาวรัสเซียที่พบกันในโฮสเทลและคอยช่วยเหลือเพื่อเตรียมตัวเดินทางโดยรถไฟข้ามจากเมืองหลวงฝั่งตะวันตกไปยังสุดขอบตะวันออกของประเทศรัสเซีย

     ความใส่ใจของเพื่อนใหม่ที่มากล้นจนเรานึกไม่ออกว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นไปได้อย่างไรหากปราศจากมิตรภาพ และต้องประหลาดใจกับความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเมื่อได้พบและพูดคุยกับคนรัสเซียที่ใครต่อใครต่างบอกเป็นเสียบเดียวกันว่าเป็นคนเย็นชาพอกับอากาศหน้าหนาว ก้าวแรกในประเทศนี้ที่ภาษาอังกฤษไม่ช่วยอะไร และการยิ้มสู้ก็ดูจะไม่ช่วยให้ได้รับความเห็นใจเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดจึงเต็มไปด้วยความคาดเดาไม่ได้

 

     “เราไม่ยิ้มเพียงเพราะว่ามันสุภาพ

 

     โบริส เพื่อร่วมทางชาวรัสเซียที่ชะตาจัดวางให้มาอยู่ในตู้ที่นั่งเดียวกันกล่าวอย่างไม่รู้ว่าติดตลกหรือไม่ กับรอยยิ้มจางๆ ที่เริ่มเผยให้เห็นหลังเปิดบทสนทนากันมากว่าชั่วโมง จากนั้นนั่งร่วมทางกันมาเกือบค่อนวันจนวิวข้างทางเริ่มซ้ำซาก คนในตู้จึงได้เริ่มหันมามองหน้ากันแทนมองออกไปข้างนอก

     บทสนทนาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งจากการยื่นช็อกโกแลตที่เรามีอยู่เต็มถุงให้โบริสที่นั่งอยู่ตรงข้าม หัวข้อสนทนาก็กระจัดกระจายคล้ายว่าจะคุยกันไม่จบสักเรื่อง ทว่าความหลากหลายของเรื่องราวกลับทำให้ความคุ้นเคยค่อยๆ ก่อตัว เสียงหัวเราะค่อยๆ ตามมา จนคุณลุงที่นั่งที่ถัดไปเริ่มเข้ามาร่วมวงสนทนาผ่านใบเบิกทางซึ่งก็คือช็อกโกแลตถุงเดิม โบริสเลยต้องรับหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาไปโดยปริยาย และกลายเป็นว่าบทสนทนาระหว่างคนสองรุ่นก็ค่อยๆ ขยายความเข้าใจ กระชับพื้นที่จากคนไกลต่างรุ่นให้ค่อยๆ เขยิบเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ผ่านระยะทางที่เพิ่มขึ้นทีละหลักไมล์

 

     อุปสรรคด้านภาษาที่ใช้ในการสื่อสารและความแปลกหน้าต่อกัน ดูเหมือนจะเป็นกำแพงหนากั้นเมื่อถูกจับมาอยู่ในตู้ขนาดแคบ แต่ครั้นเมื่อได้ทำความรู้จักกันแล้ว ความคิดเห็นหลากหลายก็พรั่งพรูออกมาราวกับมวลน้ำทะลักเมื่อประตูเขื่อนถูกเปิดออก

     โบริสมีความเห็นในทุกเรื่อง รวมถึงความเห็นทางสังคมการเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ใครต่อใครบอกว่าควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง แต่โบริสดูจะไม่คิดเช่นนั้นและอธิบายทันทีเมื่อเราถามข้อสังเกตถึงเรื่องความเปิดเผย เขาเติบโตมากับช่วงเปลี่ยนผ่านการปกครองที่สำคัญของรัสเซีย และเห็นวิถีชีวิตของคนสองรุ่นระหว่างก่อนและหลังสังคมคอมมิวนิสต์ ทำให้เขามองว่าการเมืองนั้นไม่ใช่แค่ความคิดนามธรรม แต่คือเครื่องมือที่ใช้เป็นเบ้าหลอมที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของทุกคนโดยตรง

