Love Actually | ทฤษฎีการจีบ 4 ขั้นของความรักยุคโซเชียลมีเดีย

Love Actually
16 Mar 2018
เรื่องโดย:

สีตลา ชาญวิเศษ

ต้องยอมรับว่าความน่าสนใจของการจีบในยุคปัจจุบัน ก็คือเจ้าโซเชียลมีเดียนั้นมีลูกเล่นเยอะขึ้นกว่าเว็บไชต์หรือแชตยุคก่อนไปมาก มันเลยทำให้การจีบกันมีลูกเล่นเพิ่มมากขึ้น เช่น หากอยากให้เขารู้ว่าสนใจก็กดไลก์อีกฝ่ายทุกโพสต์ หรือใช้สติ๊กเกอร์ที่มีรูปหัวใจหรือรูปจูบไปให้เพื่อทำให้อีกฝ่ายเอะใจ

     นอกจากนี้ด้วยความที่โซเชียลมีเดียเชื่อมโยงผู้คนทั่วไปหมด มันเลยทำให้เกิดการตกหลุมรักกับคนที่ห่างไกลเกินกว่าจะรู้จักได้ในโลกความเป็นจริง ยกตัวอย่าง เราอาจจะตกหลุมรักบล็อกเกอร์ที่เราไม่เคยเจอตัวจริงมาก่อน หรือเราบังเอิญปิ๊งกับเพื่อนของเพื่อนที่เพื่อนเราก็ไม่เคยแนะนำให้รู้จัก แต่เฟซบุ๊กดันเด้งโพสต์คนนี้มาบน News Feed ของเรา แล้วเราก็บังเอิญได้แชตคุยกันจนเป็นแฟน เป็นต้น

     ซึ่งถ้าจะให้ไล่เรียงการจีบก็คงอธิบายไม่หวาดไม่ไหว เพราะสเต็ปการจีบของคนแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป ดังนั้น เพื่อให้มันง่ายและจับต้องได้ ก็เลยต้องยกแนวคิดสเต็ปการจีบที่เป็นหลักวิชาการมาใช้วิเคราะห์ โดยทฤษฎีแห่งการจีบกันอันหนึ่งที่ถูกหยิบยกและถูกอ้างอิงบ่อยๆ ก็คือโมเดลการพัฒนาความสัมพันธ์ Knapp’s Relational Development Model ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้น

  1. ทำความรู้จักกัน (Initiating)
  2. ศึกษากัน (Experimenting)
  3. กระชับความสัมพันธ์ (Intensifying)
  4. หลอมหลวมความสัมพันธ์ (Integrating)
  5. ขั้นผูกมัด (Bonding)

     อย่างไรก็ตาม ขั้นที่ 5 ที่เป็นขั้นแบบร่วมหอลงโรงอย่างการแต่งงาน ซึ่งเลยจุดจีบกันไปเยอะแล้ว บทความนี้เลยตัดมาพูดถึงแค่ 4 ขั้นแรกที่เกี่ยวกับการจีบ โดยจะอธิบายไปด้วยเลยว่า 4 สเต็ปนี้ พอมันมาอยู่ในยุคโซเชียลมีเดีย จะมีลักษณะอย่างไร

flirting

4 Steps of Flirting

 
1. ขั้นทำความรู้จัก (Initiating)

     เป็นขั้นแรกที่คนแปลกหน้าสองคนโคจรมาเจอกันครั้งแรก และได้ทำความรู้จักกันว่าใครเป็นใคร บทสนทนาในขั้นนี้เลยเป็นการแนะนำตัว เช่น ชื่ออะไร อายุมากหรือน้อยกว่าอีกฝ่ายแค่ไหน ทำงานอะไร เรียนที่ไหน เป็นเพื่อนกับใคร

