“อย่าบอก, แสดงออกให้เห็น” ความลับในจดหมายรัก

Live, Learn, Love!
20 Jun 2019
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น, สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

“อย่าบอก, แสดงออกให้เห็น” (show, don’t tell)

เทคนิคการเขียนที่ใครหลายคนพร่ำบอก หากไม่เคยมีครั้งไหนที่ข้อความนั้นจะแสดงออกให้เห็นเท่ากับครั้งที่ได้อ่าน จดหมายถึง D. (Lettre à D.) จดหมายฉบับสุดท้ายที่ อ็องเดร กอร์ซ (André Gorz) เขียนถึง ‘ดอรีน’ คนรักของเขา จดหมายที่ลอกคราบเปิดเผยเนื้อในความรัก โดยแทบไม่เอ่ยคำว่ารัก

     อ็องเดร กอร์ซ คือชื่อที่โลกเรียกเขา นักคิด นักเขียน นักวิจารณ์สังคม การเมือง เศรษฐศาสตร์ คือตัวตนที่ผู้คนจดจำ หาก ‘เฌราร์’ คือชื่อเดียวที่เขาพร้อมตอบรับทันทีที่เธอเรียกหา เธอคนเดียวที่เรียกเขาด้วยชื่อนี้ เธอที่เขารู้แก่ใจว่าเขาจะไม่สามารถสร้างสรรค์งานที่ทำให้โลกรู้จักหรือจดจำเขาได้เลย—อย่าว่าแต่งานสักชิ้นเลย เขายังไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหม หากไม่มีเธอ

     เธอ, ดอรีน นักอ่าน บรรณาธิการคนแรกของงานทุกชิ้นที่เขาเขียนก่อนมันจะถูกตีพิมพ์ ถูกอ่าน ถูกวิจารณ์ด้วยสายตาหรือฝีปากของใครต่อใคร แต่ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเถิด หากเธอผู้เป็นแรงบันดาลใจยิ้มแล้วบอกว่าผ่าน เขาก็พอใจในงานนั้นแล้ว งานนั้นดูจะมีคุณค่าแล้ว หากมันได้สร้างความพึงใจให้แก่เธอ

     เธอ, ดอรีน คนแรกที่บอกว่าเขาต้องเขียน ยืนยันด้วยสายตาหนักแน่นว่าเขาเกิดมาเพื่อเขียน แล้วเขาต้องเขียนออกมาให้ได้ แม้นั่นจะหมายถึงเวลาที่เขามีให้เธอจะน้อยลง หากเธอยังคงปลอบประโลมเขาต่อไปว่า ชีวิตของเขาและเธอนั้นหาใช่เป็นหนึ่งเดียวกันเพียงแต่เรื่องส่วนตัวไม่ หากรวมถึงทุกข์สุขในกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน ราวกับว่าเธออุทิศทั้งชีวิตแล้วเพื่อให้เขาได้ทำงานที่เขามุ่งมั่น และนั่นก็ดูจะเป็นพลังให้เขาทะยานอยากสร้างงานที่มีค่ามากกว่าเดิม—ไม่ใช่เพื่อเขา เพื่ออุดมการณ์ดังที่นักวิจารณ์ว่ากันหรอก หากเพื่อชีวิตที่เธออุทิศให้แล้วต่างหาก เขาจะทิ้งขว้างมันเสียไม่ได้

 

     “แด่เคย” คำอุทิศในหนังสือ ผู้ทรยศ (The Traitor) หนึ่งในหนังสือสร้างชื่อให้เขา อาจฟังเหมือนเขาสละพื้นที่หน้าหนึ่งมอบให้เธอ แต่เปล่าเลย เขาไม่อาจแม้แต่จะหาญกล้าเขียนหนังสือเล่มหนานั้นออกมาได้หากเธอไม่อุทิศชีวิตของเธอให้งานของเขาก่อน การอุทิศที่เธอรู้แก่ใจว่ามันจะเป็นชื่อของเขาที่ได้รับการจดจำ ไม่ใช่ชื่อของเธอ คำอุทิศในหน้าแรกที่ใครต่างมองว่าโรแมนติกนักหนาที่นักปรัชญาจะสละพื้นที่หนึ่งหน้าให้คนรัก แท้จริงยังไม่สาสมกับที่เขาอยากตอบแทนเธอด้วยซ้ำไป

     ไม่เลย จดหมายถึง D. ไม่เหมือนงานเล่มใดของเขาเลย ทั้งขนาดที่บางเฉียบ ทว่าอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกส่วนตัว ต่างจากงานเล่มหนาทั้งหลายของเขาที่เต็มไปด้วยทฤษฎี ความคิดต่อส่วนรวม และไม่เลย อ็องเดรไม่แยแสต่อนักวิจารณ์และผู้อ่านอย่างเราเลย ผู้อ่านอย่างเราจะคิดเห็นอย่างไรกับจดหมายฉบับนี้ อ็องเดรไม่สนใจเลย ใจความของเขามีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลที่เขามีให้กับเธอ

     ให้กับเธอ ดอรีน, เธอที่ทำให้เขาตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานกว่า 50 ปีที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกัน ระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ฟังยาวนานสำหรับหนุ่มสาวที่ความรักสองสามปี ความหนาวสองสามฤดูกาล ก็ยังน่าเหนื่อยหน่ายเกินไป หากครึ่งศตวรรษยังไม่พอด้วยซ้ำไปที่จะทำให้เขาหนำใจกับการได้ใช้ชีวิตร่วมกับเธอ

