วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | ความจริงและตัวตนของเราในวันที่โลกหมุนวนด้วยแรงแห่งเทคโนโลยี

Editor's Note
25 Jun 2018
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

I don’t wanna be adored… Don’t wanna be first in line… Or make myself heard

วง Keane มาทัวร์คอนเสิร์ตที่เมืองไทยครั้งแรกเมื่อปี 2006 ตอนก่อนจะเล่นเพลง Hamburg Song เพลงช้าๆ ซึ้งๆ ในอัลบั้ม Under the Iron Sea ทอม แชปลิน พูดเกริ่นเข้าเพลงเล็กน้อย โดยชวนให้แฟนๆ ช่วยกันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดไฟหน้าจอเพื่อโบกไปมาเคล้าคลอกับเสียงเพลง แล้วไฟในคอนเสิร์ตฮอลล์ก็หรี่ลง เหลือไลม์ไลต์สาดลำแสงขึ้นไปบนเวที

     จำได้ว่าตอนนั้น คือเมื่อ 12 ปีก่อน โทรศัพท์มือถือที่เราใช้กันส่วนใหญ่ยังไม่ใช่แบบสมาร์ตโฟน เราทุกคนยังใช้มือถือแบบมีปุ่มตัวเลขกด ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตแบบสามจี มันทำอะไรไม่ได้นอกจากใช้โทรเข้าออก ส่ง SMS และเล่นเกมงู เครื่องที่หรูหราหน่อยก็เริ่มมีกล้องบิลต์อินและไฟแฟลช ไอโฟนรุ่นแรกจะออกวางตลาดที่อเมริกาในอีกหนึ่งปีหลังจากนั้น ใกล้เคียงกับช่วงที่แบล็กเบอรีเริ่มค่อยๆ ได้รับความนิยมขึ้นมา

 

I’d like to bring a little light… To shine a light on your life… To make you feel loved

 

     แสงไฟจากหน้าจอเล็กๆ ของโทรศัพท์มือถือวูบไหวไปมาท่ามกลางความมืด บางคนที่เป็นขาร็อกแบบดั้งเดิม ก็เลือกวิธีการที่โอลด์สกูลกว่านั้น คือจุดไฟแช็กแล้วก็โบกไปมาแทน ในคอนเสิร์ตฮอลล์เกิดเป็นภาพน่าประทับใจ ดวงไฟเล็กๆ นับหมื่นกะพริบระยิบระยับเหมือนแสงดาวกระจัดกระจายในดาราจักร โคจรอยู่รอบจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์บนเวที โคลสอัพไปที่ปลายนิ้วของนักดนตรีที่กำลังพร่างพรมบนคีย์บอร์ด

     ครั้งนั้นน่าจะเป็นครั้งท้ายๆ ในชีวิตที่เวลาไปดูคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ แล้วเราจะได้ดูการแสดงบนเวทีอย่างเต็มตาผ่านดวงตาของเราจริงๆ ไม่ถูกรบกวนตลอดเวลาด้วยแสงจากสมาร์ตโฟนจอยักษ์ของคนรอบข้าง ไม้เซลฟียื่นยาว อีกหลายปีต่อมา ผมเคยไปดูคอนเสิร์ตของวงเฉลียง แล้วพบว่ามีคนรอบตัวใช้ขาตั้งแบบโมโนพอดมากางเพื่อนั่งปักหลักถ่ายวิดีโอ หรือกดไลฟ์ถ่ายทอดสดใส่โซเชียลมีเดียของตัวเองไปแบบนั้น

     เทคโนโลยีเปลี่ยนไป ชีวิตของเราก็เปลี่ยนไป บางคนเชื่อว่าเพราะชีวิตของเราเปลี่ยนไปก่อน จึงค่อยเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมารองรับความต้องการในชีวิตที่เปลี่ยนไป แต่ในทางตรงกันข้าม ก็มีบางคนเชื่อว่าเทคโนโลยีนั้นเปลี่ยนก่อน มันตีกรอบและให้อนุญาตกับเราในการดำเนินชีวิต เท่าที่หน้าที่ของมันจะรองรับได้ ชีวิตจึงเป็นเพียงผลพวงของวัตถุสสาร ความต้องการนั้นแท้จริงถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอกตัว

 

No, don’t wanna be the only one you know… I wanna be the place you call home… I lay myself down

 

