ความโรแมนติกที่ไม่โรแมนติก ความเชื่อในรักแท้ที่อาจทำร้ายความรัก

Live, Learn, Love!
7 Feb 2019
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น, สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

“เมื่อความรักร้องเรียกเธอ จงตามมันไป

แม้ทางของมันนั้นจะขรุขระและชันเพียงใด

และเมื่อปีกของมันโอบรอบกายเธอ จงยอมทน

แม้หนามแหลมอันซ่อนอยู่ในปีกนั้นจะเสียดแทงเธอ

และเมื่อมันพูดกับเธอ จงเชื่อตาม

แม้เสียงของมันนั้นจะทำลายความฝันของเธอ…”1

 

     อะไรกันเกี่ยวกับความรักที่ทำให้คนเราอดทนซ่อนตัวอยู่ในปีกแม้จะมีหนามแหลมทิ่มแทง ยอมเสี่ยงแม้การเดินตามความรักอาจต้องแลกด้วยความฝันของชีวิต? การหาคำตอบเกี่ยวกับมนต์สะกดของความรักที่ทำให้มนุษย์หลงใหล ศิโรราบยอมจำนนอย่างราบคาบ อาจต้องย้อนเวลากลับไปสักสามร้อยปีก่อนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ช่วงเวลาที่แนวคิดโรแมนติก (Romanticism) ได้ก่อตัวขึ้น… และเป็นจุดเริ่มต้นของความสับสน ร้อนรนในความรักที่ไม่จบไม่สิ้นของพวกเราจนถึงวันนี้

     ก่อนท้องฟ้าจะสดใส… ก่อนความอบอุ่นของไอแดด… ก่อนแนวคิดสุดแสนโรแมนติก ความสัมพันธ์ล้วนเป็นเรื่องของความอยู่รอด ตอบสนองการมีอยู่ของเผ่าพันธุ์ สัญชาตญาณดิบของมนุษย์ที่วิวัฒนาการค่อยๆ เปลี่ยนการอยู่ร่วมกันมาเป็นการอยู่เพื่อกัน เมื่อสองคนมารวมตัวกันนั้นดูคุ้มค่าในการเพิ่มแรงงานในฐานผลิต แนวคิดโรแมนติกในการหา ‘คนที่ใช่ ‘คู่คิดจิตวิญญาณ จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าการแต่งงานกับคนข้างบ้านเพื่อขยายพื้นที่ทำมาหากินในผืนดินที่สองบ้านนั้นใช้ร่วมกัน มันไม่มีหรอกแพชชันดูดดื่ม น้ำผึ้งพระจันทร์ มองตาแล้วสั่นสะเทือนไปถึงหัวใจราวกับมีผีเสื้อนับร้อยทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนสั่นไหว การแต่งงานไม่ได้จำเป็นต้องมีนัยยะความรักลึกซึ้งเสียเมื่อไร

 

     ศิลปิน นักปรัชญา ในศตวรรษที่ 18 คงนึกไม่ถึงว่าเวลาว่างที่พวกเขามีมากขึ้นหลังจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม จนทำให้พวกเขามีเวลามากขึ้น ได้ชมนก ชมไม้ เห็นความงามในแสงตะวัน จนกลายเป็นบทกวี งานเขียนที่ส่งต่อความคิดโรแมนติกชวนฝันจะชวนคนฝันไกลจนถึงตอนนี้ ที่ความโรแมนติกของพวกเขาถูกแปลงร่างไปไกล เป็นอุตสาหกรรมการแต่งงาน เป็นเพลงรักแสนหวาน ความสวยงามฟรีที่เป็นแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ได้ถูกแปลงให้มีมูลค่าขึ้นมาหลายล้านด้วยกลไกของทุนนิยม

