ความสุขกับความสำเร็จเป็นคนละเรื่องกัน มาดูเส้นโค้งของความสุข และหนังเรื่อง Little Miss Sunshine

Editor's Note
20 May 2019
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ, อุษา นพประเสริฐ

เวลามีคนพูดถึงเรื่องความสุข ผมมักจะนึกถึงคอนเซ็ปต์เรื่องเส้นโค้งของความสุข มันอธิบายความสุขของคนเราว่ามีลักษณะเป็นเส้นโค้งเหมือนกราฟลอการิทึม (logarithm) แกน X แทนปริมาณความสุข แกน Y แทนปริมาณสิ่งที่เราได้มาครอบครอง

     ระยะแรกๆ เส้นกราฟจะมีความชันมาก แสดงให้เห็นว่าการครอบครองในระยะแรกๆ จะทำให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เปรียบได้กับเรามีวิทยุมาเปิดเพลงเพราะๆ เพื่อฟังพักผ่อนหย่อนใจ

     ระยะต่อมา เส้นกราฟมีความชันลดลง แสดงให้เห็นว่าการครอบครองที่มากขึ้นจะทำให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้นได้ในสัดส่วนที่น้อยลง เปรียบได้กับเราหาเครื่องเสียงที่มีฟีเจอร์สลับซับซ้อนมากขึ้น ให้เสียงละเอียดอ่อนมากขึ้น มันจะเพิ่มความสุขใจการฟังเพลงขึ้นไปได้อีกเล็กน้อย

     ระยะกลาง เส้นกราฟไม่มีความชัน หรือความชัน = 0 แสดงให้เห็นว่าความสุขมีขีดจำกัด ถึงแม้จะมีเครื่องเสียงสเตอริโอไฮ-ไฟดีแค่ไหน แต่เราจะไม่สามารถมีความสุขจากเสียงเพลงได้ขึ้นไปมากกว่านี้ ระยะนี้เป็นระยะที่คนส่วนใหญ่กำลังเป็นกันอยู่ ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายและง่วงเหงา

     ระยะสุดท้าย เส้นกราฟมีความชันติดลบ แสดงให้เห็นว่าการครอบครองและหมกมุ่นกับการครอบครองและแสวงหาความสุขหรือความสำเร็จมากเกินไป กลับทำให้คนเรากลายเป็นทุกข์

 

     ผมนึกถึงตัวละครต่างๆ ในหนังเรื่อง Little Miss Sunshine โดยเฉพาะอย่างยิ่งดเวย์น เขาเป็นตัวแทนของคนหนุ่มสาวในสังคมร่วมสมัยที่กำลังเผชิญหน้ากับกำแพงยักษ์ใหญ่ที่ขวางหนทางเบื้องหน้าของเขาอยู่

     บุคลิกลักษณะของดเวย์นเหมือนกับคำประกาศของลัทธิ Fight Club ตอนที่ ไทเลอร์ เดอร์เดน บอกว่าคนหนุ่มสาวในรุ่นของเราไม่มีอะไรให้ต่อสู้ด้วยเลย ไม่มีสงคราม ไม่มีความอดอยาก เราเป็นลูกคนกลางของประวัติศาสตร์ ที่กำลังดำเนินชีวิตไปอย่างสุขสบายแต่กลับไร้จุดหมาย ไร้คุณค่า

     ถ้าคุณเคยดูหนังเรื่อง Little Miss Sunshine จะเข้าใจลักษณะการวางคาแร็กเตอร์ตัวละครแต่ละตัวให้เป็นตัวแทนของผู้คนจากแต่ละยุคสมัย

     อย่างปู่ของดเวย์น เป็นตัวแทนของคนแก่ในตอนนี้ ทั้งชีวิตของเขาผ่านความทุกข์ของคนรุ่นสงครามโลกครั้งที่สอง โน่นเลย ส่วนพ่อของดเวย์นคือตัวแทนของความทุกข์ของคนในยุคหลังสงครามโลกเป็นต้นมา เป็นรุ่น Baby Boomers และ Yuppies ที่ต้องต่อสู้ในภาคของการทำงาน และพร่ำพูดถึงเรื่องความสำเร็จ

     ส่วนน้าของดเวย์นที่ชื่อว่าแฟรงก์นั้น เป็นกรณีตัวอย่างของหลุมดำแห่งยุคสมัย เขาผิดพลาดล้มเหลวและไม่สามารถต่อสู้เผชิญชีวิตไปพบกับความสุขความสำเร็จได้ เขาทุกข์จนลงมือฆ่าตัวตายและหลุดโลกไปแล้ว