     แต่ทีนี้ ในโลกโซเชียลมีเดียจะแตกต่างออกไปตรงที่ว่า การโคจรมาเจอกันสามารถเกิดขึ้นได้ในโลกออนไลน์ เช่น เห็นทวีตในทวิตเตอร์ ปัดเลือกกันทั้งคู่ในทินเดอร์ หรืออาจเจอกันเพราะโพสต์ของอีกฝ่ายเด้งขึ้นมาใน News Feed ที่เกิดจากการมีเพื่อนร่วมกันคนหนึ่งไปคอมเมนต์ในโพสต์นั้น แล้วบังเอิญว่าเราเข้าไปคุยกันต่อ ก็ทำให้ได้รู้จักกัน ฉะนั้น ในขั้นแรก โซเชียลมีเดียต่างๆ มีส่วนช่วยให้คนสองคนได้โคจรมาเจอกัน

     นอกจากนี้ การแนะนำตัวว่าใครเป็นใครก็ไม่จำเป็นต้องให้ต่างฝ่ายต่างแนะนำตัวซึ่งกันและกัน แต่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถเข้าไปดูคร่าวๆ ได้จากข้อมูลประวัติในโซเชียลมีเดีย เช่น รูปโปรไฟล์ ข้อมูล Bio ที่ทำงาน สถานศึกษา มีเพื่อนร่วมเป็นใคร (Mutual Friend) หรือความสนใจ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถพอบอกได้ว่า คนคนนี้เป็นใคร อยู่ในสังคมแบบไหน ชอบหรือสนใจเรื่องอะไร และที่สำคัญคือไว้ใจได้ไหม เช่น มีเพื่อนร่วมกันเป็นคนใกล้ตัวเราหลายคน ก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ว่าคนคนนี้มีตัวตนจริง ไม่ใช่ตัวตนปลอม (Fake Identity)

     แต่ถ้าเป็นคนรู้จักกันอยู่แล้ว แล้วโคจรมาพบกันอีกครั้งในโซเชียลมีเดีย ก็จะข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย

 

2. ขั้นศึกษากัน (Experimenting)

     เป็นขั้นที่เราต้องการทำความรู้จักอีกฝ่ายให้มากขึ้น บทสนทนาในช่วงนี้จะเป็น ‘การคุยสัพเพเหระ’ หรือ Small Talk ที่ทำให้เกิดการเปิดเผยตัวตนของตัวเอง (Self-disclosure) ให้อีกฝ่ายได้รู้จัก

     เช่น คุยกันเพื่อให้รู้ว่าอีกฝ่ายสนใจเรื่องอะไร ชอบเที่ยวที่ไหน เป็นคนช่างพูดหรือเก็บเนื้อเก็บตัว ซึ่งในขั้นนี้ก็จะกินระยะเวลาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณการพูดคุยและปริมาณการเปิดเผยตัวตนมากหรือน้อย บางคู่พอคุยสัพเพเหระกันแล้วเกิดคลิกกัน รู้สึกได้ว่าสองฝ่ายมีตัวตนสอดคล้องกัน ก็จะสามารถก้าวผ่านขั้นที่สองนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว บางคู่อาจจะใช้เวลายาวนานมาก เพราะต่างฝ่ายต่างไม่เปิดเผยตัวเอง หรือไม่กล้าคุย ไม่กล้าถาม

     อย่างไรก็ตาม สำหรับบางคู่พอคุยกันกลับรู้สึกว่าตัวตนไม่ตรงกัน หรือลังเลสงสัยว่าไม่ใช่ ก็เพียงแค่รู้จักกัน แล้วเราสองคนเป็นเพื่อนกันดีกว่า ก็จะหยุดขั้นตอนการจีบกันอยู่แค่ขั้นที่สองนี้ และจบที่คำว่า ‘เพื่อน’

     สิ่งที่น่าสนใจมากๆ สำหรับในโลกโซเชียลมีเดีย ขั้นตอนการศึกษากันนี้จะครอบคลุมไปถึงพฤติกรรมการแอบดูเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมของอีกฝ่ายจนรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนนิสัยใจคออย่างไร หรือความสนใจคร่าวๆ เป็นไงบ้าง เราเรียกกิจกรรมแบบนี้ว่าเป็นการเข้าไป ‘ส่อง’ (Creep, Stalk) ซึ่งก็เป็นการแอบศึกษานิสัยของอีกฝ่ายแบบเนียนๆ

