วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | ‘การงานของฉัน’ คือความวิตกกังวลใหม่ของพวกเรา

Editor's Note
24 Oct 2018
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

การใช้งานโซเชียลมีเดียของเราได้มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ความวิตกกังวลเรื่องงานกำลังจะกลายมาเป็นหัวข้อหลักที่เราหันมาแสดงออกอย่างสม่ำเสมอบนพื้นที่ของเราเอง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ โซเชียลมีเดียครอบงำชีวิตเราในมิติของไลฟ์สไตล์และวิถีการบริโภคจับจ่าย อย่างที่พวกเราคุ้นเคยกันดีกับภาพฟู้ดพอร์น ลักชัวรีโปรดักต์ การท่องเที่ยวต่างประเทศ และการแอ็กท่าถ่ายเซลฟีแบบสปอร์โนเซ็กชวล ที่หมายถึงคำว่า สปอร์ต+เซ็กชวล คือภาพถ่ายตัวเองเพื่อโชว์ซิกซ์แพ็ก หรือในชุดว่ายน้ำ ชุดโยคะรัดรูป

เราซื้อหาสินค้าและบริการมาแต่งเติมไลฟ์สไตล์และร่างกายของตัวเอง เพื่อประชันขันแข่งในโซเชียลมีเดียโดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เราทำให้มันกลายเป็นศูนย์กลางของการอวดความสุขของตัวเอง และศูนย์กลางของความอิจฉาริษยาของคนอื่นไปพร้อมๆ กัน

     แต่ในช่วง 1-2 ปีมานี้ คอนเทนต์ไลฟ์สไตล์และการบริโภคจับจ่าย ได้ดำเนินมาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว มันฝืดเฝือ เกร่อ น่าเบื่อ สูญสิ้นพลังในการเล่าเรื่องราวชีวิตของเราเอง ไม่มีสัญญะของความเหนือกว่าคนอื่นอีกต่อไปแล้ว เราจึงค่อยๆ เคลื่อนย้ายรูปแบบการเล่าเรื่องราวจากไลฟ์สไตล์ไปสู่ชีวิตในอีกปริมณฑลหนึ่ง คือส่วนของเวิร์กสไตล์ หรือในชีวิตภาคการทำงาน

     คุณค่าใหม่ที่เราใช้สื่อสารถึงกัน เพื่อใช้ในการก่อสร้างตัวตนของเราขึ้นมา ให้มีหน้ามีตาอยู่ในโลกเสมือนแห่งนี้ ไม่ได้มาจากขนมปังปิ้งโปะไอศกรีมลูกใหญ่ หรือเนื้อย่างติดมันเยิ้ม แต่มาจากการอวดชีวิตการทำงาน การบอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จในแต่ละวันๆ ผลงานชิ้นใหม่ ระดับรายได้ ลูกค้าที่ได้มา การแฮงเอาต์กับเพื่อนร่วมงานในสถานที่หรูหรา การมีเน็ตเวิร์กกิ้ง ได้พบปะผู้คน รู้จักคนนั้นคนนี้ ได้ไปร่วมงานอีเวนต์ และได้เซลฟีกับคนดังในแวดวงการทำงาน ฯลฯ

     โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เรารู้สึกเหมือนมันเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่จะต้องทำควบคู่ไปกับการทำงานจริงๆ คือการอวดการทำงานนั้นๆ ให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย และในทางตรงกันข้าม โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เราจะเปรียบเทียบงานของตัวเองกับงานของคนอื่นไปพร้อมกัน และมันง่ายมากๆ ที่จะรู้สึกว่าเหมือนดูถูกดูแคลนตลอดเวลา

      เหมือนกับกรณีตัวอย่างเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ที่มีคนออกมาโพสต์ข้อความและภาพเซลฟีประมาณว่าอย่ามาดูถูกคนที่เรียนไม่จบ ถึงจะเรียนไม่จบก็สามารถทำงานหาเงินทองได้มากมาย พร้อมกับโชว์เงินทอง เครื่องประดับ และรถยนต์ของตัวเอง

     คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มองงานที่ตัวเองทำอยู่ในมุมใหม่ พวกเขาใช้มันเพื่อสร้างคุณค่าแบบใหม่ในโลกออนไลน์ ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อบ่นเบื่อ กรีดร้อง เสร็จแล้วก็ถ่ายภาพเซลฟีตัวเองว่ากำลังทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ พร้อมกับอวดโอ่การประสบความสำเร็จไปในเวลาเดียวกัน เพื่อแสดงให้เพื่อนคนอื่นๆ เห็นว่าพวกเขาใช้เวลาอย่างไม่มีประสิทธิภาพ มัวแต่เล่นโซเชียลมีเดีย เสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์ จึงไม่สามารถครอบครองความสุขความสำเร็จได้เท่าพวกเขา

     โซเชียลมีเดียกำลังจะกลายเป็นโลกของการทำงานแข่งกัน หลังจากที่เราเคยกินชิบูยาโทสต์แข่งกันเมื่อหลายปีก่อน สิ่งที่คนรุ่นเรากำลังจะต้องเผชิญ คือความวิตกกังวลในเรื่องงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาจะเจ็บปวดในทุกๆ มิติของชีวิต หมายถึงชีวิตที่ไม่มีเงินทองมากพอจะไปบริโภคสินค้าและบริการแพงๆ และในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็มีชีวิตการทำงานที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ไม่มีชื่อเสียง ไม่ได้ไปเรียนต่อเมืองนอก หรือไม่ได้เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์แบบที่เห็นบนนิวส์ฟีดของตัวเอง

     หนังสือแนว brainy book จึงขายดี งานโละสต็อกขายหนังสือต่างประเทศเก่าๆ จึงมีคนแห่ไปซื้อมาเพื่อถ่ายรูปโชว์หน้าปก และหนังสือแนวเยียวยาจิตใจ และเหล่าไลฟ์โค้ชจึงกลายเป็นที่ต้องการอย่างมากในตอนนี้

     โลกยุคก่อน เราแทบจะไม่ได้มีโอกาสเปรียบเทียบชีวิตความเป็นอยู่ และการงานของตัวเองกับเพื่อนร่วมรุ่น นอกเสียจากตอนที่ไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นแค่ปีละครั้ง หรือนานๆ ทีที่ได้ไปงานแต่งงานเพื่อนร่วมรุ่น ก็จะเห็นว่ามีเพื่อนบางคนที่โดดเด่นเหนือกว่า แล้ววันรุ่งขึ้น เราก็ได้กลับมาสู่ชีวิตการทำงานปกติ ที่เห็นเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศเดียวกัน ระดับเงินเดือนและตำแหน่งไล่เลี่ยกัน ทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไรกับตัวเอง

     แต่ในทุกวันนี้ เราเห็นเพื่อนร่วมรุ่นเราทุกวัน แต่ละวันๆ ในโลกโซเชียลมีเดียดำเนินไป ปี 2018 กำลังจะผ่านพ้นไป ภาพชิบูยาโทสต์และภาพเซลฟีวิ่งวันอาทิตย์ช่วยอะไรเราไม่ได้อีกต่อไปแล้ว โดยที่เรายังไม่ได้ทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันพอจะเอามาโพสต์อวดได้เลย

 


หมายเหตุ เรียบเรียงใหม่จากโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ปี 2016

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า