‘The Course of Love’ เมื่อรักคือการกระทำไม่ใช่คำนาม คือความตั้งใจไม่ใช่ความหวัง

Live, Learn, Love!
14 Feb 2019
เรื่องโดย:

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม, พชร สูงเด่น

Alain de Botton ผู้เขียนหนังสือ The Course of Love เคยกล่าวไว้ว่า นิยายรัก กวี หนังฮอลลีวูด หรืออะไรเทือกนั้น ที่วาดภาพฝันถึงรักโรแมนติกไม่ได้ช่วยให้เรารักได้ดีขึ้น หากกลับทำให้เราเป็นคนรักที่แย่ลง เป็นเครื่องเร่งความเปราะบางในความสัมพันธ์ของยุคนี้ พอๆ กันกับที่เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า Walt Disney คือวายร้ายตัวฉกาจ ที่สร้างความฝัน สร้างความหวังให้คนมากมายผ่านวลีเด็ดที่บอกว่า “and they live happily ever afterและพวกเขาก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขตราบชั่วนิรันดร์…” และจบเรื่องราวลง ราวกับว่าชีวิตจริงนั้นสิ้นสุดแค่ประตูวิวาห์นั่น

     เลือก The Course of Love มาอ่านต้อนรับเดือนแห่งความรัก ด้วยความสงสัยว่า de Botton ที่วิพากษ์วิจารณ์ความ(ไม่)โรแมนติกของความรักจะเขียนนิยายรักออกมาอย่างไร และก็เป็นไปอย่างที่คิด นี่ไม่ใช่หนังสือที่ดีเลยหากคุณอยากอ่านนิยายแสนหวานที่วาดภาพความรักในฝัน หากนี่เป็นหนังสือ …ไม่ใช่สิ เป็นคู่มือเลยก็ว่าได้ หากคุณไม่ได้อยาก แต่ตั้งใจที่จะมีความรักที่ดีในความเป็นจริง

     ตรงกันข้ามกับนิยายรักทั่วไป ที่เรื่องเกินค่อนเล่มวกวนอยู่กับช่วงเวลาแห่งการตกหลุมรัก และบทสุดท้ายมักจบลงที่คนสองคนได้ครองรักกันราวกับนั่นคือเส้นชัยของการวิ่งหอบไล่ล่าหารักมาตลอดทาง ตรงกันข้ามกับนิยายรักเหล่านั้น การเริ่มต้นระหว่าง Rabih และ Kirsten ถูกเขียนขึ้นอย่างสั้นกระชับราวกับว่า การพบกันนั้นเป็นเพียงฉากสั้นฉากหนึ่งของหนังมหากาพย์

     เรื่องราวของ Rabih และ Kirsten เริ่มต้นจากคนแปลกหน้าสองคนที่ชีวิตพามาให้พบกัน ไม่ต่างจากเรื่องรักดาษดื่นทั่วไป หากการย้อนกลับไปในวัยเด็กของคนทั้งสองทำให้ปฐมบทของเขานั้นดูจะถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่วัยเด็ก  เปล่า, ไม่ใช่ถูกกำหนดด้วยพรหมลิขิตหรืออะไรเทือกนั้น หากถูกกำหนดด้วยความขาดๆ เกินๆ ของการได้รับความรัก ของการได้รู้จักความสัมพันธ์ครั้งแรกผ่านพ่อแม่ของพวกเขา ที่ดูจะชี้ชะตาได้ว่าเขาทั้งสองจะชอบคนแบบไหน และมีความรักอย่างไร

     Rabih เติบโตในเบรุต หลังสงคราม กับพ่อชาวเลบานีสและแม่ชาวเยอรมัน ที่เมื่อเสียชีวิตไปเพียงหนึ่งปี พ่อเขาก็แต่งงานใหม่ทันทีกับหญิงชาวอังกฤษที่ เย็นชา ไร้อารมณ์ ในขณะที่ Kirsten มีวัยเด็กที่เกือบ ‘ปกติ’ ได้เพียง 7 ปีก็ต้องใช้ชีวิตที่เหลือด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจว่า พ่อของเธอจากไปไหน และทำไมถึงทิ้งแม่และเธอไป

     หนุ่มลูกครึ่งเลบานีส และสาวสก็อตติชที่เส้นทางชีวิตดูจะไม่เหมือนกันสักอย่าง ยกเว้น อาการเจ็บป่วยที่เราต่างไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามี และความหวังถึงใครสักคนที่อุดมคติ ‘Romanticism’ ทำให้เราเชื่อและคอยตามหา ‘โซลเมต’ ใครสักคนที่จะมาปลดคำสาป เป็นส่วนหนึ่งที่ขาดหายให้กับสิ่งที่เราก็ไม่รู้ว่าอะไรกันที่มันว่างเปล่าหายไปจากใจ