     นอกจากนี้ ในขั้นตอนนี้ยังครอบคลุมไปถึงการคุยกันระหว่างสองคนผ่านแชต เช่น ใน Facebook Messenger หรือใน Direct Message ของอินสตาแกรม และย้ายมาคุยกันต่อในไลน์

     สำหรับสิ่งที่เราคิดว่ามันคือไฮไลต์ในขั้นนี้ก็คือ การศึกษาอีกฝ่ายแบบทางเดียว (One-sided disclosure) ซึ่งการจีบสมัยก่อนจะไม่มี เพราะถ้าจะรู้จักอีกฝ่ายก็ต้องโทร.คุยกัน หรือไปเจอกัน ว่าง่ายๆ คือเป็นการศึกษาแบบสองทางพร้อมกัน (Two-sided disclosure) แต่ในยุคนี้แค่เข้าไปส่องโซเชียลมีเดียของอีกฝ่ายก็เป็นอันรู้เรื่องแล้ว

 

flirting

 

3. ขั้นกระชับความสัมพันธ์ (Intensifying)

     คือขั้นที่เริ่มตกหลุมรักแล้ว อาจเป็นการแอบรักข้างเดียว หรือทั้งสองฝ่ายแอบรักกัน แต่ต่างก็ยังไม่รู้ใจของอีกฝ่าย

     ดังนั้น การพูดคุยสื่อสารกันในขั้นนี้จึงไม่ใช่แค่ศึกษาเพื่อรู้จักอีกฝ่ายคร่าวๆ แต่อยากรู้ลงลึกไปในทุกเรื่อง คิดง่ายๆ เวลาเราชอบใคร ก็จะหมกมุ่นอยากรู้แต่เรื่องคนนั้น เวลาใครพูดเกี่ยวกับคนนั้นก็จะหูผึ่ง ซึ่งก็คือขั้นนี้นี่แหละ!

     นอกจากนี้คนสองคนก็จะใช้เวลาคุยกันเยอะขึ้น รวมทั้งพยายามแสดงออกซึ่งความรักให้อีกฝ่ายรู้ เช่น โทรศัพท์คุยกันก่อนนอนทุกคืน มีการแวะไปหา ทำเซอร์ไพรส์ ซื้อขนมไปฝาก ทำของไปให้ และสุดท้ายคือเริ่มออกเดตกัน

     แต่เมื่อมาเป็นยุคโซเชียลมีเดีย ก็เช่นเดียวกับขั้นตอนที่สอง คือแอบศึกษาอีกฝ่ายผ่านการส่องโซเชียลมีเดีย เพียงแต่ในขั้นนี้จะส่องหนักกว่า เช่น ดูทุกโพสต์ที่อีกฝ่ายลง มีการไล่ดูโพสต์หรือรูปย้อนหลังกันไปเป็นปีๆ ทั้งนี้ ก็เพราะอยากรู้ความเคลื่อนไหวของคนที่แอบชอบ รวมทั้งเช็กด้วยว่ามีแฟนแล้วหรือยัง มีคนที่ชอบอยู่แล้วไหม หรือมีคู่แข่งที่จีบพร้อมกันหรือเปล่า และที่สำคัญ เพื่อเก็บข้อมูลว่าอีกฝ่ายเป็นคนชอบอะไร จะได้หาเรื่องชวนคุยได้ หรือหาเรื่องไปเอาใจอีกฝ่ายได้ถูก

     และหากอยากแสดงออกว่าชอบ ก็ไม่จำเป็นต้องส่งขนมไปให้เหมือนการจีบสมัยก่อนเท่านั้น แต่สามารถใช้ลูกเล่นต่างๆ ในโซเชียลมีเดียเพื่อบอกความในใจ เช่น กดไลก์ (หรือถ้าอยากให้รู้ว่าชอบแบบชัดๆ ก็ตามไลก์ทุกโพสต์) หรือเขียนคอมเมนต์ตลกๆ น่าประทับใจ รวมไปถึงการส่งไฟล์เพลง ส่งลิงก์เกี่ยวกับเรื่องที่อีกฝ่ายชอบไปสร้างบทสนทนา

