วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | การปรากฏตัวของผู้อ่านในงานแจกลายเซ็นหนังสือของผม

Editor's Note
27 Oct 2018
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ช่วงงานสัปดาห์หนังสือฯ ที่ผ่านมา ผมไปยืนรอแจกลายเซ็นที่บูธของสำนักพิมพ์อะบุ๊กส์ แล้วรู้สึกมีความสุข มีกำลังใจในการทำงานเขียนต่อไป

     มีเรื่องที่ผมชอบเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนที่ออกหนังสือเล่มแรกในชีวิต ผมเคยไปแจกลายเซ็นแบบนี้เหมือนกัน และตอนนั้นมีคนมาให้ผมเซ็นแค่ 1-2 คน ในตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ยืนรอคอยอย่างกระสับกระส่าย มีงานสัปดาห์ฯ บางปีที่ไปเป็นวิทยากรบรรยายหรือได้เปิดตัวหนังสือ มีคนมานั่งฟังอยู่สี่หรือห้าคน ซึ่งก็เป็นคนที่เดินผ่านไปผ่านมา แล้วเมื่อยขาอยากหาที่นั่งพักผ่อน

     มันเป็นแบบนี้มานานหลายปี จนผมชินชาและเริ่มเรียนรู้ที่จะทำงานและมีชีวิตต่อไป โดยไม่สนใจผลตอบแทนหรือเสียงสะท้อนกลับมาจากภายนอกมากนัก จนกระทั่งในการแจกลายเซ็นครั้งล่าสุด มีเด็กหนุ่มมายืนรออยู่ที่หน้าบูธ เขาเปิดกระเป๋าสะพายใบใหญ่ที่ดูหนักอึ้ง หยิบหนังสือเก่าๆ ของผมเกือบสิบปกออกมา แล้วยื่นมาขอลายเซ็น

 

     Your presence is a present ผมนึกถึงวลีนี้ขึ้นมา

 

     มันเป็นวลีเก่ามากแล้ว ผมได้ยินมันครั้งแรก ตอนที่ภรรยาโทรศัพท์คุยกับเพื่อนสนิทของเธอ เพื่อเชิญให้มาเป็นแขกในงานแต่งงานของเรา เธอพูดบอกเพื่อนที่กำลังอยู่อีกปลายสายว่า เพียงแค่การปรากฏตัวของเขา ก็มีความหมาย มีคุณค่ากับพวกเรามากเพียงใด

     ในชีวิตของเรา ทั้งด้านส่วนตัวและด้านการทำงาน ยิ่งนานวัน ยิ่งเติบโต เรายิ่งได้รู้จักผู้คนมากมาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึกห่างไกลและไม่อบอุ่นใจ ในงานแต่งงานของเรา มีแขกเหรื่อมาร่วมงานไม่มากนักหรอก มีเพื่อนร่วมงาน เพื่อนเรียน เพื่อนสนิท รวมถึงเพื่อนห่างๆ ที่ไม่คิดเลยว่าจะอุตส่าห์มา ซึ่งเราก็คิดว่าแค่นี้ก็มากพอแล้ว สำหรับที่จะทำให้เรามีความสุข ในวันพิเศษที่สุดในชีวิต

     Your presence is a present ผมนึกถึงคำนี้ขึ้นมาทุกครั้ง นึกถึงเพื่อนทุกคน ในโอกาสวันครบรอบแต่งงานของเรา

 

     ยิ่งมาอยู่ในยุคสมัยที่มีเทคโนโลยีการสื่อสารไฮเทค รวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่าย เราติดต่อสื่อสารกันได้กว้างไกลและตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นเช้ายันเข้านอน เพียงแค่ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา หรือเพียงแค่ยกหน้าจอขึ้นมาสไลด์ เรามีเฟรนด์มาแอดเพิ่มขึ้นทุกวัน มีฟอลโลเวอร์มาตาม มีคอมเมนต์มาชม มีไลก์มาเชียร์ มีคนช่วยแชร์และช่วยรีทวีต

     เครือข่ายของเราขยายกว้างออกไป แต่ตัวเรากลับหดเล็กลง ความสำคัญน้อยลง ตกอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรของข้อมูลข่าวสารที่ถูกแปลงเป็นดิจิตอล ไหลบ่าผ่านสื่อกลางไปมาอย่างท่วมท้นล้นเหลือ ในทุกๆ วินาที มีสเตตัสและทวีตมหาศาลเลือนลับหายไป ถูกแทนที่ด้วยเรื่องใหม่เข้ามาตลอดเวลา

     ในสภาพการณ์เช่นนี้ ‘เวลา’ กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เพราะต้องการสงวนไว้เพื่อแข่งขันกันในการเปิดรับข่าวสาร สสาร กลายเป็นของที่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรง ทรัพยากร และเวลาในการเดินทางขนย้าย และ การปรากฏตัว กลายเป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยของเรา มันคือขั้นสูงสุดของความสัมพันธ์