 

     อาจจะคล้ายเรื่องบังเอิญแสนโรแมนติกที่คนต่างชนชั้น ต่างศาสนา ที่หนุ่มออสเตรียเชื้อสายยิวอย่างเขาจะได้มาใช้ชีวิตกับสาวสวยชนชั้นสูงชาวอังกฤษอย่างเธอ หากมันไม่ใช่ความเข้ากันได้อย่างที่ใครว่ากันไว้หรอกว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนสองคนเข้าหากัน ‘รอยแผลแต่กำเนิด’ ความขาดๆ เกินๆ ต่างหากที่ผสานความต่าง หลอมรวมเป็นความสัมพันธ์แห่งชีวิต

     แต่แม้บาดแผลนั้นจะดึงดูดเขาและเธอเข้าหากัน ในบางครั้งบาดแผลนั้นเองก็เป็นสิ่งที่กัดกินความสัมพันธ์ ดังที่เห็นได้ในคืนวันเก่าๆ ที่เขาเขียนถึงเธออย่างร้ายกาจ เขียนไปโดยไม่รู้ตัวจนกระทั่งเขียนเสร็จแล้วได้เห็นใจตัวเองผ่านงานเขียนว่า เขาเขียนถึงเธอในแง่ร้ายเพียงเพื่อจะกลบเกลื่อนความกลัวที่จะเสียคู่ชีวิตที่สมบูรณ์อย่างเธอไป ภาพบิดเบือนที่เขาสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อจะกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า เขารักเธอ—รักมากเกินกว่าจะยอมรับได้ว่าวันหนึ่งเขาอาจต้องเสียเธอไป และความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ความสามารถของเธอในการคว้าช่วงเวลาแห่งความสุขที่อยู่ตรงหน้าก็รังแต่จะทำให้เขากลัวเสียเธอมากไปกว่าเดิม

     เขารักเธอ—ข้อความสั้นๆ ที่เขารู้สึกกับเธอ แต่อัตตาโอบกอดเขามากเกินกว่าจะบอกเธอไป จนถึงวันนั้น วันที่ชะตาชีวิตตัดสินพาเธอไปอีกฟากฝั่งของชีวิต สายตาของเธอที่ปราศจากความกลัว หากเต็มอิ่มจากการได้ใช้ชีวิตมาแล้วอย่างหมดจด ที่ทำให้เขารู้สึกได้ว่า “ไม่มีความมั่งคั่งอื่นใดนอกจากการได้ใช้ชีวิต” (There is no wealth, but life)

     เขารักเธอ—สาระสำคัญที่สุด ที่หากไม่มีเธอแล้ว สรรพสิ่งไม่ว่าจะสำคัญแค่ไหนก็ดูจะหมดทั้งสาระและความสำคัญไป อันที่จริงแล้วการได้อ่านงานทั้งหมดที่เขาเคยเขียนมาอีกครั้งนั้น ทำให้เขาตระหนักในความจริงว่า ชีวิตที่ผ่านมา เขาเขียนได้ก็เพราะเธอ เธอผู้พร่ำบอกเขาอยู่ทุกวันว่า “ชีวิตคุณคืองานเขียน ก็เขียนต่อไปเถอะ” (Your life is writing. So, write)

     เขารักเธอ—สาระสำคัญที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนกับสิ่งที่เธอพร่ำแสดงออกอยู่ทุกวัน ความเข้าใจของเธอว่างานเขียนอาศัยความเป็นส่วนตัว ไม่มีเวลากลางวันหรือกลางคืน ไม่มียามหลับหรือตื่น มีเพียงโมงยามที่ความคิด ความรู้สึกครอบงำที่อาจเลือนหายไป หากพลาดหาถ้อยคำที่ยึดตรึงความคิดนั้นไว้ เธอดูจะเข้าใจเสมอว่าการรักนักเขียน คือการรักที่เขาเขียนงาน—หากมันใช้เวลาทั้งชีวิต จนกระทั่งนาทีสุดท้ายที่เขารู้สึกว่างเปล่าในทรวงอก มีเพียงร่างอุ่นบางเบาสี่สิบห้ากิโลกรัมของเธอที่พอจะเติมเต็มโพรงเปล่านั้นได้ ที่เขาเริ่มรับรู้ความรับของชีวิตว่า “ชีวิตคนเราจะเริ่มจริงๆ จังๆ ในเวลาตรงหน้าเท่านั้น”

     และเมื่อนั้นเอง ที่เขาเข้าใจสาระสำคัญที่เธอพยายามบอกเล่าให้เขาฟังโดยตลอดมา ผ่านการบอกรักด้วยชีวิตของเธอ

 


เรียบเรียงจากหนังสือ จดหมายถึง D.

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต

เรื่องโดย

สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

กราฟิกดีไซเนอร์ แม่ของคุณปอนโยะ @ponyo_thesea ปลาทองเพศเมียวัย 6 ปีที่ขยันท้อง และเป็นเจ้าของแบรนด์ไข่เค็มสุดอร่อย @เด็กขี่เป็ด