ตัวตนที่แท้นั้นไม่มี—สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการทำงานสัมภาษณ์ผู้คนมามากมาย

Editor's Note
29 Jul 2019
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ, อุษา นพประเสริฐ

มักจะมีคนถามว่าผมได้เรียนรู้อะไรจากทำงานสัมภาษณ์ผู้คนมามากมาย ผมมักจะตอบกลับไปว่า ผมเรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วคนเรานั้นไม่มีความจริงแท้อะไรเลย

     เราทุกคนล้วนไม่คงที่และแปรเปลี่ยนตลอดเวลา วันนี้เป็นคนหนึ่ง พรุ่งนี้อาจจะเปลี่ยนเป็นอีกคน ชั่วโมงนี้คิดอย่างหนึ่ง ชั่วโมงถัดไปอาจจะไม่คิดอย่างนั้นแล้ว นาทีนี้พูดอย่างหนึ่ง อีกแค่อึดใจอาจจะพูดขัดกับที่เพิ่งพูดไว้

      น่าประหลาดใจใช่ไหม? เพราะมันฟังดูขัดแย้งกับความคิดความเชื่อของคนทั่วไป แต่ขอให้ผมได้มีโอกาสอธิบายให้คุณฟังถึงคอนเซ็ปต์อะไรที่เป็นนามธรรมสักหน่อยหนึ่งก่อน

 

     ผมเคยอ่านสเตตัสหนึ่งของ น้องเอ๋ นิ้วกลม ที่เขาเขียนถึงบทสัมภาษณ์บุคคลตามหน้านิตยสารว่าส่วนใหญ่อ่านแล้วหล่อเหลาเกินไป สร้างให้ตัวบุคคลนั้นๆ กลายเป็นฮีโร่ที่เกินเลยไปจากมนุษย์ปุถุชน

     และสิ่งที่ผมกำลังจะอธิบายต่อไปคือ… ทำไมเรามักจะทำเช่นนั้น

     ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากการที่เรา มองว่าโลกดำเนินไปข้างหน้าแบบต่อเนื่องเป็นเส้นตรง ดังนั้น เราทุกคนก็ต่างดำเนินชีวิตไปอย่างต่อเนื่องเป็นเส้นตรงด้วยเช่นกัน ความรู้สึกต่อเวลาที่เดินหน้าไปแต่ละวินาที ทำให้เราก่อสร้างพื้นที่ในจินตนาการไว้ปริมาณหนึ่ง และเราจำเป็นจะต้องเกาะกุมพื้นที่นั้นไว้ เพื่อต้านทานกับกระแสของเวลาที่ไหลผ่านไปอย่างไม่อาจหยุดยั้ง

      พื้นที่ในจินตนาการนั้นเราอาจจะเรียกมันว่าตัวตนก็ได้

      ต่อมา ตัวตนของเราต้องการแบ่งอาณาเขตแยกขาดออกจากกันและกัน โดยการแสดงออกถึง 1. เอกลักษณ์ที่แตกต่าง 2. มีความคงที่ และ 3. ต่อเนื่อง มาตั้งแต่เด็ก เติบใหญ่ แก่ชรา ไปจนถึงวันตาย

     ขั้นตอนสุดท้ายได้กลายเป็นเรื่องทางสังคมไปแล้ว เมื่อตัวตนที่มีเอกลักษณ์ คงที่ และต่อเนื่อง เป็นที่ต้องการอย่างยิ่งของสังคมและผู้คนรอบข้างเรา เพราะมันช่วยให้เราทุกคนรู้ตำแหน่งแห่งที่ของกันและกัน แบ่งบทบาทหน้าที่กัน และไว้ใจกัน

     ใครที่ไม่มีเอกลักษณ์ คนนั้นก็จะถูกกลืนหายไปในหมู่ชน ส่วนใครที่ไม่มีความคงที่และต่อเนื่อง คนนั้นก็จะถูกมองว่าไม่มีความจริงแท้