     เกือบจะโรแมนติกที่ Rabih และ Kirsten ดึงดูดกันทันทีเมื่อเขาได้รู้จักกัน แต่ในความจริงแล้ว การดึงดูดกันมันอาจไม่ใช่ความสมบูรณ์ของอีกฝ่าย หากคือความเปราะบาง ความไม่เต็มของอีกฝ่ายที่หันมาชนกันพอดีกับด้านที่เรามีขาดๆ เกินๆ มันคือการที่ Kirsten ได้เล่นบทสมยอม (submissive) ในความสัมพันธ์นี้ที่เธอไม่สามารถทำได้กับอาชีพการงานของเธอที่ต้องเป็น ‘ผู้หญิงเก่ง’ พึ่งตนเองได้ตลอดเวลา ในขณะที่ Rabih เองก็ชอบใจที่จะได้เล่นบทนำ (dominant) ในความสัมพันธ์นี้ ที่สถาปนิกเกรดสองอย่างเขา ไม่สามารถเล่นได้ในชีวิตจริง

 

     หากนี่คือนิยายรักอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นพล็อตเรื่องรักที่น่าเบื่อที่สุด แต่คงเป็นคำกล่าวที่คลาดเคลื่อนแต่แรก เพราะ The Course of Love ดูจะไม่ใช่นิยายรักตามคำโปรยที่ว่าไว้ แต่คือเรื่องรักที่จริงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ กับฉากสามัญธรรมดาของความรักในชีวิตจริง

     ตั้งแต่การทะเลาะกันเรื่องใครเป็นคนซักผ้า หรือการเลือกคอลเล็กชันแก้วน้ำ ที่เบื้องลึกของความขัดแย้งกันนั้นมันไม่ใช่เธอไม่ยอมฉัน แต่มันคือความขัดแย้งที่เรายังคลี่คลายไม่ได้ในตัวเราเอง ความต้องการเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายของ Rabih เพราะทนไม่ได้กับลวดลายสวยงามอันดูเป็นสิ่งแปลกปลอมในพื้นที่สงคราม ในขณะที่ Kirsten โหยหาของใช้บางอย่างที่ทำให้บ้านเป็นบ้านในแบบที่เธอไม่เคยมี…

     หรือฉากเข้ารับการบำบัดที่ฟังดูไม่โรแมนติกที่สุดที่ความสัมพันธ์หนึ่งจะไปสู่จุดนั้นได้ กลับกลายเป็นฉากที่โรแมนติกที่สุดที่ Rabih และ Kirsten จะมีให้กัน เพราะนั่นคือการแสดงให้เห็นว่า ท่ามกลางความขัดแย้ง การนอกใจ ไปจนถึงวันที่ไม่ใช่แค่หมดรักแต่พาลจะเกลียดกัน พวกเขายัง ‘ตั้งใจ’ ที่จะอยู่ด้วยกัน แม้ในวันที่นิยายรักไม่สนุกอย่างที่คิดอีกต่อไป

 

     ความพยายามที่จะรัก ไม่ใช่ปล่อยไปตามหัวใจ, ความไม่สมบูรณ์ของอีกฝ่ายที่ทำให้เราดึงดูดกัน ไม่ใช่ความสมบูรณ์, ความซ้ำซาก ธรรมดาของชีวิตประจำวันที่ทำให้เรารู้สึกมั่นคงในความรัก หาใช่ความหวือหวา ตื่นตาตื่นใจ ทั้งหมดนี้อาจเป็นเรื่องราวที่หักล้างภาพโรแมนติกของความรักที่เราเคยจดจำ และทำให้ ‘ความอยาก’ มีความรักเริ่มหดหายไป

     แต่นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าใจความรักที่ดีที่สุดที่เราอาจมีได้ ว่าความรักนั้นไม่ใช่ความอยาก ไม่ใช่ความหวัง หากคือความตั้งใจ เป็นการกระทำ เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนพยายาม ไม่ใช่เพียงคำนามที่เราโหยหา เพื่อให้ได้รับมา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม

บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ลำดับที่สองของ adB ผู้เป็นบิดาของแมวสองตัว และมอบหัวใจให้กับจินตหรา สุขพัฒน์

เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต