วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | อิคิไก

Editor's Note
28 Mar 2018
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการสำนักพิมพ์แวะมาหา แล้วก็ยื่นหนังสือเล่มนี้ให้ พร้อมกับบอกว่าผมจะต้องชอบมันแน่ๆ

อืมๆ …เหตุผลของการมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ? พอกวาดตาอ่านหน้าปกและกรีดกระดาษดูเนื้อในอย่างคร่าวๆ แล้วก็สะดุดใจกับคำนี้ ในฐานะที่เขาติดตามผลงานเขียนของผมมาเนิ่นนาน คงสังเกตเห็นว่าผมชอบเขียนถึงเรื่องราวประมาณนี้

ในวัยหนุ่ม เคยมีหนังสือของผมเล่มหนึ่งเขียนคำโปรยบนหน้าปกว่า ‘เดินเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมาย เพื่อค้นหาจุดหมายของชีวิต’ มันฟังดูย้อนแย้งและน่าตลกขบขัน การกระทำที่ไร้จุดหมายจะนำไปสู่จุดหมายอะไรได้ แต่ในวัยนั้น วันนั้น ภายในจิตใจไม่ได้หัวเราะด้วย มันกลับสับสนร้อนรุ่มกับการดิ้นรนแสวงหาอะไรบางอย่าง ที่จะนำมาเป็นคำตอบสำเร็จรูปเพื่อช่วยกอบกู้ตัวเอง มีเรื่องหนึ่งซึ่งผมชอบเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ว่าในวัยวันนั้น ผมหลงใหลในความโรแมนติกแบบในหนังของ หว่องกาไว ที่ตัวละครชอบพร่ำเพ้อด้วยเสียงวอยซ์โอเวอร์ถึงความรู้สึกแปลกแยกเปล่าเปลี่ยว เปรียบตัวเองกับนกไร้ขาต้องโผบินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ไม่สามารถหยุดลงตรงที่ใดได้เลยจนกระทั่งถึงวันตาย ราวกับว่ามันมีชีวิตอยู่ไปเพียงเพราะว่ายังไม่ถึงวันตาย ก็แค่นั้น ผมเคยพยายามทำตัวเลียนแบบภาพประทับใจในหนัง ด้วยการพาตัวเองไปล่องลอยเคว้งคว้างท่ามกลางฝูงชน แล้วก็คิดวนเวียนด้วยเสียงวอยซ์โอเวอร์อยู่ในหัวตัวเอง ด้วยคำถามที่ฟังดูน้ำเน่าหน่อยๆ ว่าเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร? สิ่งที่ทำอยู่นี้มีคุณค่ากับใคร? และอะไรคือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่? หลายปีก่อน งานเขียนของผมส่วนใหญ่พร่างพรูออกจากหัวใจไปสู่แป้นพิมพ์ด้วยวิธีนี้ ซึ่งมันเคยเวิร์กมากๆ ทำให้ผมตั้งคำถามและทบทวนเรื่องราวต่างๆ แล้วผลิตออกมาเป็นงานเขียนในรูปแบบเฉพาะแบบหนึ่ง แต่การห่มคลุมตัวเองไว้ด้วยอารมณ์ลบแบบนั้น บ่อยครั้งที่พอตื่นลืมตาขึ้นมาตอนเช้า ผ้าห่มแห่งความไร้จุดหมายนั้นช่างหนาหนักกดทับจนแทบไม่สามารถลุกขึ้นมาจากเตียง เมื่อจะออกจากบ้านก็สวมใส่มันเป็นเสื้อตัวโปรด ออกไปเดินสโลว์โมชันเผชิญกับโลกภายนอกที่วูบไหวไร้สาระ

ชีวิตพี่ช่วงนี้เป็นไงบ้าง? บรรณาธิการสำนักพิมพ์ชวนคุยสารทุกข์สุกดิบ ผมยิ้มแล้วตอบไปว่ารู้สึกพึงพอใจกับชีวิตตัวเองในวัยวันนี้ ถึงแม้จะยังคงทำงานเขียนเรื่องจุดหมายของชีวิตอยู่เหมือนเดิมตลอดมา แต่กลับรู้สึกว่ามีมุมมองและอารมณ์เปลี่ยนแปลงไป

