คงไม่ใช่เพียงเพราะเรายังไม่กล้าฆ่าตัวตาย ชีวิตต้องมีความหมายมากกว่านั้นสิ

เมื่อเย็นวาน หลังจากกลับมาจากงานศพคุณแม่ของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง พอเปิดประตูบ้านเข้าไปก็ได้ยินเสียงแม่ของผมเองกำลังคุยโทรศัพท์กับพี่สาว พวกเขาคุยกันอยู่นาน พอจับใจความได้คร่าวๆ ว่าช่วงวันสงกรานต์ปีนี้ พี่สาวจะไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้าน น้ำเสียงแม่ฟังดูผิดหวังและเศร้า

     ในรอบปีหนึ่งๆ ก็มีแค่วันหยุดยาวช่วงเทศกาลที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวเราจะสามารถเดินทางกลับบ้านเพียงสองครั้ง คือปีใหม่และสงกรานต์ มันเหมือนเป็นหมุดหมายที่แม่เฝ้ารอให้วนมาถึงในทุกๆ ปี ทุกวันเขากาวันที่บนปฏิทินแล้วนับถอยหลัง เหมือนพยายามเร่งวันเร่งคืน

     จำได้มีอยู่วันหนึ่ง ผมตื่นเช้าลงมา แล้วแม่ก็ถามว่าเดี๋ยวช่วงวันหยุดสงกรานต์ปีนี้เราไปกินวิเศษไก่ย่างกันดีไหม หลานชอบกินไก่กับข้าวเหนียว ผมฟังแล้วก็งงๆ เพราะนี่มันยังแค่กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่เราเพิ่งผ่านเทศกาลวันตรุษจีนมาไม่นาน เป็ดไก่ไหว้เจ้ายังกินไม่หมดเลย ต้นฉบับนิตยสารแต่ละสัปดาห์ๆ แต่ละเดือนๆ ยังปิดงานไปได้ไม่ถึงไหนเลย แม่พูดล่วงหน้าไปถึงแผนสำหรับเดือนเมษายนแล้ว

     การรับรู้เกี่ยวกับเวลาของเรานั้นแตกต่างกันอย่างมาก และมันคงทำให้มุมมองเรื่องชีวิตของเราก็ต่างกันด้วย

     ความเจ็บป่วย ความแก่ชรา และความตาย ทำให้ผมเกิดความงุนงงสงสัยว่าชีวิตคืออะไรกันแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าแก่ชรามาถึงจุดหนึ่ง หรือเมื่อเจ็บป่วยร้ายแรง จนไม่สามารถเดินเหิน ไปเที่ยวไหนต่อไหน หาอะไรกินตามใจปาก หรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่สามารถทำงานทำการ หรือสร้างประโยชน์อะไรให้กับใคร …แท้จริงแล้วเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร

     มีแนวคิดที่ผมมักจะลักจำมาจากหนังสือธรรมะมากมาย ที่ชอบสอนให้เราใช้ชีวิตเพื่อเตรียมตัวตาย ระลึกถึงมรณานุสติไว้ เพราะจิตสุดท้ายก่อนจะสิ้นใจนั้นสำคัญที่สุด ถ้ามีโอกาส ผมจึงมักจะบอกให้แม่ไปทำบุญ ฝึกสวดมนต์ และเตรียมจิตใจให้ดีๆ

     หลายปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้ผมเห็นเขาสวดคาถาชินบัญชรก่อนนอนทุกคืน และหมั่นใส่บาตรพระที่หน้าบ้านเป็นประจำ แต่มันก็เท่านั้นเอง ระหว่างวันเขาใช้เวลาบนเตียงหน้าจอทีวี หลับๆ ตื่นๆ เร่งวันเร่งคืน ดูปฏิทินและนับถอยหลังให้ถึงวันปีใหม่หรือไม่ก็วันสงกรานต์ เวลาเกือบสิบปีที่มนุษย์คนหนึ่งต้องถูกจำกัดอยู่ในกรงของร่างกายที่ขยับเขยื้อนอย่างยากลำบาก ทนต่อความเบื่อหน่ายของกระแสธารแห่งเวลาที่ไหลไป ทำให้ผมชักจะไม่แน่ใจแล้ว ว่าคนเราควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร

 

     พักนี้ผมรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วขึ้นเรื่อยๆ เผลอแป๊บเดียวก็วันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่เราปิดเล่มนิตยสารกัน เสาร์อาทิตย์ได้หยุดพักหายใจหายคอ เพื่อรอให้วนมาถึงวันจันทร์เริ่มต้นทำงานรอบใหม่ แล้วหลังจากนั้น พอเผลออีกแป๊บเดียวก็สิ้นเดือนอีกแล้ว ผ่านมาสักพักก็หมดไตรมาสแรกของปี และแน่นอนว่าอีกไม่นานก็จะถึงวันสิ้นปี แล้วก็ถึงวันขึ้นปีใหม่ วนๆ ไปแบบนี้

     ถึงแม้จะมีงานทำ สามารถเลี้ยงชีพให้อยู่รอด และสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้ภูมิใจ แต่แท้จริงแล้วชีวิตมีความหมายอะไรมากไปกว่านี้อีกไหม

     ผมนึกถึงแมวที่เลี้ยงไว้ เราเก็บมันมาจากวัด ติดโรคหัดแมวมางอมแงมปางตาย ขี้ไหลเลอะเทอะเปรอะเปื้อนตลอดเวลา เราส่งมันเข้าไอซียูเพื่อกู้ชีวิตกลับคืนมาได้สำเร็จ