     สังคมร่วมสมัยมีวิวัฒนาการมาบนรากฐานความคิดแบบนี้ และวัฒนธรรมร่วมสมัยทุกอย่าง ละคร ข่าว หนัง เพลง หนังสือ หรือแม้กระทั่งในโซเชียลมีเดีย เราต่างร่วมกันสร้างขึ้นมา เพื่อผลิตซ้ำอุดมคติของตัวตนแบบนี้

     คำถามคือ เราจะดำรงความคงที่ ต่อเนื่อง ให้ตัวตนของเราได้อย่างไร คำตอบคือด้วยความทรงจำ และการสร้างเรื่องเล่าให้กับตัวเอง

     เราทุกคนมีเรื่องเล่าของตัวเอง และเราต่างก็มุ่งมาดปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเล่าให้คนอื่นฟัง ไม่ว่าจะโด่งดังชื่อเสียงคับฟ้า ได้สัมภาษณ์ออกสื่อทุกวัน หรือว่าเป็นโนบอดี้ไม่มีใครรู้จัก อย่างน้อยเราก็ชอบโพสต์สเตตัสบนวอลล์ตัวเองเพื่อบอกเล่าว่าเราเป็นคนอย่างนั้น เราเป็นคนอย่างนี้

 

     ทีนี้เราจะกลับมาสู่เรื่องที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่ออธิบายถึงการทำงานเขียนบทความสัมภาษณ์บุคคลลงในนิตยสาร ว่าแท้จริงแล้วก็คือการรับฟังเรื่องเล่าเหล่านั้น แล้วจัดการทำให้มันสถิตหยุดนิ่งไว้

     ขั้นตอนง่ายๆ ที่จะแปรตัวตนนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมก็คือการบันทึกเสียงด้วยเทป แล้วก็กลับบ้านมาแกะเทปบทสนทนา เรียบเรียงออกมาเป็นตัวหนังสือนับพันนับหมื่น พิมพ์ลงบนแผ่นกระดาษด้วยหมึกที่ลบไม่ออก แก้ไขไม่ได้ หรืออัพโหลดใส่ในออนไลน์ แล้วก็ปล่อยมันกระจายออกไปสู่สาธารณะ เพื่อยืนยันประกาศความจริงแท้

     ดังนั้น บทสัมภาษณ์แต่ละชิ้นๆ ก็คือการผลิตซ้ำอุดมคติ และเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมร่วมสมัยอีกสารพัด ที่เราทุกคนล้วนชอบสถิตตัวตนของเราและของคนอื่นให้มีความคงที่ ต่อเนื่อง ประหนึ่งว่าเรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยืนหยัดอยู่กับเอกลักษณ์นั้นตลอดมาและตลอดไป

     ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว จากประสบการณ์ทำงานที่ได้สัมภาษณ์ผู้คนมามากมาย ผมเชื่อว่าเราทุกคน ไม่ว่าใครก็ตาม ล้วนไม่ได้เป็นแบบนั้น

     อย่างที่บอกไว้แต่ต้น เราทุกคนล้วนไม่คงที่และแปรเปลี่ยนตลอดเวลา… วันนี้เป็นคนหนึ่ง พรุ่งนี้อาจจะเปลี่ยนเป็นอีกคน… ชั่วโมงนี้คิดอย่างหนึ่ง ชั่วโมงถัดไปอาจจะไม่คิดอย่างนั้นแล้ว… นาทีนี้พูดอย่างหนึ่ง อีกแค่อึดใจอาจจะพูดขัดกับที่เพิ่งพูดไว้…

     ในการไปสัมภาษณ์คนทั่วๆ ไป หนุ่มสาวหน้าใหม่ ดาราที่เล่นไปตามบท คนที่ทำอาชีพที่ไม่ได้นำเสนอตัวเองแบบสดๆ ผ่านสื่อบ่อย ไม่ได้ผ่านโลกมาเยอะ คนเหล่านี้จะเผยให้เห็นความไม่ต่อเนื่อง ไม่คงที่ และกลับไปกลับมาในบทสนทนาอย่างชัดเจน

     งานของผู้สัมภาษณ์คือการเรียบเรียงความไม่ต่อเนื่อง ไม่คงที่เหล่านั้น ให้กลับเข้าสู่ความต่อเนื่องและคงที่!!

