วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | อะไรคือแรงขับที่แท้จริงเมื่อสิ่งสำคัญที่สุดคือการมีชีวิตอยู่อย่างอิสรเสรี

Editor's Note
21 May 2018
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ห้าปีก่อนตอนที่ตัดสินใจรับลูกแมวจรจัดตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ในบ้าน เราเคยคิดว่า ดีจังเลย ต่อไปนี้จะได้มีแมวของตัวเอง เอาไว้ถ่ายรูปน่ารักๆ อัพใส่โซเชียลมีเดียได้ทุกวัน

     บางทีพอมองย้อนไปในตอนนั้นก็ขำๆ นึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเรากลายเป็นคนรักแมวตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะด้วยกฎของแรงดึงดูด ชะตาฟ้ากำหนด ธรรมะจัดสรรให้เรากับมันได้มาเจอกัน ฯลฯ หรืออาจจะเป็นเพราะอัลกอริธึมอันเร้นลับของเฟซบุ๊กก็ได้ ที่ทำให้บนฟีดข่าวของเรา เต็มไปด้วยรูปภาพและเรื่องราวของแมวจำนวนมากมายมหาศาล

     เจ้าของทุกคนดูมีความสุข บางคนเปิดแฟนเพจให้กับมันจนประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดังจนกลายเป็นดาราย่อมๆ มีมูลค่าเชิงธุรกิจมากมาย ในเมืองนอกถึงกับมีคนเขียนหนังสือประมาณว่า How to Make Your Cat an Internet Celebrity: A Guide to Financial Freedom

     ตอนนั้นเราไม่ได้คิดฝันอะไรใหญ่โต เพียงแค่รู้สึกตื่นเต้นกับลูกแมวแสนซนตัวเล็ก ขนาดที่วางอยู่บนฝ่ามือได้ มันทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมด แรกๆ เราซื้อของเล่นของใช้ สำหรับแมวมากมายมาวางกองให้มัน คอยจับตาดูอากัปกิริยาต่างๆ แล้วพยายามใช้กล้องโทรศัพท์ถ่ายรูปเก็บไว้

     เราตั้งแฟนเพจให้มันด้วย ชื่อเพจว่า ‘ติ่งจิ๋วหลิว’ จนกระทั่งเราค่อยๆ เรียนรู้ว่าการถ่ายรูปแมวไม่ใช่เรื่องง่าย มันไม่เคยยอมให้เราถ่ายรูป นอกจากว่าจะแอบถ่ายตอนที่มันกำลังเผลอหรือหลับ ซึ่งภาพที่ออกมาก็จะดูไม่สวย ไม่น่าสนใจอยู่ดี เพราะไม่มีท่าทีหรือแววตาปฏิสัมพันธ์กับเรา ถ้าจะถ่ายมันตอนตื่นก็ต้องหลอกล่อด้วยอามิสสินจ้างสารพัด อย่างขนมแมวเลียหรือด้วยแปรงขนอันโปรด แต่พอเราคว้ากล้องโทรศัพท์ขึ้นมาเล็ง มันก็จะตะปบปัดกล้องทิ้ง หรือไม่ก็เดินจากไปเสียเฉยๆ

     แมวเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาจจะเรียกว่าใจร้ายก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมวจร ที่ถูกเลี้ยงในระบบปิดอย่างโดดเดี่ยวภายในบ้านตั้งแต่เล็กๆ มันมีตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เอาแต่ใจ ไม่ไยดีกับอะไรทั้งสิ้น และไม่เคยเรียกร้องความสนใจใดๆ ไม่เคยหยุดนิ่งเพื่อโพสท่าให้ดูน่ารัก ไม่เคยยื่นกล้องให้แล้วร้องขอให้ใครช่วยถ่ายภาพ ไม่เคยทำท่ากดไลก์หรือท่ามินิฮาร์ต หรืออาจจะมองอีกด้าน แมวคือรูปแบบของชีวิตที่บริสุทธิ์ที่สุด หิวก็กิน อิ่มก็นอน เบื่อก็เดินจากไป มันพึงพอใจในตัวเอง มีเสรีภาพอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเลือกเองว่าจะทำอะไร ไม่ทำอะไร โดยไม่ขึ้นกับสายตาของใคร

     มันมีชีวิตเพื่อตัวมันเองอย่างแท้จริง

     เมื่อสองสามปีก่อน เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นนักแสดงละครเวที จัดการแสดงเล็กๆ ขึ้นที่ห้องสตูดิโอของหอศิลป์ กรุงเทพฯ

     ภายในห้องขนาดไม่ใหญ่นักหรอก พอแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งไปเป็นเวทีและฉาก แบ่งกั้นส่วนของทีมงานเบื้องหลังไว้เป็นสัดเป็นส่วน ก็จะเหลือที่นั่งสำหรับผู้ชมได้สักรอบละ 40-50 คน เขาเล่าให้ผมฟังว่ามีการแสดงอยู่รอบหนึ่ง มีคนมานั่งดูเพียงคนเดียว… เพียงคนเดียว

     ก็เป็นอย่างที่คนส่วนใหญ่ชอบบ่นกันว่าวงการศิลปะบ้านเราไม่เติบโตเท่าที่ควร เพราะวัฒนธรรมการเสพศิลปะไม่แข็งแรง การจัดแสดงผลงานอะไรออกมาโดยหวังจะได้การรับรู้ชื่นชม ผลตอบแทนเป็นรายได้หรือชื่อเสียงใดๆ ถือว่าเป็นเรื่องยากมาก