ไม่แน่ใจเหมือนกัน ผมยังนึกหาเหตุผลอะไรมาอธิบายเพิ่มเติมไม่ถูก แค่เดาเอาเองว่าหลักๆ แล้วคงเป็นเพราะตัวเลขอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ฮอร์โมนในกายหรือสารเคมีในสมองไม่เดือดดาลพลุ่งพล่านเหมือนวัยหนุ่ม ปัญหาหลายอย่างในชีวิตและจิตใจของเรา บางทีมันอาจจะแก้ได้ด้วยเวลาที่ไหลผ่านไป อาจจะแค่นั้นเองจริงๆ เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า ผมยังคงทำงานเขียนวนเวียนไปเหมือนเดิม ไม่ใช่เพื่อบอกคนอ่านว่าคำตอบคืออะไร แต่เขียนเพื่อสำรวจทบทวนตัวเองไปเรื่อยๆ มีเพียงบางครั้งที่มันไปพ้องตรงกับความคิดของคนอื่นที่ได้มาอ่านเจอ แล้วก็ได้รับคำชื่นชมกลับมาบ้างพอเป็นกำลังใจ แต่ทุกครั้งเมื่อนั่งลงเผชิญหน้ากับจอมอนิเตอร์ที่ว่างเปล่า พรมนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ทีละเคาะ ผมดำดิ่งลงไปในความสุขล้ำส่วนตัวอย่างอธิบายไม่ถูก การทำงานเขียนสำหรับผม เป็นเหมือนการเดินทางแสวงหาออกไปไกลแสนไกล ทั้งที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม ตรงนี้ ตอนนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจนถึงป่านนี้ ชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดก็ยังคงดำเนินอยู่บนเส้นทางเดิม และยังคงไม่รู้คำตอบที่แสวงหาอยู่เสียที ชีวิตที่มีค่าคืออะไร? การงานที่มีค่าคืออะไร? มีเหตุผลอะไรที่เรายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป? ฯลฯ ผมยังตั้งคำถามทำนองนี้อยู่เสมอมา และพยายามหาคำตอบด้วยการทำงานอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะยังไม่รู้อะไรเลย แต่ผมสงบสุขภายในมากขึ้น และไม่สับสนร้อนรุ่มกับโลกภายนอกเหมือนเมื่อก่อน เห็นความงามในสิ่งเล็กๆ รอบตัว มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น และที่สำคัญคือการโอนอ่อนยอมรับตัวเองอย่างที่เป็น ไม่เฆี่ยนตีตัวเองด้วยความรู้สึกแง่ลบแบบนกไร้ขา ทุกเช้าที่ตื่นลืมตาขึ้นมา รู้สึกว่ามีใครบางคนเฝ้ารอผลของการกระทำบางอย่างของเรา ที่จะมีคุณค่าไม่ว่ามากหรือน้อย แต่มันได้ส่งต่อออกไป

พี่แปลหนังสือเล่มนี้ไหม? บรรณาธิการสำนักพิมพ์เอ่ยชวน ผมลังเลอยู่ชั่วอึดใจ เพราะรู้ดีว่าตัวเองยังไม่รู้ ยังไม่แน่ใจว่าอะไรกันแน่ที่เป็นเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ แต่ในที่สุดก็ตกปากรับคำทำงานนี้ เพราะผมรู้แน่ชัดแล้วว่าการได้ทำงานคือกระบวนการแสวงหาคำตอบของเรื่องนี้

ไม่ว่าจะเขียน แปล บรรณาธิการ ออกแบบ ถ่ายภาพ สัมภาษณ์ ประชุม ฯลฯ ผมตื่นตีห้าครึ่งทุกวันโดยอัตโนมัติ แล้วกระโดดออกจากเตียง อาบน้ำแต่งตัว แล้วเริ่มต้นลงมือทำงานไปเรื่อยๆ แม้จะสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ก็รู้สึกพึงพอใจอยู่ภายในตัวเอง ผมเชื่อว่าสิ่งนี้แหละคือเหตุผล คือจุดหมาย และคือคุณค่าของเราเอง ซึ่งเราแต่ละคนอาจจะมีสิ่งเหล่านี้แตกต่างกันไป จุดหมายของชีวิตคืออะไร? งานที่มีคุณค่าคืออะไร? เหตุผลของการมีชีวิตอยู่ต่อไปคืออะไร? ไม่มีหนังสือเล่มไหนบอกได้ตรงๆ หนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน มันไม่ได้บอกตรงๆ หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องอิคิไกกันมาบ้าง และเคยเห็นแผนภาพที่สอนแบบตรงไปตรงมาว่าเราจะค้นหาอิคิไกของตัวเอง ณ จุดตัดของวงกลมทั้งสี่ งานที่เราถนัด งานที่เรารัก งานที่เราได้เงิน และงานที่โลกต้องการ แต่ในหนังสือเล่มนี้นำเสนอเส้นทางแสวงหาที่อ้อมกว่านั้น ผ่านการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรมร่วมสมัย ไปจนถึงประสาทวิทยา ฯลฯ คนที่ต้องการคำตอบสำเร็จรูปแบบที่อ่านจบแล้วทำตามได้เลยก็อาจจะไม่ชอบหรือไม่เข้าใจมันดีนัก แต่สำหรับคนที่ผ่านการเดินทางแสวงหาคำตอบมายาวนาน จะพบเงื่อนงำบางอย่างแฝงอยู่ในแต่ละประโยค แต่ละย่อหน้า แต่ละบท ว่ามันช่างสอดคล้องและเหมาะตรงกับประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งชีวิต การทำงานไปเรื่อยๆ อย่างถ่อมตัว ปล่อยวางความคาดหวัง อยู่กับคนอื่นอย่างสอดคล้อง มีความสุขเรียบง่าย ทำใจสบายๆ และหมั่นทบทวนตรวจสอบตัวเอง นี่คืออิคิไกในแบบที่ผมค้นพบผ่านประสบการณ์ของตัวเอง การอ่านและแปลหนังสือเล่มนี้ช่วยยืนยันว่ามันใช่สิ่งเดียวกัน สิ่งที่เราแสวงหามาตลอด คำตอบไม่ได้อยู่ที่ไหน คำตอบมันอยู่ภายในชีวิตของเราเอง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า