 

     โบริสหันไปคุยกับคุณลุงต่อถึงเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ในยุคคอมมิวนิสต์ พร้อมแปลภาษาให้เราเป็นระยะๆ คุณลุงเล่าว่า คนยุคคุณลุงนั้นแบ่งได้เป็นสองแบบกว้างๆ คือ คนที่มีความหวังกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ และคนที่ยังติดอยู่กับอดีตโหยหาความเคยชินในยุคก่อน การเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบนั้นว่าใช้เวลาแล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้คนที่ถูกหล่อหลอมด้วยวิถีชีวิตที่เติบโตมานั้นอาจใช้เวลานานยิ่งกว่า…

     โบริสหันกลับไปคุยกับลุงอยู่พักใหญ่ ทิ้งให้เรารู้สึกเสียดายที่ไม่รู้ภาษารัสเซียแม้แต่คำเดียว จนพลาดโอกาสในการร่วมวงสนทนาของคนสองรุ่นนั้นไป แต่ภาพของโบริสและคุณลุง คนสองวัยที่โน้มตัวคุยกัน ราวกับว่านี่คือสิ่งที่เขาอยากพูดคุยกันมานาน ทำให้เรารู้สึกว่าบทสนทนานั้นกำลังทำหน้าที่ของมันแล้ว ส่วนความอยากรู้อยากเห็นของคนขาจรอย่างเรา อาจไม่จำเป็นเท่าโอกาสในการทำความเข้าใจกันของคนสองรุ่นต่างเวลาที่ยังต้องใช้พื้นที่ในสังคมเดียวกัน

 

     วิวข้างทางจากธารน้ำแข็งหิมะ ป่าสน ไปจนถึงพื้นที่ราบมีบ้านไม้สไตล์รัสเซียสลับสับเปลี่ยนกันเป็นระยะๆ ชาซองแล้วซองเล่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปร้อนๆ ผู้คนที่ขึ้นมาหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันไป บนรถไฟสำหรับคนท้องถิ่นคงเป็นเพียงยานพาหนะจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ชีวิตประจำวันของผู้คนที่เกิดขึ้นตามทางกลายเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับคนต่างถิ่นอย่างเรา เสียงบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างโบริสและคุณลุงก็ดูจะเป็นซาวนด์แทร็กประกอบการเดินทางที่ทำให้ระยะเวลาครึ่งแรกของการเดินทางผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีเราก็ค่อยๆ ข้ามผ่านเส้นเวลาที่เพิ่มขึ้นทีละชั่วโมงสองชั่วโมง ในขณะที่เรื่องราวของคุณลุงพาเราเดินทางย้อนกลับไปในอดีต สอดประสานกับความเห็นปัจจุบันผ่านเลนส์สายตาของโบริส

 

     “เราถูกบอกว่านี่คือสังคมประชาธิปไตย และเราก็แค่ต้องเชื่อมันไปแบบนั้น แต่พวกเราแต่ละคนล้วนมีวิธีการในใจว่าจะใช้ชีวิตของตัวเองอย่างไร และเอาเข้าจริงเมื่อเรารู้แล้วว่าเราคาดหวังจากระบบที่ครอบเราอยู่ไม่ได้ เราก็จะหาทางสู่อิสระของเราเองให้ได้ ภายใต้กรอบกว้างๆ ที่เขาตีไว้แบบนั้น

 