 

     เพื่อนของผมคนหนึ่งเป็นนักวาดการ์ตูน เขาโพสต์สเตตัสหนึ่งในช่วงงานสัปดาห์หนังสือฯ ซึ่งผมคิดว่ามันจริงมากๆ ประมาณว่า ช่วงงานสัปดาห์หนังสือฯ คือช่วงที่บรรดานักเขียนทั้งหลาย จะได้เช็กยอดไลก์ในโลกแห่งความเป็นจริง จำนวนยอดไลก์ในโซเชียลมีเดียที่เคยทำให้เราคิดว่าตัวเองนั้นโดดเด่น มีความสำคัญเหลือเกิน กำลังจะได้รับการพิสูจน์ความจริงเสียที

     มีคำโควตตลกๆ ของสตีฟ มาร์ติน นักแสดงตลกที่มีผลงานศิลปะแขนงอื่นๆ อีกทั้งเขายังเป็นนักเขียนอีกด้วย เขาบอกว่า ผมเคยคิดว่าถ้าผมมีทวิตเตอร์ และมีคนติดตามผมหนึ่งแสนคน นั่นแปลว่าหนึ่งแสนคนนั้นสนใจหนังสือของผม นั่นคือคิดตามตรรกะ แต่มันไม่ใช่ความเป็นจริง มันกลายเป็นว่าถ้าผมมีคนติดตามในทวิตเตอร์หนึ่งแสนคน จะมีสี่คนในนั้นที่สนใจหนังสือของผม

 

     เมื่อหลายปีก่อน ผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรเพื่อพูดเรื่องโซเชียลมีเดียและการเมืองไทย จัดโดยกลุ่มศิลปินอิสระกลุ่มหนึ่ง ในงานนี้ยังมีสื่อมวลชน ศิลปิน และนักวิชาการด้านสื่อ มาร่วมเป็นวิทยากรด้วย ผมกระจายข่าวงานนี้ออกไปในโซเชียลมีเดียล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ๆ ทางผู้จัดงานก็เปิดแฟนเพจเพื่อแจ้งกำหนดการออกไปให้ได้กว้างที่สุด และเดาว่าวิทยากรคนอื่นๆ ก็คงจะทำเช่นเดียวกันนี้ในเครือข่ายของตน เราจัดกันในสถานที่ใจกลางเมืองหลวง เดินทางสะดวก ช่วงเวลาบ่ายๆ ของวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ทุกคนไม่ติดงานประจำ

     วันนั้นไม่มีคนมานั่งฟังเลยสักคนเดียว มีเพียงพวกเราวิทยากรสี่คน พิธีกรหนึ่งคน ทีมงานเป็นผู้ถ่ายวิดีโอ และภรรยาของผมที่ไปนั่งรอ คุยกันไปมาสักพักใหญ่ๆ จึงค่อยมี 2-3 คนที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้นพอดี มาแวะนั่งพักและฟังพวกเรา

     หลังงานจบลง พวกเราก็รับซองเงินค่าเดินทางจากผู้จัด แล้วก็ร่ำลากัน เตรียมจะแยกย้ายกลับบ้าน

     มีคนหนึ่งเดินมาหา แล้วบอกว่าเขาติดตามงานเขียนของผมมานาน และเพิ่งมาเจอตัวจริงในวันนี้ด้วยความบังเอิญ

     Your presence is a present. ผมนึกถึงคำนี้ขึ้นมา

 

     เมื่อสองสามปีก่อน ผมกับเพื่อนสนิทเคยจัดรายการพอดแคสต์ชื่อว่า Weslide Radio เราไปร่วมงาน TCDC Creativity Unfold ก่อนหน้าวันงาน ผมประกาศออกไปในโซเชียลมีเดียว่าพวกเราจะไปล้อมวงนั่งคุยกัน เพื่อเป็นการสรุปไอเดียจากงานนี้ เปิดให้แฟนรายการสามารถไปร่วมแจมกันได้

     พอใกล้เวลาแล้วก็ยังไม่เห็นมีใครมาสักคน ไม่มีใครมาตอบคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียเพื่อรับนัด ผมใจตุ๊มๆ ต่อมๆ แต่ก็แข็งใจพูดกับเพื่อนว่าถึงแม้จะไม่มีคนมาเลยก็ไม่เป็นไร เราก็จัดรายการของเราไปตามปกติ เหมือนทุกครั้งที่เราจัดกันเองสองคนอยู่ที่บ้าน

     ตอนที่เรากำลังจะกดเดินเครื่องอัดเสียง มีแฟนรายการของเราคนหนึ่งเพิ่งตามมาถึง พร้อมกับพาเพื่อนของเขามานั่งฟังด้วยอีกคน ผมดีใจน้ำตาจะไหล นึกในใจว่า Your presence is a present.

