Love Actually | สิ่งที่ทำให้คนเราเป็น ‘มือที่สาม’ โดยไม่ได้ตั้งใจ

Love Actually
22 Jun 2018
เรื่องโดย:

สีตลา ชาญวิเศษ

คงไม่มีใครเถียงว่า การยุ่งกับแฟนหรือสามีภรรยาคนอื่นเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมและไม่ใช่สิ่งที่สังคมยอมรับ ทว่าเท่าที่ได้พูดคุยกับคนที่เป็นมือที่สาม เราพบว่า ไม่ใช่ทุกคนที่มีจิตใจชั่วร้ายคิดแย่งของของใครมาตั้งแต่ต้น แต่หลายคนเป็นคนนิสัยใจคอดีๆ คนหนึ่งเลย เพียงแต่สถานการณ์ต่างๆ นั้นพาไป

     ในครั้งนี้ เราเลยจะมาเล่าถึงเส้นทางสถานการณ์ หรือความคิดที่ทำให้คนดีๆ คนหนึ่ง หรือคนที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปยุ่งกับแฟนใคร ต้องกลายมาเป็นมือที่สามแบบไม่ได้ตั้งใจ เผื่อว่าใครกำลังสุ่มเสี่ยงตกอยู่ในสถานการณ์นี้จะได้ตั้งสติถอนตัวออกมาทัน

 

ความเหงาชักพา

     คนที่มีแฟนหรือมีสามีภรรยาอยู่แล้ว มักก้าวสู่ความสัมพันธ์ลับๆ เพราะก่อนหน้ามีปัญหากับคู่รักตัวเอง เช่น หมดรักแฟน รู้สึกเบื่อหน่ายท้อใจกับแฟน หรือรู้สึกว่าความคิดตัวเองกับแฟนไม่ตรงกันสักเรื่อง เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดความเหินห่าง ความเหงาเปล่าเปลี่ยวในใจ จนกระทั่งโชคชะตานำพาให้พวกเขาเจอหญิงชายคนอื่นที่บังเอิญเข้ากันได้ดี คุยแล้วสนุก รู้สึกตัวเองมีคุณค่า รู้สึกว่าอีกฝ่ายเข้าใจตัวเองได้ดีกว่าแฟนหรือสามีภรรยา

 

เริ่มต้นจากว่าสองฝ่ายต่างไม่คิดอะไร

     เหตุผลหนึ่งที่ฝั่งคนเป็นมือที่สามยอมพูดคุยกับคนที่มีคนรักแล้ว เป็นเพราะทุกอย่างมันเริ่มต้นด้วยการไม่คิดอะไรมาก่อน ยกตัวอย่างเช่น คนที่เรารู้จักคนหนึ่ง เขาแต่งงานและมีปัญหากับภรรยามาตลอด จนวันหนึ่งเขาบังเอิญเจอเพื่อนผู้หญิงสมัยเรียนที่ไม่ได้เจอกันนานหลายสิบปี พอเจอกันก็เลยถามสารทุกข์สุกดิบโดยไม่ได้คิดว่าจะไปจีบอะไร เพราะตัวเองก็มีภรรยาอยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่าพอคุยกันเกิดรู้สึกถูกคอ ต่อมาก็คุยกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

 

เส้นแบ่งอันพร่าเลือน

     หลังจากคนเหงาสองคนคุยกันสักพัก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความพร่าเลือนของความสัมพันธ์พวกเขา ใจหนึ่งพวกเขายอมรับว่า ตัวเองรู้สึกดีกับการได้คุยกับอีกฝ่าย แต่อีกด้านหนึ่งพวกเขามักเข้าใจว่า นี่ยังเป็นความสัมพันธ์แบบฉันเพื่อน (Platonic Love) เพราะมันยังไม่มีอะไรเกินเลย พวกเขาแค่คุยกันบ่อยเท่านั้นเอง และมักหยิบเหตุผลที่ทำให้ตัวเองสบายใจขึ้นมาด้วยการพูดว่า “ทำไมผู้หญิงผู้ชายจะเป็นเพื่อนสนิทกันไม่ได้”

     แต่เอาเข้าจริง หากพิจารณาในรายละเอียดก็จะรู้ว่า มันสนิทกันเกินเพื่อน พวกเขาไลน์หากันทุกวัน คุยกันวันละนานๆ แถมยังออกไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือ พวกเขาสนิทและผูกพันกันมากจนไม่อยากให้ความสัมพันธ์นี้จบลง

 

มักคิดว่าควบคุมตัวเองอยู่

     อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าหลายคนที่เป็นมือที่สามโดยไม่ได้ตั้งใจ มักไม่คาดคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งตัวเองจะไปแย่งแฟนคนอื่น แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาถลำลึกจนตกอยู่ในสถานะนี้เป็นเพราะพวกเขาประมาทความคิดตัวเองจนเกินไป

