วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | ความเศร้า น้ำตา และการกอบเก็บชิ้นส่วนของตัวเองผ่านการเขียน

Editor's Note
10 Sep 2018
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ช่วงอาทิตย์หน้า หนังสือเล่มใหม่ของผมก็จะเริ่มวางแผง มันเป็นการรวมบทบรรณาธิการในนิตยสาร a day BULLETIN ช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นช่วงเวลาที่หนักหน่วงที่สุดในทุกมิติของชีวิต ทั้งเรื่องการงาน ครอบครัว มิตรภาพ และความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของตัวเอง

     บรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book ช่วยคัดเลือกและรวบรวมขึ้นมาบางส่วน แล้วนำมาให้ผมลองอ่านดูอีกครั้ง ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนไปทบทวนชีวิตผ่านงานเขียนแต่ละชิ้นๆ ของตัวเองตลอดสองปีที่ผ่านมา

 

การเขียน

 

     มีหลายตอนที่อ่านแล้วรู้สึกอึดอัด คับข้องใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสั่งสอนเทศนา เป็นคนชอบเจ้ากี้เจ้าการกับผู้คนหรือกับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เหมือนอวดตัวว่าเป็นผู้รู้เรื่องนั้นเรื่องนี้เสียเต็มประดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปรัชญาชีวิต

     ในขณะที่มีบางตอน ที่เมื่อได้อ่านมันอีกครั้ง ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นและสดใหม่ เหมือนเพิ่งเขียนเสร็จ เคาะแป้นตัวอักษรสุดท้ายลงไป ใจยังคงสั่นๆ หวาดกลัว วิตกกังวล และความโศกเศร้าทั้งปวง น้ำตายังคงคลอๆ กับความรู้สึกที่ฝังแฝงอยู่ในแต่ละคำ แต่ละย่อหน้า แต่ละเรื่อง

     มีเพื่อนหลายคนมาบอกว่าผมเขียนหนังสือสะเทือนใจเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริบทนิตยสารสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ใช้ชีวิตและทำงานอย่างมีความสุขความสำเร็จในเมืองใหญ่

     ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบทบรรณาธิการเหล่านั้น จริงๆ แล้วผมเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นการเกริ่นนำเข้าสู่เนื้อหาภายในเล่ม หรือว่าเขียนเพื่อแบ่งปันความรู้สึกภายในใจให้กับผู้อ่านกลุ่มเล็กๆ ของตัวผมเองเข้ามาสัมผัสมัน

     ขนบของนิตยสารแต่เดิมนั้นเหมือนเป็นการบอกการสอน เพราะโลกของสื่อแบบเก่านั้นผู้คนยังขาดข้อมูลข่าวสารและความรู้ จึงต้องพึ่งพาสื่อที่จะมาคอยบอกว่าเราจะต้องทำอย่างไร อย่างเช่นนิตยสารแนวไลฟ์สไตล์ ที่จะต้องเป็นตัวแทนของผู้รู้ สามารถบอกได้ว่าช่วงนี้ผู้อ่านควรจะต้องรู้เรื่องอะไรและดำเนินชีวิตไปอย่างไร

     เทียบกับสังคมในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเปลี่ยน สื่อก็เปลี่ยนไป ข้อมูลข่าวสารและความรู้แพร่กระจายออกไปทุกทิศทุกทาง เนื้อหาที่พวกเราต้องการก็น่าจะเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนส่วนใหญ่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย และสามารถบอกเล่าเรื่องราวและความรู้สึกของพวกเขาออกมาผ่านช่องทางสื่อใหม่ได้มากมาย ทุกวันนี้จึงมีเรื่องราวแห่งความสุขความสำเร็จ มหาสมุทรดิจิตอลคอนเทนต์ท่วมท้นไปด้วยคำสอน คำคม ปรัชญา แรงบันดาลใจ สลับแซมด้วยภาพถ่ายกับคนดัง อาหารหยาดเยิ้มน่ากิน และการเดินทางท่องเที่ยวผจญภัยแปลกใหม่และท้าทาย หน้าจอบนฝ่ามือของเราจึงเหมือนเป็นนิตยสารในตัวมันเองอยู่แล้ว

 

     เวลาผ่านไป ตัวเราเติบโตขึ้น ความคิดอ่านก็เปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่คงอยู่ทนทานและเนิ่นนานอย่างแท้จริงนั้นคือเรื่องราวและความรู้สึก ผมคิดว่าทุกวันนี้เราเชื่อมโยงถึงกันด้วยเรื่องราวและความรู้สึก มากกว่าจะด้วยความคิดเห็นและข้อมูลข่าวสาร

     ดังนั้น เมื่อย้อนไปอ่านต้นฉบับเก่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาของตัวเอง ผมกลับชอบงานที่เพื่อนๆ บอกว่ามันสะเทือนใจเกินไป เพราะมันให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมากกว่าเมื่อได้แบ่งปันกับผู้อ่านของผม

     อย่างที่บอกไว้ตอนต้น ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่หนักหน่วง เข้มข้น และเต็มไปด้วยสีสัน มีบางสัปดาห์ที่สนุกสนานรื่นเริง และมีบางสัปดาห์ที่จิตใจกำลังทิ้งดิ่งลงไป พร้อมกับปัญหาในชีวิตส่วนตัว และแรงกดดันจากการงาน ที่ประเดประดังเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทความตอนถูกนำมาใช้เป็นหนังสือเล่มนี้

     ณ จุดที่ย่ำแย่ที่สุด ผมกอบเก็บชิ้นส่วนของตัวเอง แล้วป่ายปีนกลับขึ้นมา ด้วยวิธีการลึกลับอันเป็นตำรับส่วนตัว คือการหามุมมืดๆ ในออฟฟิศ นั่งเงียบๆ อยู่คนเดียว เผชิญหน้ากับหน้าจอและเดดไลน์โรงพิมพ์ แล้วพยายามเขียนอะไรบางอย่างออกมาให้สำเร็จ

     รายละเอียดของเรื่องราวจะถูกซุกซ่อนไว้ในรหัสลับบางอย่าง บางคำ บางวรรค บางย่อหน้า เมื่อย้อนกลับไปอ่านเจอตรงจุดนั้นอีกครั้ง ก็เหมือนเรื่องราวและความรู้สึกเหล่านั้นตลอดสองปีที่ผ่านมาฉายขึ้นจออยู่เบื้องหน้า

 

     เรื่องราวผ่านเลยไป ความรู้สึกยังคงเหมือนเดิมอย่างครบถ้วน ดีใจที่ได้เขียนมันออกมา และหวังว่าผู้อ่านของผมจะสัมผัสมันได้ ถึงแม้เรื่องราวในชีวิตของเราจะแตกต่างหลากหลายกัน แต่ผมเชื่อว่าเราทุกคนคงต้องเคยเผชิญหน้ากับจุดตกต่ำย่ำแย่ที่สุด และความรู้สึกที่เรามีต่อชีวิตในตอนนั้นไม่น่าจะต่างกันมาก และคุณก็น่าจะชอบอ่านเรื่องราวเหล่านี้เช่นกัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า