     ดังนั้น ในคอนเทนต์สัมภาษณ์ที่เห็นกันเกลื่อนนิวส์ฟีด คุณจึงแทบจะไม่เคยเห็น ‘ความจริงแท้ของความไม่จริงแท้ของความเป็นมนุษย์’ แต่คุณจะได้เห็นอย่างที่นิ้วกลมบอกไว้ ว่ามีแต่คนที่พูดหล่อเกินไป คำคมมากมาย และฮีโร่เหนือมนุษย์

     แต่สำหรับคนที่ได้เรียบเรียงความคิดของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ได้พูด ได้แสดง ได้เขียน หรือนำเสนอตัวเองแบบสดๆ ผ่านสื่อบ่อยๆ เช่น นักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักแต่งเพลง ผู้กำกับหนัง ฯลฯ หรือคนที่มีอาวุโสมากๆ ผ่านร้อนผ่านหนาวในชีวิตมาเยอะ คนเหล่านี้จะนำเสนอบทสนทนาที่มีความคงที่ ต่อเนื่อง และแสดงเอกลักษณ์ของตนเองได้ดี

     บางคนจะเชี่ยวชาญถึงขนาดที่สามารถเลี้ยงสมดุลในบทสนทนา ให้อยู่ก้ำกึ่งระหว่างการบอกเล่าเรื่องเล่าแห่งความจริงแท้ของตัวเอง และการวิพากษ์วิจารณ์ความจริงแท้ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน

     ผู้สัมภาษณ์จะทำงานได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ราวว่าแค่แกะเทปเสร็จก็เสร็จงาน แทบไม่ต้องอีดิตเรียบเรียงอะไรให้เลย แต่อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าใครจะมีความจริงแท้กว่าใคร

 

     กรณีตัวอย่างที่คลาสสิกมาก ก็คือนักร้องนักแต่งเพลงเพื่อชีวิตที่เคยให้สัมภาษณ์ด่าเครื่องดื่มชูกำลัง แล้วในอีกทศวรรษต่อมา เขาทำเครื่องดื่มชูกำลังออกมาขายเสียเอง และยังมีกรณีอื่นๆ อีกมากมายที่เรามักจะเคยเห็นไอดอลของเราคนโน้นคนนี้ ทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม ไม่เป็นคนเดิมคนที่เราเคยรู้จัก

     ในขณะที่หลายคนก่นด่าเพราะผิดหวังในความไม่จริงแท้ของไอดอลคนนั้นๆ แต่ผมกลับคิดว่านี่แหละที่โคตรจริงแท้เลย สิ่งที่คุณเคยอ่าน เคยดู เคยฟัง และรับรู้ตัวตนของคนอื่นผ่านสื่อ ล้วนไม่จริงแท้และมักเกินเลยไปจากความเป็นมนุษย์ปุถุชน

     ไม่ว่าจะนำเสนอตัวเองเก่งแค่ไหน เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือน เป็นปี เป็นสิบปี คนเราทุกคนต้องเปลี่ยน และเราไม่มีทางจำได้ทั้งหมดว่าเราเคยนำเสนอตัวตนไว้อย่างไรบ้าง

     อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคารพในการงานที่ทำมายี่สิบกว่าปี ผมเพียงแค่จะอธิบายคอนเซ็ปต์ที่น่าสับสนงุนงงของสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากการทำงานนี้มานาน ว่าทำไมเราจึงมักจะหล่อเหลาเกินจริงเมื่อนำเสนอตัวตนผ่านสื่อ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า

เรื่องโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