วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | เค้าลางแห่งความเปลี่ยนแปลงจาก Downton Abbey ถึงเราทุกคนในวันนี้

Editor's Note
24 Jul 2018
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

เมื่ออ่านหนังสือ It’s Complicated แล้วทำให้ผมนึกถึงซีรีส์เรื่อง Downton Abbey ผมชอบตรงที่ทั้งหนังสือและซีรีส์เล่าเรื่องชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดาสามัญของผู้คน แต่โอบคลุมบรรยากาศทั้งหมดไว้ด้วยแนวความคิดที่สลับซับซ้อนกว่านั้น เกี่ยวกับสภาพสังคมภายนอกที่มีต่อสภาพจิตใจภายใน อันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

     It’s Complicated เป็นหนังสือที่เรียบเรียงจากงานวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณา ตามติดชีวิตวัยรุ่นอเมริกันยุคมิลเลนเนียลกับการใช้งานโซเชียลมีเดีย ขณะที่ Downton Abbey เป็นซีรีส์แนวดราม่าเกี่ยวกับครอบครัวชนชั้นสูงในประเทศอังกฤษและเหล่าคนรับใช้ของเขา ตอนช่วงต้นศตวรรษที่ 20
     Downton Abbey ตอนแรก ของซีซันแรก เปิดเรื่องด้วยภาพหัวรถจักรไอน้ำกำลังห้อตะบึงชำแรกแทรกเข้าไปในท้องถิ่นชนบท ภาพตัดเข้าไปให้เห็นสภาพความเป็นอยู่โอ่อ่าภายในคฤหาสน์หรูที่เพิ่งมีไฟฟ้าเข้าไปถึง และทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกับการได้ลองเปิดหลอดไฟเป็นครั้งแรก ในขณะที่ It’s Complicated เริ่มต้นเล่าถึงสภาพสังคมวัยรุ่นไฮสกูลอเมริกัน พวกเขาเข้าร่วมงานแข่งขันกีฬาและงานพรอม พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปเล่นกัน แชร์ใส่โซเชียลมีเดีย และแท็กหากันสนุกสนาน

     ภาพชีวิตแสนธรรมดาจากช่วงเวลาที่แตกต่างกันนานถึงหนึ่งร้อยปี บอกเล่าแก่นเรื่องราวทั้งหมดของหนังสือและซีรีส์ มันเผยให้เห็นถึงเค้าลางของความเปลี่ยนแปลงที่กำลังคืบคลานเข้ามาสู่ผู้คนและสังคม โดยผู้ที่อยู่ในเรื่องราวเหล่านั้นไม่ทันสังเกตหรือไม่ทันรู้ตัวหรอก มีเพียงผู้ชมเท่านั้นที่คอยสังเกตการณ์จากภายนอก จะค่อยๆ มองเห็นรูปแบบของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จากเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงรากฐานเดิมๆ ในสังคม

     ใน Downton Abbey สภาพสังคมภายนอกคฤหาสน์หรูกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจากมหาสงคราม และสิ่งที่สำคัญและมีอิทธิพลกว่านั้น คือเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นและค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในชีวิตของผู้คน เปรียบเทียบกับวัยรุ่นยุคมิลเลนเนียลในหนังสือ ถือเป็นดิจิตอลเนทีฟ หรือเด็กที่เกิดมาในโลกที่ทุกอย่างเป็นดิจิตอลไปหมดแล้ว พวกเขาถูกเรียกอีกอย่างว่า ดิจิตอลนาอีฟ เพราะไม่รู้ถึงความแตกต่างของยุคสมัย ไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

 

     ยุคต้นศตวรรษที่ 20 ไฟฟ้าและหลอดไฟทำลายข้อจำกัดของพื้นที่และเวลา ทำให้คนเราสามารถมีชีวิตตอนกลางคืนได้ยาวนานขึ้น และก่อให้เกิดพื้นที่รวมตัวของผู้คนเข้ามาอยู่ด้วยกัน ความสัมพันธ์ของผู้คนจึงเปลี่ยนไป ทั้งรูปแบบการพูดคุยและเรื่องราวที่พูดคุยกัน กระแสไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารภายในคฤหาสน์หลังนั้นก็เปลี่ยนแปลงไป มีเรื่องซุบซิบนินทากันในห้องครัว คนในห้องนั่งเล่นวางมาดคุยกันแบบมีชั้นเชิง
รถไฟเร่งความเร็วของการเดินทาง ระบบขนส่งขนาดใหญ่ที่พาผู้คนเดินทางไกลๆ ไปในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดสำนึกเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคม ผู้หญิงเริ่มมีภาระนอกบ้านมากขึ้น เนื่องจากสงครามโลกพรากผู้ชายไปหมด ก็ทำให้เกิดสำนึกเกี่ยวกับสิทธิสตรี เทคโนโลยีสื่อสารอื่นๆ อย่างหนังสือพิมพ์ โทรเลข โทรศัพท์ ค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในแต่ละตอนของเรื่อง นำข่าวสารจากท้องถิ่นห่างไกลเข้ามาส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อสังคมภายในบ้าน