     สมัยที่เอาเข้าบ้านมาใหม่ๆ มันเป็นตัวผู้ ยังไม่ได้ทำหมัน วันๆ จึงดูหงุดหงิดงุ่นง่าน ภรรยาและผมออกจากบ้านไปทำงานตั้งแต่เช้า เลิกงานกลับถึงบ้านสองสามทุ่ม ทุกวันมันถูกปล่อยไว้ในบ้านอย่างเดียวดาย พร้อมชามน้ำ ชามข้าว กระบะทราย และที่ลับเล็บเล็กๆ ถึงแม้บ้านจะน่าอยู่ ปลอดภัย และสุขสบายแค่ไหน ก็ดูเหมือนว่ามันไม่เคยรู้สึกพอใจ มันร้องหง่าวๆ จะขอออกไปข้างนอกตลอดเวลา

     ผมเคยถามภรรยาว่า แมวพวกนี้มันมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร เราช่วยยื้อชีวิตมันไว้ได้สำเร็จเพื่อจะเอามันมากุมขังอยู่ในกรงแห่งชีวิตแบบนี้หรือ

     ภรรยาผมบอกว่าจะเอาน่ะ ใจเย็นๆ เดี๋ยวจะเอามันไปทำหมันในช่วงวันสงกรานต์ที่จะถึงนี้ เพราะเธอมีวันหยุดยาว จะได้อยู่บ้านคอยดูแลพยาบาลแผลให้มันได้ บางทีนี่อาจจะช่วยทำให้มันสงบลง

     ผมอธิบายกับเธอว่าการทำหมันก็เป็นเรื่องหนึ่ง เหตุผลในการมีชีวิตอยู่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมอยากรู้ว่าแมวจะเคยสงสัยไหม ว่ามันจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ถ้าต้องอยู่แต่ในบ้านหลังนี้ และอยู่ในร่างกายเล็กๆ นี้ต่อไปอีก 10-20 ปี

 

     ถ้าไม่มีภพหน้า ไม่มีชาติหน้า ไม่มีนรกและสวรรค์ ไม่มีแม่น้ำและคนถ่อเรือ ไม่มีสะพานทอดข้าม ไม่มียามเฝ้าประตู ฯลฯ ถ้าทุกอย่างที่ว่ามานี้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่า เป็นการปรุงแต่งตำนานลี้ลับกันขึ้นมา จนกลายเป็นลัทธิความเชื่อ กลายเป็นศาสนา ถ้าความจริงแท้มีแค่เพียงวัตถุสสาร

     เคยมีเพื่อนคนหนึ่งพูดไว้ว่า เหตุผลเดียวที่ทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ คือเพียงเพราะเราไม่กล้าฆ่าตัวตาย ฟังดูตลกร้ายและขันขื่น แต่มันอาจจะจริง ประการแรกคือเรากลัวเจ็บ และอีกประการคือเราไม่รู้ว่าจะต้องไปเผชิญกับอะไรหลังจากที่ตายไป ซึ่งเจ้าความไม่รู้นี่แหละที่โคตรน่ากลัว

     ถ้ามาถึงวันที่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนออกมาพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าไม่มีชีวิตหลังความตาย ผมคิดว่าคนครึ่งโลกจะฆ่าตัวตาย และคนอีกครึ่งโลกที่เหลือจะค่อยๆ ฆ่าแกงกันเองจนหมด ศาสนาและระบบศีลธรรมทั้งหมดจะล่มสลาย ชีวิตจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ไร้ความหมาย ไร้จุดประสงค์ และไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่จะดำเนินต่อไป

     ดังนั้น การที่เรามีความเชื่อและศาสนาเอาไว้จึงดีกว่า อย่างน้อยมันก็ทำให้โครงสร้างสังคมแบบที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ยังดำรงอยู่ได้

 

     วันสงกรานต์ปีนี้ ถึงแม้พี่สาวผมจะไม่ได้กลับมาบ้าน แต่ลูกหลานคนอื่นก็คงมากัน และพวกเราก็จะพากันไปกินข้าวที่ร้านวิเศษไก่ย่าง แล้วชีวิตของเราทุกคนก็จะผ่านไปอีกวัน ผ่านไปอีกเดือน ผ่านไปอีกปี

     แมวที่บ้านเราตอนนี้อายุห้าขวบ เราได้ยื้อชีวิตมันไว้ และเอามันมาเลี้ยงแบบระบบปิดนานห้าปี ทำหมันมันเรียบร้อยจนตอนนี้มันสงบเสงี่ยมลงเยอะ และมันจะต้องอยู่แบบนี้ต่อไปตลอดอายุขัย ซึ่งก็น่าจะต้องอีกสิบหรือยี่สิบปี

     เรากาปฏิทินนับวันรอการเฉลิมฉลองรื่นเริง เพื่อจะได้ทนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และในเวลาเดียวกัน เราทำหมันเพื่อเก็บกดความรื่นเริง เพื่อจะได้ทนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ คงไม่ใช่เพียงเพราะเรายังไม่กล้าพอที่จะฆ่าตัวตายใช่ไหม? ชีวิตต้องมีค่ามีความหมายอะไรมากกว่านั้นสิ ผมหวังเช่นนั้น

 

หมายเหตุ: เรียบเรียงจากเฟซบุ๊กส่วนตัว ปี 2015

Share Post
Like 0 View 1955

Author

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