     พวกเขาเริ่มต้นจากการเชื่อว่า พวกเขาสามารถควบคุมตัวเองได้ โดยไม่ทำให้ความสัมพันธ์ไปไกลจนถึงขั้นผิดศีลธรรม แต่ปัญหาคือ พวกเขามักลืมไปว่า คนเราไม่ได้ใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิตร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่แทบเป็นเรื่องอารมณ์ที่เข้ามาควบคุมการกระทำ ไม่งั้นเราคงไม่เห็น ‘ผีพนัน’ ‘คนบ้าซื้อของ’ หรือคนที่หลงผิดทำอะไรแย่ๆ ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ดี ปัญหาไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร แต่พวกเขาเอาชนะอารมณ์ตัวเองไม่ได้

     ในทำนองเดียวกัน หลายคนที่ถลำลึกกลายเป็นมือที่สาม ก็เกิดจากแพ้ความคิดฝั่งอารมณ์ตัวเอง เพราะสนิทสนมผูกพันกันมากๆ มันก็เกิดอารมณ์ลึกซึ้ง จนในที่สุดก็เผลอทำในสิ่งที่ตัวเองไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะทำ

 

ยกเหตุผลมาทำให้ตัวเองสบายใจ

     ไม่มีใครอยากยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี สิ่งที่คนเหล่านี้มักทำต่อมาก็คือ การหาเหตุผลดีๆ มาทำให้ตัวเองสบายใจหรือรู้สึกผิดน้อยลง เช่น บอกตัวเองว่า สิ่งที่ทำไปก็เพราะอยากเป็นที่พักใจให้อีกฝ่ายที่เจ็บปวดจากสามีภรรยามา หรือการพร่ำบอกตัวเองว่า เราไม่เคยคิดจะไปพลัดพรากสามีภรรยาหรือลูกของเขา เราไม่ได้อยากได้เขามาเป็นของเรา เราแค่อยากมีเขาบางเวลาในจุดที่เป็นอยู่เท่านั้นพอ

     ซึ่งก็ต้องยอมรับว่านี่คือการหลอกตัวเองนั่นเอง โดยเหตุผลต่างๆ ที่ยกมานั้นไม่ใช่เหตุผลเพราะมันคือเหตุผลหรอก แต่เป็นข้ออ้างที่ทำให้พวกเขายังอยู่ในความสัมพันธ์นั้นต่อไปได้โดยไม่ทรมานใจมากนัก แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือการขุดหลุมฝังตัวเองลึกลงไปเรื่อยๆ จนยากเกินกว่าจะปีนออกมา พอรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็น ‘มือที่สาม’ แบบเต็มใจโดยสมบูรณ์

 

     จากที่เล่ามาทั้งหมด เจตนาของเราไม่ได้คิดจะมาตำหนิหรือตอกย้ำซ้ำเติมคนที่เป็นมือที่สาม เพราะเข้าใจว่าที่เป็นอยู่ ความรู้สึกผิดก็กัดกินจิตใจอยู่แล้ว เพียงแต่อยากชวนให้ตระหนักและรู้เท่าทันตัวเองก่อนที่อะไรมันจะสายหรือลุกลามเป็นปัญหาใหญ่โต

     สำหรับการจะออกมาจากปัญหานี้ได้ อย่างแรก คือ ต้องยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาก่อน ว่าเรื่องนี้มันไม่ถูกและเหตุผลดีๆ ที่บอกตัวเองมันคือคำโกหก อย่างที่สอง คือ มองให้เห็นว่า สิ่งที่ทำเป็น ‘ความสุขปลอม’ เพราะถ้าสุขจริง จะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงกวนใจอย่างนั้นหรอก อย่างที่สาม คือ บังคับใจตัวเองสร้างพฤติกรรมใหม่ที่ตัดขาดจากคนนั้นอย่างเด็ดขาด เพราะการปล่อยให้ตัวเองยังไปเจอหรือคุยกับคนนั้น คือการสร้างความคุ้นเคยในการมีเขาในชีวิต และอย่างสุดท้าย คือ ต้องมีความหวังและภาคภูมิใจในตัวเอง เพราะเหตุผลที่หลายคนยอมลดคุณค่าตัวเองไปทำอะไรที่ไม่ดี เป็นเพราะยังนับถือตัวเองไม่พอ ฉะนั้น ต้องเรียกความภูมิใจในตัวเองกลับคืนมา และมีหวังอยู่เสมอ ว่าเราคู่ควรกับสิ่งที่ดีและสุขอย่างแท้จริง

     ที่สำคัญ เรากำลังช่วยให้ตัวเองหลุดจากการทำร้ายตัวเองและทำร้ายคนอื่น คนเราทำผิดกันได้ แต่เมื่อรู้ตัวว่าผิด ก็ควรทำให้ถูก จริงไหม?

 


FYI

     จากผลการศึกษาวิจัยหัวข้อ Benefit or burden? Attraction in cross-sex friendship ในปี 2012 โดย April Bleske-Rechek พบว่า ผู้ชายผู้หญิงสามารถคงความเป็นเพื่อนสนิทแบบไม่คิดอะไร (Platonic Love) ได้ระดับกลางๆ และผู้ชายมีโอกาสที่จะคิดเกินเพื่อนได้มากกว่าผู้หญิง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สีตลา ชาญวิเศษ

คนทำงานด้านกลยุทธ์คอนเทนต์ นักเขียน นักการตลาดที่ชอบทำงานกับเกษตรกรและชุมชน