     ความมีเวลาว่างมากขึ้นของชนชั้นสูงในยุคนั้น ทำให้มนุษย์ยุคโรแมนติกหลงใหล เคลิบเคลิ้มกับความสวยงามในธรรมชาติ มองเห็นว่าความรู้สึกและจินตนาการนั้นเป็นหนทางไปสู่การบรรลุภายใน ให้ความสำคัญกับความรู้สึก สัญชาตญาณ เหนือกว่าความคิด การใช้ตรรกะเหตุผล แนวคิดที่ค่อยๆ เปลี่ยนการแต่งงานจากความหมายของการผลิตและอยู่รอด จากความเป็นหน้าที่ เพื่อครอบครัว เพื่อคนอื่น ไปเป็นทางเลือก เป็นการเติมเต็มส่วนบุคคล

 

     “สายรุ้งในท้องฟ้า ชีวิตที่ได้เริ่มต้นขึ้น”2 ฟังดูดีไม่น้อยใช่ไหมกับการมีใครสักคนที่เป็นเหมือนแดดอ่อนๆ ในยามเช้า หันไปทีไรก็ราวกับได้เห็นพระอาทิตย์ของวันใหม่ โรแมนติกนิยมคงทำให้โลกดีขึ้นไม่น้อยหากเราต่างเห็นความรักเป็นแรงบันดาลใจ หากเพียงแนวคิดโรแมนติกนั้นไม่ก่อให้เกิดการคาดหวัง อุดมคติเคลือบน้ำตาลที่เป็นเงาตามตัวติดมา…

     ราวกับว่าชีวิตนั้นเกิดมาเพื่อตามหาใครคนใดคนหนึ่ง หาวงกลมที่ขาดหายเพื่อเติมเต็มวงกลมบิดเบี้ยวในสิ่งที่เราเป็น จนเกือบลืมไปว่าใครคนหนึ่งที่เราหวังให้เขามาเติมเต็มเหล่านั้น ก็เป็นวงกลมที่กลิ้งไปมากำลังหาทางลบความบิดเบี้ยวของเขาเองไม่ต่างกัน

 

     Alain de Botton นักคิด นักเขียนชาวสวิส กล่าวถึง Romantic Realism (โรแมนติกสัจจนิยม) ความโรแมนติกบนรากฐานความเป็นจริง ในความเป็นทักษะสำคัญที่ผู้คนควรมีในความสัมพันธ์ ให้เห็นความจริงว่าความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มี, ให้เห็นความพลั้งพลาดของคนรักที่เป็นมนุษย์มากกว่าความล้มเหลวของความรัก, ให้เห็นว่าความรักนั้นไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เรา ‘ตกหลุมรัก’ แต่ในวันที่เราโงหัวยืนขึ้นมาได้ในวันที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนผัน หากยังยืนยันตั้งใจที่จะยืนข้างกันต่อไป, ให้นักรักทั้งหลายได้เห็นว่าความโรแมนติกนั้นไม่ใช่ของขวัญฟ้าประทาน แต่เป็นความพยายาม ความตั้งใจไม่ต่างจากการงานทั้งหลายที่เราล้วนต่างต้องลงแรงและใส่ใจลงไปเพื่อเห็นผลงอกงามจากความพยายามที่เราทุ่มเท ให้เราเห็นความรักตามความเป็นจริง

 

     ดั่งสัจจะสุดท้ายที่ผู้เขียน ปรัชญาชีวิต เลือกที่จะจารึกไว้บนหลุมศพของเขาว่า:

 

“เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ

และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ

เธออาจจะให้ความรักแก่เขา แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้

เพราะว่าเขาก็มีความนึกคิดของตนเอง”3

 


1จากหนังสือ ปรัชญาชีวิต (The Prophet) เขียนโดย คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran)

2จากบทกวี The Child is Father of the Man ของ William Wordsworth กวีโรแมนติกนิยมชาวอังกฤษ

3จากหนังสือ The Course of Love เขียนโดย Alain de Botton ในปี 2016

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต

เรื่องโดย

สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

กราฟิกดีไซเนอร์ ผู้เลี้ยงปลาทอง กุ้งและอื่นๆ ในอนาคตใฝ่ฝันที่จะมีอควาเรียมเป็นของตัวเอง