การได้ช่วยเหลือชายตาบอดคนหนึ่ง ทำให้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการเดินทางไปตลอดกาล

Editor's Note
6 May 2019
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ, อุษา นพประเสริฐ

ปกติแล้วผมเป็นคนเดินเร็วมาก พวกเพื่อนๆ เวลาไปไหนมาไหนด้วย เมื่อเห็นผมเดินจ้ำพรวดๆ มุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว โดยไม่สนใจอะไรรอบข้างเลย พวกเขามักจะทักว่ากำลังเดินตามควายเหรอ ผมไม่รู้ตัวหรอกว่านิสัยเดินเร็วนี่มีที่มาจากไหน แต่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันไปแล้ว

     นิสัยและความคิดชอบเร่งรีบแบบนี้เคยติดตัวมาแน่นหนามาก ทั้งที่จริงๆ แล้วผมเองก็ไม่มีธุระอะไรรีบร้อน เวลาไปเดินซื้อข้าวของหรือเสื้อผ้าในห้าง ผมมักจะคิดไว้แล้วว่าจะซื้ออะไร ตรงร้านไหน แล้วก็เดินจ้ำๆ พรวดๆ ไปให้ถึงร้านเลย แล้วก็ใช้เวลาไปกับการเลือก การลอง และต่อรองในร้าน แทนที่จะเดินเอื่อยเฉื่อย ทอดน่อง ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะไปถึงจุดหมาย

 

     มีวันหนึ่งผมไปเดินแถวสยามฯ ผมลงรถไฟฟ้าสถานีสยาม แล้วก็เดินจ้ำๆ ไปหาซื้อของที่มาบุญครอง ระหว่างทางก็เจอแต่อุปสรรคบนฟุตพาทตลอดทางอีกแล้ว พวกเด็กวัยรุ่นเดินทอดน่อง รถยนต์ก็จอดกันเกะกะจนแทบไม่เหลือทางเท้าให้เดิน ใจลอยไปถึงที่ร้านขายของในห้างแล้ว แต่ตัวยังติดอยู่ตรงบันไดทางขึ้นสะพานลอยฝั่งตรงข้ามอยู่เลย
ทำไมคนข้างหน้าเดินกันช้าจังเลย!? ผมหงุดหงิดรำคาญ เงยหน้ามองขึ้นไปก็เห็นคนตาบอดคนหนึ่งกำลังยักแย่ยักยันอยู่ตรงบันไดขั้นบนสุด เมื่อผมเดินขึ้นไปถึง ก็เห็นเขากำลังจะเดินไปชนราวทางเลื่อนบนสะพานลอย ดีไม่ดีเขาอาจจะหกล้มก็ได้ ทางเดินในกรุงเทพฯ นี่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับคนพิการเลยจริงๆ

     ผมเดินเข้าไปจับแขนเขา แล้วดึงออกมาจากราวทางเลื่อนนั่น แล้วถามเขาว่ากำลังจะไปไหน เขาบอกว่ากำลังจะไปที่ท็อปส์ ผมก็ถามว่าท็อปส์ไหนครับ เขาบอกว่าท็อปส์ซูเปอร์มาร์เกต ช่วยพาไปหน่อยได้ไหม… ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ ผมให้เขาจับแขนแล้วเดินไปท็อปส์พร้อมกัน

     เราค่อยๆ เดินผ่านทางเชื่อมสะพานลอยชั้นสองเข้าสู่ศูนย์การค้า ช่วงเย็นวันเสาร์นี่คนแน่นมาก และทางเดินในศูนย์ฯ ก็แคบมาก เขากันพื้นที่ทางเดินครึ่งหนึ่งเอาไว้ให้คนเช่าตั้งแผงลอยด้วย ถ้าเป็นผมมาคนเดียว ตอนนี้คงเดินเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวาเหมือนกายกรรม จ้ำพรวดๆ แป๊บเดียวก็ไปถึงจุดหมายที่ต้องการ

     แต่ผมเพิ่งรู้ว่าการจูงคนตาบอดฝ่าฝูงชน เป็นอะไรที่ทุลักทุเลและยุ่งยากเกินคาด พวกเราค่อยๆ เดินกันช้าๆ ผมชะลอฝีเท้าลง เพราะกลัวว่าเขาจะเดินตามไม่ทัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีคนอื่นกำลังเดินจ้ำพรวดๆ สวนทางมาอย่างรีบร้อน ผมห่วงว่าจะชนกับชายตาบอดที่เกาะแขนอยู่ล้มไป

