ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอิคิไก มันไม่ใช่วงกลมสี่วง และไม่ใช่การแสวงหาความสุขความสำเร็จ

Editor's Note
16 Jun 2019
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ, อุษา นพประเสริฐ

ช่วงสัปดาห์ที่แล้วผมไปเดินที่ร้านหนังสือ เห็นหนังสือหลายเล่มที่เขียนถึงอิคิไกว่าคือวงกลมสี่วงตัดกัน แล้วก็คิดว่านี่มันคือโลกยุค Post-truth อย่างแท้จริง

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แนวความคิดเรื่องอิคิไก เหตุผลของการมีชีวิต การทำงานและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หรือเรื่องราวอะไรทำนองนี้เริ่มถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง และมีความแตกต่างกันออกไปในหลายแนวทาง

     ในร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ แผนกหนังสือต่างประเทศ หมวดจิตวิทยาเพื่อการพัฒนาตัวเอง มีอยู่มุมหนึ่งที่วางหนังสือเกี่ยวกับอิคิไกรวมกันไว้หลายปก มีบางเล่มเป็นหนังสือที่แพร่หลายกันมาก่อนหน้านี้แล้วหลายปี อย่าง The Little Book of Ikigai ของ Ken Mogi และอีกเล่มคือ Ikigai : The Japanese secret to a long and happy life ของ Hector Garcia และ Francesc Miralles โดยทั้งสองเล่มถูกแปลและเผยแพร่ในบ้านเราแล้ว

     นอกจากสองเล่มนี้ ยังมีหนังสือต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องอิคิไกอีกหลายปกวางเรียงรวมกันอยู่ ผมลองหยิบมาพลิกดูเนื้อหาภายใน พบว่าในหมู่หนังสือเหล่านี้เนื้อหาแทบจะไม่ต่างกัน คือเขียนเกี่ยวกับวงกลม 4 วงเหมือนกันหมด อธิบายว่าอิคิไกคือการค้นหางานที่ตนเองทำแล้วมีความสุขความสำเร็จ โดยแนะนำวิธีง่ายๆ สำหรับผู้สนใจเรื่องนี้ให้ค้นหา 1. สิ่งที่ตนรัก 2. สิ่งที่ตนถนัด 3. สิ่งที่ทำแล้วได้เงิน และ 4. สิ่งนี้ที่โลกต้องการ โดยเชื่อว่าการนำวงกลม 4 วงนี้หาจุดตัดร่วมกัน ณ จุดตัดนั้นคืออิคิไก

     พอลองพลิกดูช่วงต้นเล่มที่เป็นรายละเอียดการจัดพิมพ์ พบว่าส่วนใหญ่พิมพ์ครั้งแรกในปี 2018

 

     ในความเป็นจริง นี่เป็นเรื่องที่ผมเคยเขียนใน บทบรรณาธิการ ไว้แล้วเมื่อหลายเดือนก่อน ว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวงกลม 4 วงนี้ มันคือแผนภาพเวนน์ไดอะแกรม เรื่อง Purpose of Life หรือจุดประสงค์ของชีวิต ที่ในหมู่โค้ชหรือครูแนะแนวมักจะใช้ในการให้คำแนะนำผู้ที่มีปัญหาเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต

     แผนภาพ Purpose of Life ถูกนำมาเกี่ยวโยงกับเรื่องอิคิไกเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2014 โดยบล็อกเกอร์คนหนึ่งชื่อว่า Marc Winn เขาเขียนบล็อกบรรยายแนวคิดเรื่องอิคิไก และตีความมันในแนวทางของตัวเอง แล้วนำภาพวงกลม 4 วงมาดัดแปลงโดยตัดคำว่า Purpose of Life แล้วใส่คำว่าอิคิไกเข้าไปแทน หลังจากโพสต์บทความใส่บล็อกของตัวเองไปไม่นาน ปรากฏว่ามันได้รับความนิยมและถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นไวรัลในช่วงเวลาไม่กี่วันหลังจากนั้น

     แล้วแผนภาพเวนน์ไดอะแกรม Purpose of Life จึงกลายเป็นแผนภาพอิคิไกนับตั้งแต่นั้นมา Marc Winn เอง ยังแปลกใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เขาเขียนถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้ เอาไว้ในบล็อกของตัวเองหลังจากนั้น เพื่ออธิบายว่าแท้จริงแล้วมันเป็นการจับแพะชนแกะจากทัศนะของเขาเอง โดยไม่คิดว่ามันจะแพร่หลายออกไปมากขนาดนี้

     แต่ก็อย่างที่รู้กัน ว่าอะไรที่แพร่เข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตแล้ว มันจะอยู่ในนั้นตลอดไป และมันจะกลายเป็นความจริงที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง เรากำลังอยู่ในโลกยุคที่ข้ามพ้นความจริง

     เมื่อแผนภาพ Marc Winn ถูกเผยแพร่ไป มันถูกค้นเจอง่ายๆ ด้วยกูเกิล ไม่ว่าใครอยากรู้เรื่องอิคิไก เมื่อไปค้นในเสิร์ชเอนจินนี้ก็จะเจอแผนผังนี้ แล้วต่อมามันก็ถูกใครสักคนนำไปเขียนใส่ไว้ในสารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดีย ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่ามันคือความจริง เป็นความรู้ เป็นข้อเท็จจริง

     หลังจากนั้นบรรดาคอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั้งโลกก็เขียนถึงอิคิไกโดยการหาข้อมูลจากกูเกิล และทุกคนก็ได้ข้อเขียนที่ออกมาเหมือนกันหมด คือเป็นแผนผังวงกลม 4 วง ข้อเขียนเหล่านี้ซ้อนทับกันไปชั้นแล้วชั้นเล่า วงกลมนี้ผลิตซ้ำตัวมันเองไปเรื่อยๆ จนแทบจะสืบย้อนที่มาไม่ได้อีกเลย

     หลังจากนั้น ความจริง Post-truth ก็ผลิตซ้ำตัวมันเองและไหลบ่าออกมาสู่โลกแห่งความจริง มันกลายเป็นคอร์สอบรมจิตวิทยาเพื่อความสำเร็จ กลายเป็นหลักสูตรของโรงเรียน รวมถึงมันถูกใช้ในแคมเปญโฆษณามากมาย เพื่อให้คนหนุ่มสาวเข้าใจว่าการค้นหาอิคิไกต้องทำตามวงกลมสี่วงนี้

     และในที่สุด มันก็กลายเป็นหนังสืออิคิไกเล่มแล้วเล่มเล่า โดยนักเขียนผู้ซึ่งทำงานโดยการค้นหาข้อมูลจากกูเกิล หนังสืออิคิไกที่เผยแพร่ออกมาในช่วงหลังๆ จำนวนมหาศาลจึงล้วนพูดถึงเรื่องวงกลม 4 วง

 

     ณ วันนี้ วงกลมสี่วงจึงกลายเป็นความจริงในตัวของมันเอง อิคิไกในทัศนะของ Marc Winn ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน กลายเป็นอิคิไกของคนทั้งโลก แทนที่อิคิไกดั้งเดิมที่อยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น

     ถ้าลองสืบย้อนไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับอิคิไกที่เผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้อย่าง The Little Book of Ikigai และ Ikigai : The Japanese secret to a long and happy life หรือลองไปดูคอนเทนต์อื่น บนแพลตฟอร์มอื่น อย่างคลิปเท็ดทอล์กของ แดน บูเอตเนอร์ (http://bit.ly/2wXhy6M) รวมถึงการลองไปพูดคุยกับคนญี่ปุ่นจริงๆ จะพบว่าอิคิไกเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันมากกว่านั้น

     มันเป็นนิสัยที่ก่อเกิดมาจากวัฒนธรรมที่เคร่งครัด และการเก็บงำความเป็นปัจเจกเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคมที่มีคนหมู่มาก ซึ่งในที่สุดมันจะนำไปสู่การพัฒนาความหมกมุ่นหลงใหลในงาน และความอดทนยึดมั่นในมาตรฐานของตัวเอง ในที่สุดก็นำมาซึ่งความพึงพอใจส่วนตัว การปล่อยวางตัวเอง การยอมรับคนอื่น และการมีสุขภาพกายและใจที่ดีของส่วนรวม มันไม่ใช่การค้นหาจุดตัดวงกลมสี่วงจึงจะมีความสุขความสำเร็จอะไรทำนองนั้น

     ความเปลี่ยนแปลงไปของแนวคิดเรื่องอิคิไก นับเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในโลกยุค Post-truth ที่เราทุกคนอยู่ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารมากมายมหาศาล และข้อมูลข่าวสารนั้นก็ผลิตซ้ำตัวมันเอง ทับถมซ้อนกันขึ้นไปหลายชั้น จนเราก้าวพ้นความจริงไปอย่างแท้จริง

     ความจริงถูกสร้างขึ้น ความรู้ถูกกำหนดขึ้น ประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้น มันกลายเป็นตำนานที่เล่ากันต่อๆ มาโดยไม่สามารถสืบค้นย้อนกลับไปว่าแท้จริงแล้วความจริงคืออะไรกันแน่

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า

เรื่องโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