ทำไม New year’s resolution ไม่เห็นผลเสียที มาลอง Year-end reflection กันดีกว่าไหม?

เชื่อว่า New year’s resolution หรือเป้าประสงค์ปีใหม่น่าจะเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ และมักจะทำกันในช่วงวันหยุดปีใหม่ ก็อะไรกันเล่า จะดีไปกว่าการพูดถึงความฝัน จินตนาการถึงความเป็นไปได้ การเริ่มต้นใหม่น่าตื่นเต้นและเปี่ยมไปด้วยความหวังเสมอ การพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วนั้นฟังดูเหี่ยวเฉา อะไรไม่ดีก็ทิ้งๆ มันไปเสียกับปีเก่าก็ดูจะง่ายกว่า…

     มีคนพูดกันมากมาย หนังสือหลายเล่มที่กล่าวถึงวิธีการตั้งเป้าหมาย ตั้งอย่างไร ตั้งแบบไหนที่จะทำให้ New year’s resolution กลายเป็นความจริงได้ Achieve your goals! Become a better you! ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน วัดผลได้ เป็นไปได้ ตั้งเดดไลน์ ฯลฯ ใครต่อใครต่างตั้งหน้าตั้งตาให้ความสำคัญกับอนาคต เพราะอนาคตนั่นไงล่ะคือพื้นที่แห่งความเป็นไปได้—ล้มแล้วลุก อย่าหันมอง มันเสียเวลา เดินหน้าดีกว่า!

     หากเราต่างรู้ดี โดยไม่ต้องให้ผลสำรวจมายืนยันว่ามีเพียง 35% เท่านั้นที่ประคับประคองเป้าหมายไปได้เกินเดือนแรกของปี ก่อนที่รูทีนเก่าๆ จะกลับมา ก่อนที่พฤติกรรมบางอย่างที่คั่งค้างจากปีเก่าที่เราไม่เคยมองเห็นจะเริ่มกลับมาเล่นงาน ก่อนที่เราจะเริ่มสะดุดเกิดแผลซ้ำๆ ย้ำตรงจุดเดิม เพียงเพราะเราไม่เคยใส่ใจจะหันหลังกลับไปมอง

 

     จากการได้ลองเขียน Month-end reffllection ทบทวนรายเดือนในปีที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกตัวได้ว่า เจ้าอดีตที่ใครไม่ยักจะเหลียวตามองนี่แหละเป็นกล่องของขวัญที่เปิดอ้า บรรจุเรื่องราวและบทเรียนมากมายไว้ในนั้น การได้ลงมือเขียนทบทวน ทำอะไร รู้สึกอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เรียนรู้อะไร อะไรทำได้ดีกว่านี้ได้อีก อะไรที่น่าชื่นชมกับตัวเอง อะไรที่ตบไหล่ตัวเองว่าไม่เอาแล้วนะ ไม่ดีกับตัวเองซะเลย อย่าทำอีกเลยนะ…’ ขอบคุณและหยิบเอาสิ่งที่น่าภูมิใจเอาไปใช้งานต่อในเดือนหน้า ให้อภัยและบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรนะกับสิ่งที่ห่วยบ้าง พลาดบ้าง ขอเจอและจบกันแค่นี้…

     เสียงที่ไร้การตัดสิน จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง กลายเป็นของขวัญที่จับต้องได้ เห็นได้ชัดเจนมากกว่า การเขียนถึงอนาคตที่ดูเลือนราง ความฝันถึงอนาคตนั้นมันหอมหวานจริง แต่มันก็ช่างล่องลอยเคว้งคว้างในอากาศ ส่วนอดีตนั้นมันออกจะขมฝาดต้องฝืนกลืนกินอยู่บ้าง หากมันหนักแน่น และเยียวยาเสมอเมื่อกรอกมันเข้าปากลงไป

     เมื่อสะท้อนได้อย่างนั้น อดีตเลยกลายเป็นของขวัญ ไม่ต่างจากคำกล่าวว่าของขวัญนั้นคือปัจจุบัน หรือ the present is present เต็มไปด้วยเรื่องราวที่มองเห็นได้ชัดกว่ากล่องของขวัญแห่งอนาคต และสุดท้ายก็คือร่องรอยจากอดีตนี่แหละที่ช่วยทำนายภาพของอนาคตได้ชัดขึ้น รู้ได้ชัดว่าอดีตแบบนี้จะนำพาเราไปอนาคตแบบไหน และหากทิศทางที่มันดูจะหันเหไปไม่ใช่หนทางที่เราอยากจะไปก็จะได้รีบปรับมันได้ทันในปัจจุบัน

 

     การได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านการเขียน Month-end reffllection ในปีที่ผ่านมา เลยกลายเป็นมากกว่าคู่มือพัฒนาตัวเอง หากมันค่อยๆ ปรับมุมมองภายในให้ขอบคุณอดีต ไม่เพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นให้แค่จบๆ ไป ไม่มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาฝากความหวังกับสิ่งใหม่ หากโอบรับทุกความรู้สึก จ้องมองไปในตาของสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นว่า คุณมาเพื่อสอนอะไรกับฉัน’ คุณต้องการบอกอะไร’ โค้งหัวให้ทุกปรากฏการณ์ก่อนจากกันไป กล่าวคำว่าขอบคุณกับอดีตให้บทเรียนกับปัจจุบัน และเป็นเข็มทิศให้กับอนาคต

     หากใครอยากลองสิ่งใหม่ๆในปีนี้ ลองใช้เวลาเขียน Year-end reffllection กันดูสักที บางทีอาจไม่ต้องรอความหวังให้เกิดขึ้นในปีใหม่ หากมุมมองใหม่ๆนั้นอาจเกิดขึ้นได้ในนาทีที่เรายอมรับอดีต และเริ่มปรับเปลี่ยนตั้งแต่ปัจจุบัน

Share Post
Like 2 View 4240

Author

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

หญิงสาว multi art skill ที่รับทำทุกอย่าง! จริงจังมากกับการการคุมโทน ชอบใช้ชีวิตเหงาๆ อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต อุทิศชีวิตตอนกลางคืนให้การติ่งบังทัน อยากเลี้ยงน้องหมา และช่วยเอ็นดูน้องด้วยนะคะ

พชร สูงเด่น

นักศึกษาทุน Erasmus Mundus ด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนา กำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่ต้องวุ่นๆ สลับไปมาระหว่างนั่งเขียนรายงานในห้องสมุด อบขนมในห้องครัว เรียนรู้นอกห้องเรียนด้วยการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในยุโรป และการนั่งเขียนบันทึกทั้งหมดส่งมาให้ a day BULLETIN