     เราสังเกตว่า โบริสมี ‘sense of humor’ อารมณ์ขันกึ่งเสียดสีกึ่งเข้าใจและยอมรับความเป็นจริงแบบนี้อยู่ตลอดบทสนทนา เราถามว่ามุมมองยอมรับทว่าไม่ยอมจำนนนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของเขาหรือเป็นคุณลักษณะร่วมบางอย่างของชาวรัสเซียน โบริสเบิกตาขึ้นเล็กน้อยแล้วตอบว่า เราบอกไม่ได้หรอกว่าเราเป็นแบบไหนเมื่อเราเป็นสิ่งนั้นอยู่ และรัสเซียก็กว้างใหญ่เกินกว่าที่จะเหมารวมอธิบายใครคนหนึ่งกับคนที่เหลือได้

     โบริสหันไปถามคุณลุงถึงความเห็นในเรื่องนี้ คุณลุงบอกว่า อารมณ์ขันนั้นเป็นเรื่องจำเป็นในช่วงยุคคอมมิวนิสต์ และทักษะการเล่นตลกกับโชคชะตาชีวิตที่เลี่ยงไม่ได้ก็เป็นสิ่งจำเป็นในช่วงเวลาแบบนั้น…

 

     แม้ว่าโบริสและคุณลุงจะเล่าเรื่องราวที่สะท้อนมุมมองว่าการเมืองส่งผลต่อชีวิตมากแค่ไหน ในช่วงท้ายของบทสนทนา โบริสก็บอกกับเราว่า มันไม่ใช่แก่นสาระสำคัญของทุกเรื่องในชีวิต เขามองว่ามันช่างน่าขำที่แม้กระทั่งงานฟุตบอลโลกที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพในปีนี้ เกมการเมืองโลกก็ดูจะมีผู้เล่นกระโดดเข้ามาเล่นกันในสนามก่อนที่การแข่งขันกีฬาจะเกิดขึ้นจริงด้วยซ้ำ ถึงแม้ประเทศต่างๆ จะมีท่าทีอย่างไรต่อการที่รัสเซียได้เป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้

     โบริสหวังเพียงว่าเมื่อเกมเริ่มขึ้นจริงๆ แล้ว กีฬาจะทำหน้าที่ให้คนได้สนุกไปกับมัน และถ้าหากมันจะทำให้คนต่างชาติได้มองเห็นแง่มุมอื่นของชาวรัสเซียนอกไปจากมุมมองที่ว่าพวกเขาเป็นคนเย็นชา เข้าถึงยากได้บ้างก็น่ายินดี

 

     “วอดก้าสักสองสามช็อต อาจช่วยให้คนเราผ่อนคลาย และเปิดใจได้มากขึ้น

 

     โบริสพูดติดตลกตามสไตล์ และถึงแม้เราจะดื่มกันแต่น้ำชา บทสนทนาระหว่างทาง ระหว่างช่วงวัยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ก็ดูจะทำให้ระยะทาง 9,288 กิโลเมตร บนทางรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลกไม่ยาวจนเกินไป และบทสนทนาของคนสองช่วงวัย ก็ดูจะทำให้การข้ามผ่านช่วงเวลา 7 ไทม์โซน เป็นการเดินทางเพื่อเข้าใจรัสเซียจากอดีตสู่ปัจจุบันได้ชัดมากขึ้นกว่าก้าวแรกที่เราขึ้นมาบนรถไฟ

     เปลี่ยนจากประเทศที่ไม่รู้จักให้เป็นประเทศที่เราก็ยังพูดไม่ได้ว่ารู้จักดีขึ้น แต่พูดได้เต็มปากว่าอยากรู้จักรัสเซียมากขึ้นไปกว่าภาพสัญลักษณ์ค้อนเคียว ดาวแดงที่คุ้นเคย

Share Post
Like 2 View 713

Author

พชร สูงเด่น

นักศึกษาทุน Erasmus Mundus ด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนา กำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่ต้องวุ่นๆ สลับไปมาระหว่างนั่งเขียนรายงานในห้องสมุด อบขนมในห้องครัว เรียนรู้นอกห้องเรียนด้วยการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในยุโรป และการนั่งเขียนบันทึกทั้งหมดส่งมาให้ a day BULLETIN