     น้องสาวของดเวย์นคือโอลีฟ เป็นตัวแทนของเด็กน้อยที่เป็นรุ่นลูกหลานของเรา คนรุ่นถัดไปที่จะต้องสืบทอดวัฒนธรรมของการแข่งขันแก่งแย่ง

     ดเวย์นคือตัวแทนของผู้ชม เป็นตัวละครที่มีช่วงอายุอยู่ตรงกลางพอดี เผชิญปัญหาที่เหมือนกับเรามากที่สุด และผมคิดว่าผู้ชมส่วนใหญ่จะเอาตัวเองเข้าไปทาบทับกับดเวย์นได้มากที่สุด ปัญหาของดเวย์นไม่ใช่เรื่องปากท้อง ไม่ใช่เรื่องชีวิต ไม่ใช่เรื่องความเป็นความตายอะไรเลย แต่เป็นแค่เรื่องส่วนตัว เรื่องความใฝ่ฝันอยากเป็นนักบิน และก็หมกมุ่นอยู่กับความปรารถนาของตนเอง

     เขาปฏิญาณตนอย่างเคร่งครัดว่าจะไม่พูดจากับใครเลย จนกว่าจะสอบแข่งขันเข้าเป็นนักบินได้สำเร็จ เขาขับเคี่ยวแข่งขันกับตัวเอง ไม่ได้ไปแข่งกับคนอื่น แต่เขาหันมาควบคุมตัวเอง ก็เหมือนกับเด็กหนุ่มสาวยุคนี้ เวลาไปจับฉลากเข้าโรงเรียนประถม-มัธยม หรือตอนเด็กวัยรุ่นที่กำลังเตรียมสอบโอเน็ต เอเน็ต แกต แพต หรือคนหนุ่มสาวที่เรียนจบออกมาแล้วกำลังหางานทำ

 

     เราแต่ละคนจะมี Ritual หรือพิธีกรรมอะไรบางอย่างของตนเอง โดยยอมอุทิศ สละ หรือ Sacriffiice บางสิ่งบางอย่างออกไปจากตนเอง เพื่อแลกให้ได้มาซึ่งความสำเร็จและความสุข

     Ritual และ Sacriffiice เป็นแนวคิดแบบบรรพกาลมาก คนยุคหินอยากได้อะไรก็สร้างพิธีกรรม บวงสรวง บูชายัญ ถวายของแก่พลังอะไรบางอย่างที่เขาเชื่อว่าอยู่ข้างบนและดลบันดาลลงมาให้ได้ เพื่อให้บรรลุถึงความสุข ในทุกวันนี้ยังคงปรากฏให้เห็นในสังคมร่วมสมัยมากมาย ซึ่งล้วนมีรูปแบบซับซ้อนและอำพรางได้แนบเนียนกว่านั้น

     เช่น ลัทธิคลั่งผอม ผู้หญิงบางคนควบคุมการกินอาหารของตนเอง ควบคุมรูปร่างของตนเอง เพราะคาดหวังว่าจะไปควบคุมสายตาของคนอื่นที่มองตัวเธอ ลัทธิชีวจิต หรือพวก Health Fetishism บางคนก็กินข้าวต้มกับถั่วและสวนทวารด้วยน้ำกาแฟเพื่อให้ช่วยรักษาโรคมะเร็ง บางคนกินเจ ไปปฏิบัติธรรม และเข้าลัทธิความเชื่อต่างๆ เช่น พวกสแกนกรรม ตาเอกซเรย์ ระลึกชาติเพื่อให้เกิดพลังพิเศษส่งผลต่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน และความสุขในชีวิต

     และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือลัทธิความสุข-ความสำเร็จ ทำให้เราคิดว่าต้องประสบความสำเร็จเสียก่อนถึงจะมีความสุข นำไปสู่การเกิดขึ้นของแนวคิดแบบจิตวิทยาเพื่อความสำเร็จอีกมากมาย

     แต่ละลัทธิจะมีพิธีกรรมและสิ่งที่เราต้องสละแตกต่างกันไป อย่างในกรณีของดเวย์น เขาหมกมุ่นมากจนถึงขนาดที่ต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เพื่อไปให้ถึงความสุขและความสำเร็จนี้ให้ได้ บึ้งตึงกับทุกคนในครอบครัว เกลียดทุกคนในโลก และสาบานว่าจะไม่พูดเลยสักคำ

     ทั้งๆ ที่ความสุขกับความสำเร็จมันเป็นคนละเรื่องกัน คนที่หมกมุ่นกับความสำเร็จซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกตัว ในที่สุดก็จะค้นพบว่าเขาควบคุมสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวนั้นไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่เขาควบคุมได้ก็คือภายในตัวเองที่น่าจะให้ความสุขกับเขาได้ แต่เขาหลงลืมหรือมองข้ามไป

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า

เรื่องโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