     ไม่มีใครรู้ว่าความเชื่อไหนถูกต้องกว่ากัน หรือบางทีมันอาจจะถูกทั้งคู่ หมุนวนเป็นวัฏจักรของการกำหนดกันไปกันมา สำหรับผม เชื่อว่าเทคโนโลยีส่งผลต่อตัวตนภายในของเราอย่างลึกซึ้ง ด้วยการบิดเบือนพื้นที่และเวลารอบๆ ตัวเราไปจากเดิม มันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงแค่ในระดับของความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต แต่มันทำให้ตัวตนของเราเปลี่ยนไปโดยไม่ทันรู้ตัว

     สมาร์ตโฟนบนฝ่ามือทำให้เกิดพื้นที่และเวลาเสมือน เหมือนกับมีโลกอีกใบดำเนินอยู่ควบคู่ไปกับโลกแห่งความจริง หน้าจอขนาดห้าหกนิ้วเป็นเหมือนเป็นประตูไปไหนก็ได้ที่พาเราเข้าๆ ออกๆ จากโลกหนึ่งไปอีกโลกหนึ่ง ยิ่งเข้าออกง่ายขึ้นเท่าไหร่ โลกสองใบนี้ก็เหมือนกลืนกลายมาเป็นโลกเดียวกันจนแยกไม่ออก ว่าอันไหนโลกจริงหรือโลกเสมือน

 

Fool, I wonder if you know yourself at all… You know that it could be so simple

 

     ในตอนเช้าวันทำงานอันเร่งรีบ คุณกำลังติดแหง็กเป็นชั่วโมงอยู่บนถนน คุณหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปการจราจรเบื้องหน้า แล้วโพสต์ภาพนั้นพร้อมคำบ่นด่าเกรี้่ยวกราด กล่าวโทษใครสักคนที่จะต้องรับผิดชอบต่อการไปทำงานสายในเช้าวันนี้ คุณคิดอยู่ลึกๆ ว่าเพื่อนร่วมงานและเจ้านายซึ่งเป็นเพื่อนอยู่ในโซเชียลมีเดียด้วยกัน จะได้เห็นภาพและอ่านข้อความนี้เหมือนกัน

     มันจึงกลายเป็นหลักฐานยืนยันความจริง กึ่งๆ คำแก้ตัว และกึ่งๆ คำขอโทษในเวลาเดียวกัน ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏในโลกเสมือนของเรา ทุกอย่างที่เราโพสต์เข้าไปดูเหมือนไร้สาระ แต่แท้ที่จริงแล้วพวกมันล้วนมีนัยยะบางอย่าง เพื่อบอกบางเรื่อง กับใครบางคนเสมอ มันกลายเป็นว่าความจริงเสมือนได้ไหลท่วมท้นออกมาสู่โลกแห่งความจริง ตัวตนที่อยู่ข้างในนั้นจริงจังกว่าตัวตนอยู่ที่ภายนอก

 

I lay myself down… To make it so, but you don’t want to know… You take much more… Than I’d ever ask for

 

     และก็ไม่ใช่แค่กับเรื่องรถติดทุกๆ เช้า แต่เป็นกับทุกเรื่องในชีวิตของเรา หลายครั้งที่ผมเฝ้าถามตัวเองว่าเราทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เพื่ออะไร เช่น เราไปดูคอนเสิร์ตเพราะอยากไปดูคอนเสิร์ตนี้ หรือเราไปดูคอนเสิร์ตเพราะจะได้กดปุ่มไลฟ์ให้เพื่อนๆ ของเราได้เห็น และเราไลฟ์ให้เพื่อนได้เห็นเพื่อที่จะบอกอะไรกับพวกเขา และมันจะมีความหมายอย่างไรกับการไปดูคอนเสิร์ตของเรา

     ยิ่งนับวันเรายิ่งมีตัวตนมากขึ้นๆ ไหลเวียนอยู่ในโลกเสมือนที่ยิ่งมีมากขึ้นๆ ตามจำนวนหน้าจอและแอพพลิเคชันที่เปิดใช้ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ สแนปแชต ฯลฯ เราเอาความจริงไปใส่ไว้ในโลกเสมือน เราใช้ความจริงเสมือนมายืนยันความจริง หมุนวนไปเรื่อยๆ เป็นวัฏจักรของการกำหนดกันไปกันมา จนกระทั่งเราอาจจะค้นหาความจริงแท้ไม่เจออีกแล้ว

 


Hamburg Song

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า