     ในขณะที่วัยรุ่นยุคมิลเลนเนียลกระโจนเข้าหาโซเชียลมีเดีย เทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดพื้นที่รวมตัวของผู้คนเข้ามาอยู่ด้วยกันไม่ต่างจากหลอดไฟใน Downton Abbey พวกเขาพูดคุยสื่อสารกันเกิดเป็นกระแสไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในสังคม สำนึกความเท่าเทียม สำนึกของตัวตน เราทุกคนเข้าไปครอบครองพื้นที่ใหม่ และพยายามไต่เต้าขึ้นไปในลำดับชนชั้น

     เวลาห่างกันร้อยปี เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่มนุษย์ทำสิ่งเดิม สิ่งเดียวกัน แก่นแท้ภายในของเรายังคงเดิม ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวละครในซีรีส์ หรือผู้ใช้โซเชียลมีเดียแต่ละคนๆ ว่าเป็นคนดีหรือเลว แต่ความเปลี่ยนแปลงเกิดจากคลื่นขนาดยักษ์จากภายนอกที่ถาโถมเข้าใส่ พัดพาชะตากรรมของพวกเราให้ดำเนินไปตามกระแส อาจจะมีช่องว่างเหลือเพียงเล็กน้อยให้กับเจตจำนงของปัจเจก ในแต่ละทางแยกซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของกระแสน้ำ ว่าพวกเราเลือกทำในสิ่งที่ผิดหรือถูก

     Downton Abbey จึงสนุกได้ในหลายระดับ ง่ายที่สุดคือดูเป็นเรื่องการต่อสู้และต่อรองระหว่างชนชั้นสูงกับเหล่าคนรับใช้ของพวกเขา มีการทรยศหักหลัง คุณธรรมน้ำมิตร และชิงรักหักสวาท ในระดับลึกลงไป เมื่อเข้าไปพิจารณาดูแต่ละจุดของความขัดแย้ง จึงจะรู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยี

     โลกโซเชียลมีเดียก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราเข้าไปวิ่งเล่นกันอยู่ข้างในนั้นก็จะพบกับความสนุกหลายระดับ ถ้ามองอย่างผิวเผิน เราจะเห็นคอนเทนต์มากมายมหาศาลถาโถมเข้ามาในแต่ละวินาทีๆ มีข่าวเสือดำบ้าง ข่าวหมูป่าบ้าง ชำแรกแทรกผ่านหน้าจอบนฝ่ามือด้วยความเร็วยิ่งกว่าหัวรถจักรไอน้ำ

 

downton abbey

 

     ผมชอบหนังสือ It’s Complicated ตรงที่มันไม่ได้อธิบายโซเชียลมีเดียด้วยการวิเคราะห์ตัวเนื้อหาของข่าวสารที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเต็มไปด้วยข่าวร้าย ความขัดแย้ง ถ้อยคำรุนแรง เซ็กซ์ หรือเรื่องไร้สาระอย่างที่เห็นกันอยู่เป็นประจำ มันจึงง่ายมากๆ ที่จะทำให้เรามีท่าทีหวาดระแวงเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ และมองว่าเด็กรุ่นใหม่กำลังมีปัญหาในการใช้งานมัน

     แต่หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์ที่ตัวเทคโนโลยีสื่อในฐานะที่เป็นสารด้วยตัวมันเอง เทคโนโลยีเป็นส่วนต่อขยายความสามารถทางกายและจิตใจของผู้ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งมันเป็นเรื่องของพื้นที่ เหมือนกับเมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อน ทีวีและชุดเครื่องเสียงที่กลายเป็นพื้นที่กลางของบ้าน สมาชิกทุกคนต้องมานั่งกองรวมกัน จนกระทั่งเมื่อเกิดทีวี 14 นิ้ว และซาวนด์อะเบาต์ ก็ทำให้ทุกคน แยกย้ายกันอยู่ในห้องส่วนตัว เทคโนโลยีทำให้พื้นที่และเวลาถูกบิดเบือนไป และผู้ใช้ได้ต่อขยายร่างกายและจิตใจเข้าหากันในรูปแบบใหม่

     การศึกษาสื่อจึงไม่ใช่เพียงแค่ดูที่เนื้อหา หนังสือ It’s Complicated จะท้าทายให้เรามองโซเชียลมีเดียในอีกระดับ ว่าสิ่งสำคัญกว่าคือการดูว่าสื่อทำงานอย่างไรในการเชื่อมโยงผู้คน และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไร

     มันจึงไม่เกี่ยวกับว่าจะเป็นข่าวเรื่องเสือดำหรือหมูป่า ข่าวสารที่เราเห็นว่าฮือฮากันเหลือเกินในโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นแค่กล่องเปล่าที่เราโยนไปโยนมาใส่กันตามธรรมเนียมปฏิบัติของพื้นที่แห่งนี้ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือเทคโนโลยีทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไร พฤติกรรมที่เราใช้งานมัน และความคิดที่เรามีต่อมัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า