Death Cleaning | ตายก่อนตาย วิถีสวีดิชในการกำจัดสิ่งของให้หาย ก่อนความตายมาถึง

ชีวิตหลังความตายมีจริงมั้ยไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้แน่ๆ คือเราต่างทิ้งสิ่งของเครื่องใช้มากมาย ในวันที่เราหายไปจากโลกนี้ สิ่งของที่คนเบื้องหลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะทิ้งก็เกรงใจคนที่จากไปแล้ว ครั้นจะเก็บไว้ก็ไร้ความจำเป็น

     เดธคลีนนิง (Death Cleaning) หรือ เดอสแต็กนิง (Döstädning) ที่แปลตรงตัวได้ว่า การทำความสะอาด (Stadning) ความตาย () เป็นวิธีการที่ มาร์การเร็ต แม็กนัสซัน (Margareta Magnusson) ผู้เขียนหนังสือ The Gentle Art of Swedish Death Cleaning นิยามว่าหมายถึง การจัดการ คัดสรรสิ่งของที่ตัวเองมี นำสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกไป ให้สิ่งของต่างๆ ค่อยๆ หมดไปจากบ้าน ก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไป

 

กระแสการจัดบ้านแนวทางญี่ปุ่น

     ที่ใช้การจัดบ้านทำให้ชีวิตดีขึ้นด้วยการเลือกเก็บเฉพาะสิ่งของที่ทำให้มีความสุขไว้ หากเดธคลีนนิงนั้นมีเป้าหมายไปไกลกว่านั้น เป็นการจัดบ้านที่ไม่ใช่เพียงเพื่อความสุขของตัวเองในวันที่ยังมีชีวิต หากเพื่อความสบายใจของคนใกล้ชิดในวันที่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้นในการเลือกว่าจะเก็บ หรือทิ้งอะไรออกไปจากบ้านที่พวกเขายังต้องอยู่ต่อไป

     มาร์กาเร็ต อายุแปดสิบกว่า ในวันที่เธอเขียนหนังสือเล่มนี้ เธอเล่าว่าเธอผ่านการย้ายบ้านสิบเจ็ดครั้งตั้งแต่เกิดมา ประสบการณ์ที่ทำให้เธอเข้าใจดีว่า การตัดสินใจเลือกว่าของสิ่งใดควรอยู่หรือไปนั้นไม่ง่าย และถ้ามันยากแม้แต่กับเธอเองที่เป็นเจ้าของสิ่งนั้น มันคงยากกว่าสำหรับคนอื่นๆ ที่ต้องมาจัดการหาที่ไปให้สิ่งของเหล่านี้ในวันที่เธอไม่อยู่ตัดสินใจชี้ชะตาให้ข้าวของของเธอได้ด้วยตนเอง

     คำว่า ‘ตาย’ อาจทำให้ใครกังวลใจในความหมายที่จะทดลองวิธีนี้ หรือชวนคนรอบตัวมาทำสิ่งนี้อยู่บ้าง ชื่อของมันอาจทำให้คิดว่ามันคือการกวาดล้างข้าวของในวันก่อนตาย หากความจริงแล้ว เดธคลีนนิงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นฉับพลันในวันเดียว หากคือกระบวนการค่อยเป็นค่อยไปในการเปลี่ยนจากชีวิตที่ยิ่งอยู่นาน สิ่งของยิ่งเพิ่มพูน กลายเป็น ยิ่งอยู่นาน ยิ่งมีของน้อยลง ค่อยๆ กำจัดของออกทีละชิ้นสองชิ้น จนถึงวันสุดท้ายที่เราหายไป และไม่เหลือภาระใดให้ใครต้องมาจัดการ

     และถึงแม้ผู้เขียนจะแนะนำวิธีการนี้ให้กับคนที่ ‘กำลังเดินทางมาสู่ครึ่งหลังของชีวิต’ หากนั่นไม่ได้หมายความว่า มันจะใช้ได้ผลเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วนี่ดูจะเป็นปรัชญามากกว่าวิธีการ เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตมากกว่าความตาย ด้วยวิธีการง่ายๆ ในการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่นการเลือกตัดใจ ปล่อยวาง สิ่งที่ไม่ชอบ และไม่ทำให้เกิดประโยชน์ ไม่ยึดถือ แบกไว้ให้หนักบ้าน หนักชีวิตอีกต่อไป

 

การเสียดายข้าวของเพราะเสียดายเวลาที่เคยมีมา

     อาจแสดงว่าเรายังไม่ได้ให้คุณค่ากับสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ในวันที่มันอยู่ตรงนั้นเพื่อทำหน้าที่ของมัน หากกลับกัน เมื่อเราได้กำหนดมั่นหมายว่าจะปล่อยวางสิ่งที่ไม่ทำให้ชีวิตมีความหมายในวันนี้และวันต่อๆ ไป และเห็นว่าตราบใดที่ชีวิตเรานั้นมีอายุขัย ข้าวของเครื่องใช้ก็เช่นกัน ก็จะง่ายขึ้นในการปล่อยมันไป เห็นความไม่จีรังมากขึ้น จนความอยากลดลง ภาระที่เหลือทิ้งไว้ให้ใครต้องตามจัดการก็น้อยลง

     เหมือนที่ มาร์ก ทเวน (Mark Twain) เคยกล่าวไว้ว่า ‘The fear of death follows the fear of life. A man who lives fully is prepared to die at any time.—ความกลัวตายนั้นเกิดขึ้นกับคนที่กลัวชีวิต ผู้ใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แล้วเท่านั้นที่พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ’

     เดธคลีนนิงอาจฟังดูไม่ง่ายเท่าไร โดยเฉพาะในสังคมที่ความตายเป็นเรื่องต้องห้าม (ท่ามกลางอีกหลายเรื่อง) หากระลึกถึงความตายนั้นไม่ใช่เรื่องชวนหดหู่ แต่ช่วยทำให้ชีวิตมีความหมาย การได้ตัดสินใจว่าจะเก็บหรือปล่อยวางสิ่งใด สิ่งของหรือความสัมพันธ์ใดที่ควรมีพื้นที่อยู่ในชีวิต นอกจากจะช่วยให้ผู้ทำสิ่งนั้นเองได้หันไปรอบตัวแล้วเจอแต่สิ่งของ ผู้คนที่เราเลือกแล้วว่าจะมีชีวิตอยู่กับสิ่งนั้น กับคนนั้น

     และนั่นอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำให้คนรอบตัวได้ทั้งในวันที่จากไป และในวันที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยกัน

Share Post
Like 3 View 7297

Author

พชร สูงเด่น

นักศึกษาทุน Erasmus Mundus ด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนา กำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่ต้องวุ่นๆ สลับไปมาระหว่างนั่งเขียนรายงานในห้องสมุด อบขนมในห้องครัว เรียนรู้นอกห้องเรียนด้วยการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในยุโรป และการนั่งเขียนบันทึกทั้งหมดส่งมาให้ a day BULLETIN

สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

กราฟิกดีไซเนอร์ ผู้เลี้ยงปลาทอง กุ้ง และอื่นๆ ชอบงานคราฟต์ ต้นไม้ น้ำเต้าหู้ และในอนาคตใฝ่ฝันที่จะมีอควาเรียมเป็นของตัวเอง