วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เราต่างมีพิธีกรรมเพื่อใช้ขับเคี่ยวตัวเอง

Editor's Note
13 Aug 2018
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

เมื่อปี 2540 จู่ๆ คนไทยก็ตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับข่าวเศรษฐกิจกำลังล่มสลายในทีวี ค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นร่วงลงแบบดิ่งเหว สวนทางกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่พุ่งสูงขึ้นพรวดพราด สังคมระส่ำระสายอย่างหนัก ทั้งที่เพียงแค่ไม่กี่เดือนก่อนหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างยังดูสวยงาม

ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ออฟฟิศสมัยนั้นยอมทำงานหามรุ่งหามค่ำ แลกกับโบนัสสูงลิบเป็นสิบเดือน เพื่อมาใช้จ่ายให้กับไลฟ์สไตล์กินดื่มเที่ยวหรูหรา ที่เห็นได้เกลื่อนกลาดตามหน้านิตยสาร รวมถึงการนำไปลงทุนในกระดานหุ้นเป็นสีเขียวมานานชั่วนาตาปี หรือไม่ก็คอนโดมีเนียมที่กำลังผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด

     ตอนนั้นผมเองเพิ่งเรียนจบและทำงานมาได้สองสามปี ยังไม่มีภาระต้องรับผิดชอบอะไรมากนัก จึงง่ายมากที่จะตัดสินใจขอสมัครเข้าโครงการเออรี่รีไทร์ของทางบริษัท ขอรับเงินชดเชยก้อนเล็กๆ นำมาฝากธนาคารซึ่งได้ดอกเบี้ยสูงถึงสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วค่อยๆ เบิกออกมาใช้กินอยู่กับที่บ้านตัวเอง

     เมื่อมองออกไปข้างหน้าก็ไม่เห็นอนาคตใดๆ สิ่งเดียวที่ทำได้คือนั่งเฝ้าหน้าจอทีวีไปเรื่อยๆ ซึ่งช่วงเวลานั้นมันเต็มไปด้วยข่าวผู้คนตกงาน รถและบ้านโดนยึด ธุรกิจปิดกิจการ และการฆ่าตัวตาย ตัดสลับกับข่าวการวิเคราะห์เศรษฐกิจรายวัน ที่มีนักวิชาการหน้าเดิมๆ ออกมาเดินสาย คาดการณ์ว่าเมื่อไรเราจะร่วงหล่นลงไปถึงจุดต่ำสุดเสียที

     ระหว่างรอให้ถึงวันที่เส้นกราฟจะเงยหัวกลับขึ้นมา เขาก็บอกให้เรารัดเข็มขัด… รัดเข็มขัด…

     ชีวจิตฮิตขึ้นมาในช่วงนั้น ผมคิดว่าปรากฏการณ์ชีวจิตก็คือการที่ชนชั้นกลางจำนวนมหาศาล เกิดความรู้สึกสำนึกผิดขึ้นมาพร้อมกัน ต่อความทะเยอทะยานเกินไปในการทำงาน และความหรูหราฟุ่มเฟือยเกินไปการจับจ่าย

     เมื่อโลกภายนอกกำลังพังถล่มลงมาตรงหน้า เราควบคุมสถานการณ์ภายนอกอะไรไม่ได้เลย จึงชดเชยความรู้สึกอ่อนด้อยพลังของตัวเอง ด้วยการย้อนกลับมาพยายามควบคุมตัวเอง กิจกรรมที่ง่ายที่สุดและใกล้ตัวที่สุดก็คือการควบคุมการกินอยู่และขับถ่าย

     เมื่อเราเพิ่งผ่านช่วงชีวิตที่จับจ่ายอย่างฟุ่มเฟือยและทำงานหนัก รู้สึกว่าภายในตัวเองมีพิษแฝงเร้นอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเจ็บป่วยระเบิดออกมาในอีกไม่ช้าไม่นาน เหมือนกับสภาพเศรษฐกิจไทยที่ล่มสลายแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เราจึงต้องพยายามล้างพิษและความผิดบาปนั้นออกไป โดยหันมาเข้มงวดกับตัวเองอย่างสุดโต่ง

     ข้าวซ้อมมือ เต้าหู้ เมล็ดธัญพืช น้ำสมุนไพร สารสกัดจากธรรมชาตินานา ก็กลายมาเป็นแฟชั่นที่ระบาดไปทั่ว กลายเป็นกิจวัตรประจำวันใหม่ของชนชั้นกลางยุคนั้น ที่หมกมุ่นอยู่กับความสะอาดบริสุทธิ์ภายในร่างกายตัวเอง

     ชีวจิตเป็นเหมือนพิธีกรรมบางอย่าง ทุกวันที่กล้ำกลืนอาหารไร้รสชาติเหล่านั้นเข้าไป และขับถ่ายมันออกมาโดยไม่มีกลิ่นเหม็นฉุน เราเหมือนกำลังทำความสักการะอุดมคติสูงส่งบางประการ ยอมสละพลีบางอย่างเพื่อเซ่นสรวง รอแลกกับรางวัลบางอย่างที่จะได้รับกลับมา

     ตลอดสองทศวรรษหลังจากนั้น แนวคิดชีวจิตหยั่งลึกและกลายเป็นรากฐานของวัฒนธรรมร่วมสมัยอื่นๆ มันไม่ได้จำกัดตัวอยู่เพียงแค่กิจวัตรประจำวัน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของศีลธรรมและอุดมการณ์ทางการเมืองด้วย