 

     ย้อนกลับไปนานกว่านั้น ผมเคยเป็นบรรณาธิการนิตยสารฉบับหนึ่ง เราจัดงานอีเวนต์เวิร์กช็อปให้กับลูกค้า ก่อนจะถึงวันงาน เราโทรศัพท์กลับไปคอนเฟิร์มนัดหมายว่าจะมีผู้มาร่วมหลายสิบคน แต่พอถึงหน้างานจริงๆ มีคนมาเพียง 4-5 คน พอโทรศัพท์ไปตาม บางคนก็บอกว่าเปลี่ยนใจแล้ว บางคนก็ไม่รับสายเลย ที่ว่างมากมายที่เตรียมไว้ก็ต้องให้ทีมงานพวกเรากันเองไปนั่งแทน

     ลูกค้าของเราไม่แฮปปี้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะสำหรับเขา การปรากฏตัวไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องมิตรภาพ แต่มันหมายถึงมูลค่าทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมสื่อ ในยุคสมัยที่เรามีเนื้อหามากเกินไปและมีช่องทางมากเกินไป มากจนถึงจุดที่ไม่มีใครรับประกันได้เลยว่าพวกมันถูกอ่านจริง ถูกเห็นจริง ข่าวสารไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในสื่อ หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ นิตยสาร อินเทอร์เน็ต ฯลฯ แต่มันได้ไหลบ่าออกมาท่วมท้นสู่โลกภายนอก กลายเป็นแอมเบียนต์ที่ล้อมรอบตัวเราอยู่

     ธุรกิจสื่อต้องขยายตัวออกไปสู่การสร้างอีเวนต์ในโลกแห่งความจริง ฐานผู้ชมหรือผู้อ่านจะต้องถูกแปรไปให้กลายเป็นกลุ่มผู้เข้าร่วมงาน การปรากฏตัวจะยิ่งมีมูลค่าทางธุรกิจมากขึ้นไป เมื่อกลายเป็นการรวมตัวกันอยู่ในอีเวนต์อะไรสักอย่าง จึงไม่ต้องแปลกใจที่ในวันเสาร์อาทิตย์ และในเวลาเย็นย่ำของวันทำงาน มันมักจะเต็มไปด้วยการจัดงานอีเวนต์ต่างๆ กระจายไปทั่วทุกมุมเมือง และเราต้องคอยติดตามข่าวสารอยู่ตลอด ถ้าไม่ใช่เพื่อจะไปร่วมงาน ก็เพื่อจะรู้สภาพการจราจร จะได้ไม่ต้องผ่านไปเจอรถติดแถวนั้น

     นอกจากเราจะก้มหน้าดูจอโทรศัพท์ตลอดทั้งวันแล้ว เรายังถูกสรรพเสียงแอมเบียนต์การตลาดแทรกเข้ามาในโสตประสาทและปลายหางตาตลอดเวลา ในแต่ละวันๆ เราจะถูกเชิญให้ไปเข้าร่วมกับกิจกรรมอะไรๆ มากมาย คอนเสิร์ต วิ่งมาราธอน ตลาดนัด นิทรรศการ จากทุกสื่อ ทุกสินค้า ทุกธุรกิจ

 

     ในปัจจุบัน ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมงานเสวนาอยู่เรื่อยๆ มีบางงานที่มีผู้เข้าร่วมงานบางตาจนน่าใจหาย ผู้จัดงานทำสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ และเกรงใจแขกผู้มาเป็นวิทยากร ผมก็ได้แต่นึกในใจ ว่าจำนวนเท่านี้ก็ต้องถือว่าเยอะมากแล้ว สำหรับยุคสมัยที่เราทุกคนถูกยื้อแย่ง ฉุดกระชากลากถูไปมา ถูกถล่มถมทับด้วยข้อมูลข่าวสารมากมาย มันเหนื่อยแสนสาหัสจนไม่อยากจะขยับตัวไปไหน

     ทำให้ การปรากฏตัว จึงกลายเป็นของหายากและยิ่งมีค่า มีความหมาย และ Your presence is a present. ก็ยิ่งเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

     ผมบอกเด็กหนุ่มที่ยื่นหนังสือเก่าของผมเกือบสิบปกมาให้เซ็นว่า ไม่ว่าจะมีคนอ่านหรือไม่มีคนอ่าน มีคนเห็นหรือไม่มีคนเห็น เราก็ยังยืนหยัดที่จะทำงานของเราต่อไปอยู่ดี แต่อย่างน้อยที่สุด เมื่อได้รู้ว่ามีคนติดตามเรามายาวนานขนาดนี้ ก็รู้สึกมีความสุข มีกำลังใจในการทำงานต่อไป

 


** หมายเหตุ เรียบเรียงจากบล็อกเก่าใน Storylog เมื่อสามปีก่อน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า