     ระหว่างการเดินระยะทางสั้นๆ แค่จากสะพานลอยทางเชื่อมกับศูนย์การค้า ผมรู้สึกว่าทำไมมันถึงกินเวลายาวนานแบบนี้ เพื่อแก้ความเบื่อและเพื่อสะกดอารมณ์ร้อนรุ่ม ผมเอ่ยถามเขาว่ามาจากไหนครับ เขาบอกว่ามาจากพัทยา เขาทำงานอยู่ที่โรงเรียนคนพิการแห่งหนึ่ง ผมถามเขาว่าจะมาซื้ออะไร เขาบอกว่ามาซื้อลูกอมกลับไปฝากเพื่อนๆ ที่โรงเรียน

     แค่ซื้อลูกอม ที่ไหนก็มีขาย ทำไมต้องมาซื้อถึงที่นี่ด้วย? ผมถามเขา แต่เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับมา พวกเรามาถึงหน้าซูเปอร์มาร์เกต ผมพยายามกวาดตามองหาพนักงานประจำร้านสักคน เพื่อจะได้มารับช่วงดูแลชายตาบอดคนนี้ต่อ แต่กลับไม่เจอเลยสักคน

     มากันถึงขั้นนี้แล้ว ผมเลยพาชายตาบอดเดินเข้าไปที่ชั้นวางสินค้าขนมหวานทั้งหลาย เขาวานให้ช่วยหยิบลูกอมรสมินต์ถุงใหญ่ ผมหยิบมาส่งให้เขา เขาถามราคาว่าถุงละเท่าไหร่ ผมบอกไปว่าถุงละ 19 บาท เขาบอกว่าขอให้ช่วยหยิบออกมาห้าถุง

     ผมถามว่าจะเอาอย่างอื่นอีกไหม เขาบอกว่าพอแล้ว ช่วยพาไปจ่ายเงินด้วยได้ไหม ผมก็ให้เขาเกาะแขนแล้วเดินไปต่อคิวเพื่อจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ คิวข้างหน้าเรายืนต่อแถวกันยาวเหยียด ใจผมลอยไปร้านค้าที่เป็นจุดหมายของตัวเอง ผมชะโงกไปดูแถวข้างหน้าว่าทำไมจ่ายเงินกันชักช้าเหลือเกิน

     นานแสนนานกว่าจะถึงคิวของเรา ชายตาบอดวางลูกอมรสมินต์ห้าถุงลงบนเคาน์เตอร์แคชเชียร์ พนักงานเอาถุงไปส่องไฟสแกนบาร์โค้ด รวมเป็นเงินทั้งหมด 95 บาท ชายตาบอดเปิดกระเป๋าสะพายสีดำของเขา เอามือล้วงเข้าไปคุ้ยข้าวของข้างใน แล้วเขาก็รูดซิปช่องลับข้างในกระเป๋า หยิบเอากระเป๋าเงินออกมา เขาเปิดกระเป๋าเงินออก แล้วรูดซิปช่องลับในกระเป๋าเงิน ผมแอบเหลือบดูข้างใน ก็เห็นแบงก์หลายใบพับๆ เรียงเอาไว้ข้างในนั้น เขาหยิบแบงก์ขึ้นมาใบหนึ่ง เอามือลูบคลำแบงก์นั้นสักอึดใจ แล้วก็คลี่มันออกมาวาง

     คนตาบอดอย่างเขาแยกแยะมูลค่าแบงก์แต่ละใบได้ด้วยลักษณะการพับที่เขาพับเตรียมเอาไว้ และจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ให้ง่ายต่อการหยิบใช้ ชายตาบอดส่งแบงก์ร้อยให้พนักงานแคชเชียร์ พนักงานแคชเชียร์กดปุ่มคิดเงินกรุ๊งกริ๊ง ลิ้นชักเครื่องเปิดออก เขาหยิบเหรียญบาท 5 เหรียญ ออกมาเทใส่มือชายตาบอด ชายตาบอดหยิบเหรียญขึ้นมานับด้วยสองมือ แล้วเขาก็หย่อนเหรียญลงในกระเป๋าเงินอีกช่องหนึ่งซึ่งไว้ใส่เหรียญ

     เขารูดซิปปิดช่องลับใส่แบงก์ แล้วเอากระเป๋าเงินหย่อนลงไปในช่องลับในกระเป๋าสะพายสีดำ เขารูดซิปปิดช่องลับในกระเป๋าสะพายสีดำ แล้วจัดข้าวของในกระเป๋าให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนที่จะปิดกระเป๋าสะพาย เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการสำหรับซื้อลูกอมห้าถุง กระบวนการทั้งหมดนี้กินเวลายาวนานเหมือนผ่านไปหนึ่งกัป

