Jonathan Livingston

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | Jonathan Livingston Seagull กับชีวิตในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเด็กรุ่นใหม่

หลานชายเดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อเข้าร่วมการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังในกรุงเทพฯ หลานสาวอีกคนเดินทางมาพร้อมกัน ระหว่างรอน้องชายสอบอยู่ เธอขอให้ผมช่วยพาไปเที่ยวงานสัปดาห์หนังสือ ผมไม่ค่อยอยากไปเพราะขี้เกียจไปเดินเบียดคน เลยถามว่าต้องไปซื้อหนังสืออะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า เธอบอกว่าจะซื้อหนังสือเรียนกวดวิชาเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

     เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวเด็กรุ่นหลานที่เคยอุ้มมาตั้งแต่แบเบาะก็เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันไปหมด นึกถึงตัวเองตอนเป็นเด็กวัยเดียวกับพวกเขา ผมก็ชอบไปเดินงานสัปดาห์หนังสือเหมือนกัน มีบางปีที่ผมไปกับพ่อของพวกเขา ซึ่งก็คือพี่ชายของผมเองที่อายุมากกว่ากันถึงหกปี สมัยนั้นยังจัดงานกันที่คุรุสภาตรงแถวเทเวศร์ ย้อนไปไกลกว่านั้น จำได้ว่าครั้งแรกที่เคยไปงานสัปดาห์หนังสือก็คือตั้งแต่ตอนชั้นประถม ไปกับพี่สาวคนโต ผมเดินตามไปต้อยๆ โดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร หนังสือที่พี่สาวซื้อมาในปีนั้นก็คือ โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง พอเธออ่านจบก็วางทิ้งไว้ ผมก็ไปหยิบมาลองอ่านบ้าง

     พี่สาวและพี่ชายอยู่ในวัยที่ห่างจากผมหลายปี พวกเขาอยู่ชั้นมัธยมกันหมดแล้ว ในขณะที่เหลือผมยังเป็นเด็กประถมอยู่คนเดียว เห็นพวกเขาอ่านหนังสือวรรณกรรมเล่มหนาๆ แล้วดูเป็นคนทันสมัยและเท่ดี ผมพยายามเลียนแบบ นำหนังสือพวกนั้นมาหัดอ่านบ้าง ในสายตาของน้องคนสุดท้องในบ้าน โลกของหนังสือคือโลกของผู้ใหญ่ การอ่านหนังสืออื่นๆ ที่ไม่ใช่หนังสือเรียนถือเป็นสัญลักษณ์บางอย่างของการเติบโตและข้ามผ่านช่วงวัย พี่ชายคนกลางจะอ่านนิยายแปล พิมพ์บนกระดาษเหลืองๆ อย่างของ โรบิน คุก และ ไอแซค อสิมอฟ พี่สาวจะอ่านอะไรที่จัดพิมพ์ออกมาดูดีกว่า อย่างพวก ต้นส้มแสนรัก หนูน้อยนิโคลา

     พอพวกเขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อปิดเทอมหรือมีวันหยุดยาวที ก็กลับมาเยี่ยมบ้านกันที พร้อมกับนำหนังสือที่น่าตื่นเต้นมากขึ้นๆ เข้ามาในบ้าน เวลาในขวดแก้ว ปรัชญาชีวิต แด่หนุ่มสาว ฉันจึงมาหาความหมาย ฯลฯ และยังมีอีกเล่ม โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล เป็นหนึ่งในบรรดาหนังสือเหล่านั้น ผมคิดว่าหนังสือแต่ละเล่ม จะมีช่วงวัยที่เหมาะสมสำหรับการอ่านมัน สำหรับวัยที่กำลังต้องการเสรีภาพเพื่อจะค้นหาปัจเจกภาพของตัวเอง ไม่มีเล่มไหนที่เหมาะเจาะลงตัวเท่าเล่มนี้อีกแล้ว

     ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อตอนมัธยมปลายก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ผมก็ต้องไปนั่งเรียนกวดวิชาแถวสยามสแควร์ กิจกรรมที่ทำประจำหลังเลิกเรียนคือการไปเดินร้านหนังสือ สมัยนั้นเคยมีร้านหนังสือกระจายอยู่ทั่วย่านนั้น ดวงกมล ดอกหญ้า หมึกจีน โอเดียนสโตร์ หนังสือที่ชอบที่สุดในวัยนั้นคือ ฝันเอียงๆ ของ ศุ บุญเลี้ยง ไม่รู้ว่ามีใครเคยอ่านบ้างหรือเปล่า