     แตกต่างจากคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่เกิดมาไม่ทันช่วงพีกๆ ของสถานการณ์เศรษฐกิจล่มสลาย พวกเขาไม่ได้ถูกหล่อหลอมและเติบโตมาพร้อมกับการล้างพิษและความรู้สึกผิดบาปแบบนั้น เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับคืนมา เติบโตและเบ่งบาน พร้อมกับการบูมขึ้นมาของเทคโนโลยีดิจิตอล พวกเขาจึงมีความคิดแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มีความเปิดกว้าง ออกไปเผชิญหน้ากับโลกที่กว้างขึ้น รวดเร็วขึ้น และติดต่อสื่อสารกันได้มากขึ้น

     แต่สิ่งหนึ่งที่เรามีเหมือนกัน ก็คือพิธีกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน

     เหมือนกับเมื่อสองทศวรรษก่อน ตอนที่แนวคิดเรื่องชีวจิตเคยฮิตมากๆ ผมคิดว่าการวิ่งก็คือปรากฏการณ์แบบเดียวกันนั้น ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของพวกเราตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะล่มสลายหรืออะไรแบบนั้นอีกครั้ง แต่หมายความว่าการวิ่ง คือพิธีกรรมในชีวิตประจำวันที่สะท้อนให้เห็นมุมมองของคนรุ่นนี้ที่มีต่อโลก

     คนรุ่นใหม่ไม่ได้ขับเคี่ยวกับความสะอาดบริสุทธิ์ภายใน แต่ขับเคี่ยวกับแนวคิดใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งรวมๆ แล้วเรามักจะเรียกมันด้วยคำว่า แพสชัน หรืออะไรทำนองนั้น

     สังเกตได้จากในร้านหนังสือ หนังสือเบสต์เซลเลอร์บนชั้นหนังสือประเภทฮาวทูและพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนจากตำราอาหารไร้รสชาติ กลายมาเป็นหนังสือที่บอกให้เรากระโจนจากคอมฟอร์ตโซน ออกไปตามหาแพสชัน เพื่อจะได้มีรายได้ปีละร้อยล้านก่อนอายุสามสิบ

     ปัญหาของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่การล้มละลาย ตกงาน หรือความอดอยาก แต่คือความวิตกกังวลและลังเลสงสัย ว่าบนโลกที่กว้างใหญ่ รุ่งเรือง และเต็มไปด้วยโอกาส พวกเขาจะนำพาตัวเองไปได้ไกลถึงจุดไหน

     การออกวิ่งทุกวันๆ จึงทำให้รู้สึกว่าได้ก้าวไปข้างหน้า การตื่นแต่เช้ามืดเพื่อมาวิ่ง การสร้างวินัยในตัวเอง การตั้งเป้าหมายที่เส้นชัย เรื่อยไปถึงจุดหมายของชีวิต ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ตีกรอบนิยามแห่งความสุขความสำเร็จแบบใหม่ขึ้นมา

     สังเกตไหม ว่าพักหลังๆ มานี้ เราเริ่มมีเรื่องเล่าแบบใหม่เกี่ยวกับการวิ่ง ว่ามันเป็นมากกว่าการออกกำลังกาย ไม่ใช่จำกัดความหมายแค่เรื่องสุขภาพ

     แต่การวิ่งได้ขยายตัวออกไปเป็นเรื่องความสำเร็จในชีวิต ที่เปรียบเทียบได้กับอาชีพการงาน การยืนหยัดก้าววิ่งต่อไป ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน หรือเจ็บปวด บาดเจ็บ ล้มเหลวอย่างไรก็ตาม

     อีกทั้งการวิ่งก็ได้ขยายตัวออกไปเป็นเรื่องความสุข ที่เปรียบเทียบได้กับธรรมะร่วมสมัย ว่าด้วยการทำสมาธิและการแสวงหาตัวตน ค้นพบความเปลี่ยนแปลง ค้นพบชีวิตใหม่จากการวิ่ง

     มาถึงในทุกวันนี้ ทุกเช้าวันหยุด บนไทม์ไลน์โซเชียลมีเดีย เรามักจะเห็นเพื่อนๆ โพสต์รูปภาพและข้อความเพื่อเฉลิมฉลองการวิ่งของตัวเอง

     พอถึงวันทำงาน เราจะเห็นเพื่อนคนเดียวกันโพสต์รูปภาพและข้อความเพื่อฉลองฉลองผลงานที่เพิ่งทำเสร็จ และประสบความสำเร็จได้รับคำชื่นชม สลับกับภาพตั๋วเครื่องบินและใบสมัครไปเข้าร่วมรายการมาราธอนต่างประเทศ

     ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้เกิดปมปัญหาภายในใจที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เราทำเหมือนกัน คือสร้างพิธีกรรมบางอย่างขึ้นมาในชีวิตประจำวัน ขับเคี่ยวเข้มงวดกับตัวเองด้วยวิธีการต่างๆ นานา เพื่อสักการะเซ่นสรวงอุดมการณ์แห่งยุคสมัยของเรา เพื่อหวังว่าจะได้รับรางวัลบางอย่างมาเป็นการแลกเปลี่ยน

     พิธีกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเข้มงวดกับการกินและขับถ่ายของคนรุ่นผม หรือเคี่ยวกรำร่างกายให้เหน็ดเหนื่อยแบบคนรุ่นใหม่ ก็ล้วนสะท้อนให้เห็นความคิดดั้งเดิมเก่าแก่ และไม่เคยแปรเปลี่ยนเลยในความเป็นมนุษย์

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า