     ลูกค้าคนอื่นที่กำลังต่อคิวหลังจากพวกเรา พวกเขาคงชะเง้อชะแง้ดูเราอยู่ตลอดเวลา และก็คงคิดเหมือนกับผมนั่นแหละ ว่านี่ทำอะไรกันนานจัง ผมรีบจูงมือชายตาบอดออกมาจากคิว และคว้าถุงใส่ลูกอมมาด้วย เขาบอกว่าช่วยยัดถุงลูกอมใส่ในกระเป๋าให้หน่อยได้ไหม เขาหยิบกระเป๋าสะพายใบเดิมขึ้นมา เปิดมันช้าๆ แล้วผมก็ยัดถุงลูกอมลงไป เฮ้อ! เสร็จเสียที

     ชายตาบอดบอกว่า สุดท้ายแล้วครับ ช่วยพาไปส่งที่ร้านขายซีดีเพลงแม่ไม้เพลงไทยได้ไหม สบายมากอยู่แล้ว ช่วยทั้งทีก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด เราเลยพากันเดินมุ่งหน้าไปร้านแม่ไม้เพลงไทยที่อยู่ชั้นล่างเหมือนกัน

     ผมถามชายตาบอดว่านัดเพื่อนไว้ที่ร้านแม่ไม้เพลงไทยเหรอ เขาบอกว่าเปล่า เขาจะไปซื้อซีดีเพลงเพื่อไปเปิดให้นักเรียนที่โรงเรียนฟัง ผมถามเขาว่า แล้วเดี๋ยวคุณจะกลับบ้านยังไง? เขาบอกว่าจะไปขึ้นแท็กซี่ที่หน้าห้าง แล้วไปต่อรถตู้กลับพัทยา เขาเดินทางมาซื้อของแบบนี้บ่อยจนชินแล้ว

     เมื่อมาถึงหน้าร้านแม่ไม้เพลงไทย เรากล่าวคำล่ำลากันนิดหน่อย ผมส่งเขาไว้ตรงหน้าร้านนั้น เห็นเขาเอามือเอื้อมไปสัมผัสกับแผงวางขายซีดี คงจะกำลังทำความคุ้นเคยกับสถานที่ ทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง แล้วก็รีบเดินจ้ำพรวดๆ ไปที่จุดหมายของตัวเอง

     เรื่องราวเกี่ยวกับชายตาบอดคนนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขาเข้ากรุงเทพฯ มาเพื่อซื้อของนิดๆ หน่อยๆ ดูไม่ค่อยคุ้มค่าเหนื่อยและเสียเวลายังไงก็ไม่รู้ กว่าจะออกจากบ้าน กว่าจะทุลักทุเลขึ้นรถหลายต่อ กว่าจะเดินไปถึงร้านค้าที่ต้องการ กว่าจะต้องฝ่าการจราจรขากลับบ้านอีก

     จุดหมายคืออะไร ระหว่างทางคืออะไร และความคุ้มค่าคืออะไร?

 

     ผมเคยมีวิธีคิดว่า คนเราควรจะมองหาจุดหมายข้างหน้าที่ชัดเจน หาวิธีไปให้ถึงจุดหมายแบบรวบรัดที่สุด สั้นง่ายที่สุด และก็รีบทุ่มพลังทั้งหมดไปให้ถึง ทำภารกิจให้สำเร็จๆ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพื่อจะได้ไปทำอะไรอย่างอื่นต่อไป เหมือนการเดินออกจากบ้านไปป้ายรถเมล์ หรือการเดินทางไปออฟฟิศในแต่ละวันๆ คือรีบเดินไปให้มันถึงๆ เสียที แล้วจะได้ไปทำอะไรอย่างอื่นต่อ

     ประเด็นคือ แล้วหลังจากไปถึงที่หมายแล้ว ต่อจากนั้นชีวิตคืออะไร? ที่สุดแล้วมันก็คือการส่งใจไปข้างหน้าเรื่อยๆ โดยที่เราไม่เคยมีวันถึงจุดหมายที่แท้จริงเสียที

     ในยามเย็นที่สยามสแควร์กับการได้ช่วยเหลือชายตาบอดคนหนึ่ง ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการเดินทางไปตลอดกาล

     ผมไม่รู้หรอกว่าชายตาบอดคนนั้นเขามีวิธีคิดอย่างไร ทำไมเขาไม่เอาเวลาเดินทางไกลๆ และยากลำบากนี้ไปทำอะไรอย่างอื่น ผมแค่รู้สึกว่ามันแปลกประหลาดมากๆ ในขณะเดียวกัน มันก็ไร้แก่นสารมากๆ ด้วย ผมอยากนำเรื่องนี้กลับมาเล่าให้ฟัง

     เพื่อนคนหนึ่งรับฟังเรื่องราวนี้ แล้วเขาก็ถามขึ้นมาว่า ชายตาบอดคนนี้ชื่ออะไร

     ไม่รู้สิ! ผมลืมถาม อืม… ผมลืมถาม

 


หมายเหตุ – เรียบเรียงจากตอนหนึ่งในหนังสือ นี่นั่นโน่น โดย แพรวสำนักพิมพ์

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า

เรื่องโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