     ถ้าผลงานไม่ได้รับการโปรโมตกันขนานใหญ่จนกลายเป็นกระแสคลั่งไคล้เกินระดับปกติธรรมดา พิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีโดยทั่วไปมีคนเดินกันโหรงเหรง ละครเวทีเนื้อหาแอบสแตรกต์หน่อย จัดโดยคณะละครเล็กๆ ตามปกติแล้วก็มีตลาดคนดูกลุ่มเล็กๆ คอยติดตามอยู่ เก็บค่าบัตรเพียงไม่กี่ร้อยบาท ไม่ได้แพงถึงระดับเป็นพัน

     นักแสดงและทีมงานเบื้องหลังมีจำนวนรวมกันสิบกว่าชีวิต ลองคำนวณดูแล้วว่าถึงแม้จะมีผู้เข้าชมเต็มทุกที่นั่ง ก็จะมีรายได้จากค่าบัตรรวมแล้วแค่หลักหมื่น เมื่อหักค่าเช่าสถานที่ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าแอร์ ค่าใช้จ่ายต่างๆ มันแทบจะไม่คุ้มค่าเสียเวลาในชีวิต ของคนทำงาน ที่ต้องเขียนบทและมาร่วมฝึกซ้อมก่อนหน้านั้นเป็นเดือนๆ ด้วยซ้ำ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำงานแบบนี้ในเชิงธุรกิจ ส่วนใหญ่ศิลปินทำงานศิลปะ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรธุรกิจใหญ่ๆ เจียดมาให้ โดยที่แต่ละคนมีงานประจำอื่นๆ ที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพจริงๆ

     เพื่อนผมบอกว่าการแสดงรอบนั้นพวกเขาแสดงกันอย่างเต็มที่ ต่อหน้าสายตาเพียงคู่เดียว ถึงแม้จะมีผู้ชมคนเดียว แต่การแสดงก็ต้องดำเนินไป งานคืองาน เราอาจจะเรียกศิลปินเหล่านี้ว่าเป็นพวกหยิ่งทะนงก็ได้ แต่เราอาจจะมองพวกเขาอีกด้านหนึ่ง ว่านั่นคือการทำงานเพื่อความพึงพอใจในตัวเองอย่างแท้จริง

     บางทีงานแบบที่ทำโดยไม่คาดหวัง อาจจะให้ความสุขกับเราได้มากกว่างานที่เราคาดหวัง การทำงานเพื่อทำงาน การแสดงละครเพื่อการแสดงละคร ศิลปะเพื่อศิลปะ อยากทำอะไรก็ทำ มันคือเสรีภาพสูงสุดของมนุษย์ที่สามารถเลือก ตัดสินใจได้ว่าเขาจะมีชีวิตอย่างไร ทำงานอะไร โดยไม่คาดหวังผลตอบแทนจากภายนอกเป็นเรื่องเงินทองหรือชื่อเสียง

     ศิลปินทำงานเพื่อตัวของพวกเขาเองอย่างแท้จริง

     เมื่ออาทิตย์ก่อนมีนักเขียนรุ่นน้องคนหนึ่งมาสัมภาษณ์ผมเรื่อง ‘อิคิไก’ เขาถามผมในฐานะผู้แปลหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ามีตรงไหนที่สอดคล้องกับมุมมองของผมที่มีต่อชีวิตและการทำงาน

     ผมออกตัวไปว่าไม่ใช่กูรูในเรื่องนี้ คิดว่าตัวเองอาจจะยังไม่เข้าใจมันมากนัก อีกทั้งอิคิไกคงจะมีความหมายแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละคน เพียงแต่สำหรับผม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการมีชีวิตอยู่อย่างอิสรเสรี มีความเป็นตัวของตัวเอง มีเสรีภาพอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเลือกและตัดสินใจได้เองว่าจะทำงานอะไร ไม่ทำงานอะไร โดยไม่ขึ้นกับสายตาของใคร

     โซเชียลมีเดียทุกวันนี้ทำให้ชีวิตของเราขึ้นอยู่กับสายตาของคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เรารู้สึกว่าต้องมีความสุขความสำเร็จ เพื่อจะได้เป็นเหมือนกับคนอื่นที่เราเห็น จนบางทีเรานึกย้อนกลับไปไม่เจอแล้วว่าเราทำสิ่งที่ทำอยู่เพราะอะไร เพื่ออะไร อะไรคือแรงขับที่แท้จริงให้เราทำสิ่งนั้น

     นิยามของคำว่า ‘งาน’ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม งานไม่ได้ให้ความพึงพอใจส่วนตัวอีกต่อไป เราทำงานไม่ใช่เพื่อทำงาน เพราะการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงตัวออกสู่สายตาคนอื่น และมันให้ผลสะท้อนกลับมาอย่างรวดเร็วทันที โดยที่บางทีงานยังไม่สำเร็จเสร็จออกมาเลยด้วยซ้ำ

     ก็ไม่ได้อยากบ่นหรือตำหนิเทคโนโลยีและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เพียงแค่บางทีถ้าเราหยุดและตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยๆ เราทำงานเพื่อทำงาน มีงานอะไรก็ทำไป จดจ่อและทุ่มเทกับงานที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าใครจะรู้ใครจะเห็นหรือไม่ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ไม่คาดหวังกับอนาคตเกินไป และไม่ขวนขวายแสวงหากับสิ่งตอบแทนจากภายนอกมากนัก

     ผมย้อนถามเขากลับไปว่า แท้จริงแล้วคุณมาสัมภาษณ์ผมทำไม… คุณอดใจได้ไหมที่เราจะไม่เซลฟีร่วมกัน และคืนนี้กลับบ้านไปจะไม่โพสต์บอกใครๆ ว่าวันนี้มาทำอะไร เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แล้วก็หัวเราะฮาออกมา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า