     หลายปีก่อนตอนที่ได้ไปสัมภาษณ์พี่จุ้ยเพื่อลงนิตยสาร ผมบอกกับเขาด้วยความตื่นเต้น ว่าชอบหนังสือ ฝันเอียงๆ มาก สิ่งที่จดจำติดตรึงในหัวใจ คือหนึ่งในบรรดาเรื่องสั้นในเล่มนั้น มีฉากที่นิสิตหนุ่มเดินออกจากห้องสอบโดยทิ้งกระดาษคำตอบว่างเปล่าไว้ข้างหลัง เพราะคิดว่าระบบการเรียนการสอบแบบนี้ไม่ใช่คำตอบสำหรับชีวิตของเขา สำหรับผมแล้วมันเปรียบได้กับ ฉันจึงมาหาความหมาย สำหรับคนยุคเจเนอเรชันเอ็กซ์ เขาดูเหมือนงงๆ กับการตีความของผม แต่ยังคงพยายามส่งยิ้มให้

     มันยอดเยี่ยมมากที่ได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับหนังสือของพี่ๆ รวมถึงหนังสือที่ตัวเราได้ดิ้นรนขวนขวายหามาอ่านเองหลังจากนั้น ก็ยังคงรักษาแนวทางความคิดและรสนิยมบางอย่าง ที่หล่อหลอมให้กลายเป็นคนชอบตั้งคำถามกับสภาพรอบตัว และทำตัวแปลกแยกแตกต่างออกมาจากคนอื่น ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องดีนัก สำหรับสังคมที่ต้องการความสอดคล้องของหมู่เหล่า โดยมีระบบการศึกษาเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการรักษาสภาพคงเดิมเช่นนี้เอาไว้

     แยกย้ายกันเดินหาซื้อหนังสืออยู่ในงานนานเป็นชั่วโมงๆ หลานสาวหอบหิ้วหนังสือเรียนกวดวิชามาถุงใหญ่ ระหว่างนั่งพักให้หายเหนื่อย ผมถามเธอว่าจะเรียนต่อคณะอะไร บังเอิญว่าเธออยากมาเรียนที่กรุงเทพฯ คณะเดียวกับที่ผมเคยเรียนตอนหนุ่มๆ ผมพาเธอนั่งรถไฟใต้ดินต่อไปขึ้นที่สถานีเกือบปลายทาง เดินทะลุผ่านศูนย์การค้าโอ่อ่าใหญ่โตกลางใจเมืองออกไปเจอประตููทางเข้ามหาวิทยาลัยพอดี

     สมัยก่อนแถวนี้ยังเป็นตึกแถวเก่าๆ มีร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านขนมเปิดขายนักศึกษาตลอดวัน ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว มีอาคารเรียนสร้างใหม่ขึ้นมาใหญ่โต เราเดินผ่านตึกรามมากมายไปจนออกถึงถนนใหญ่ ฝั่งตรงกันข้ามก็มีโครงการพัฒนาใหม่ๆ กำลังใกล้จะแล้วเสร็จเพิ่มขึ้นมาอีก

     ตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ต่อปีลดลงเรื่อยๆ สถาบันการศึกษาได้รับผลกระทบต่อเนื่องมา และก็ต้องมีการปรับตัวตามไป เทียบกับเมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อน ยุคสมัยของผมเป็นยุคเบบี้บูมเมอร์อย่างแท้จริง แต่ละปีมีเด็กเกิดใหม่เกินหนึ่งล้านคน การต่อสู้แก่งแย่งแข่งกันรุนแรงกว่าเด็กรุ่นนี้หลายเท่าตัว ธุรกิจกวดวิชาบูมเต็มที่ แต่ละห้องเรียนในตึกแถวย่านสยามสแควร์มีเด็กนั่งอัดกันเป็นร้อยคน แย่งกันเรียน แข่งกันสอบ เพื่อจะได้ไต่เต้าเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ และเติบโตขึ้นไปอย่างสอดคล้องกับสภาพสายพานของสังคม

     หลังจากวันนั้นไม่นาน ในโซเชียลมีเดียมีภาพข่าวการสอบแข่งขันเข้าเรียนต่อในโรงเรียนชื่อดัง มีเด็กนับหมื่นๆ นั่งเรียงกันเป็นพืด บนสนามสอบกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ทำให้ผมคิดว่า ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจและสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร น่าแปลกใจที่เด็กรุ่นแล้วรุ่นเล่ายังคงต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเดียวกัน

     ผมนึกถึงหนังสือที่เคยอ่านในวัยวันที่กำลังเผชิญหน้ากับสภาพการณ์แข่งขันแบบนั้น ในงานสัปดาห์หนังสือแต่ละปี ถึงแม้จะน่าเบื่อและไม่ค่อยอยากมาเดินเบียดคน แต่มันก็สนุกดีตรงที่เราได้เดินดูหนังสือเก่าๆ ที่เคยชื่นชอบ แต่ไม่ค่อยเห็นวางขายตามร้านหนังสือทั่วไป ผมซื้อ โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล ได้ส่วนลดยี่สิบเปอร์เซ็นต์ หย่อนใส่ไว้ในถุงหนังสือเรียนกวดวิชาของหลานสาว เผื่อไว้ให้เธออ่านเมื่อกลับไปถึงบ้าน