     หรือถ้าเป็นคู่ที่ยังมีฟอร์มใส่กันอยู่ ก็จะโพสต์อะไรหวานๆ ขึ้นมาลอยๆ ในเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม เช่น โพสต์เพลงบนหน้าไทม์ไลน์ และพิมพ์แคปชันเป็นประโยคที่ส่อนัยยะว่าหมายถึงอีกฝ่าย แต่แค่ไม่เอ่ยชื่ออีกฝ่ายเท่านั้น และถ้าอีกฝ่ายดันเล่นด้วย ก็จะผลัดกันโพสต์ลอยๆ โต้ตอบกันไปมา แบบที่ชาวบ้านอ่านแล้วก็คงงงๆ ว่าสองคนนี้ทำอะไรกัน

     นอกจากนี้ สำหรับการคุยกันที่เยอะและนานขึ้น ก็คือการแชตกันทั้งวันทั้งคืน ผลัดกันส่งรูปรายงานความเป็นไปของตัวเองในแต่ละวันให้อีกฝ่ายรู้ เห็นอะไรน่ารักหรือคิดถึงก็ส่งไปให้อีกฝ่ายดู มีบอกกู๊ดไนต์กันหวานๆ สติ๊กเกอร์ไลน์แบบคู่รัก เช่น บราวน์-โคนี ก็จะใช้ส่งกันไปมามากขึ้น ถัดมาก็จะไม่ใช่แค่แชตคุยกันอย่างเดียว แต่เริ่มอยากได้ยินเสียง อยากเห็นหน้า ก็จะโทร.คุยกันหรือวิดีโอคอล

     จากนั้นคนสองคนก็จะกลับมาใช้การสื่อสารแบบคลาสสิกที่สุด อย่างการมาเจอกัน เช่น ไปเดต ก็เพราะว่าชอบกันแล้ว ก็อยากมีความสนิทสนมทางกายภาพ ไม่ใช่แค่เห็นกันในออนไลน์ ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ช่วงท้ายๆ คนสองคนจะใช้โซเชียลมีเดียเพื่อดูความเคลื่อนไหว สร้างความประทับใจแก่กัน แต่จะเน้นการมาใช้เวลาร่วมกัน และคุยกันสองคนแบบส่วนตัวในแชตกันเองมากกว่า

     ถ้าให้สรุป โซเชียลมีเดียจึงมีบทบาทสำคัญในขั้นตอนการจีบกันคือ 1 2 และ 3 ตอนต้น แต่พอขั้น 3 ตอนท้ายๆ ก่อนจะเป็นแฟน คู่รักจะหันไปใช้สื่อแบบเจอหน้า (Face-to-face communication) เป็นหลัก

 

4. ขั้นหลอมหลวมความสัมพันธ์ (Integrating)

     ขั้นสุดท้าย หรือเรียกง่ายๆ คือ ‘เป็นแฟนกัน’ กล่าวคือ เราไม่ใช่ ‘สอง’ นะ แต่เราคือ ‘หนึ่ง’ เราเป็นคู่กันแล้ว ในขั้นนี้ก็จะมีการสร้างลักษณะความเป็นคู่ขึ้นมา เช่น การเลือกใช้สรรพนามแปลกๆ เรียกกันเอง โดยที่คนอื่นไม่เข้าใจ เช่น เค้า ตัวเอง หมู อ้วน ที่รัก เบ๊บ บู้ เบ่ การใส่เสื้อคู่ หรือการไปไหนมาไหนด้วยกันแบบปาท่องโก๋

     ส่วนวิธีที่คนสองคนใช้บอกใครๆ ในสังคมว่าตกลงคบหากัน ก็จะอาศัยการไปไหนมาไหนด้วยกัน จนคนอื่นพอเห็นแล้วก็จะรู้เองว่าสองคนนี้เป็นแฟนกันเรียบร้อยแล้ว

     แต่สำหรับในโซเชียลมีเดีย คู่รักไม่จำเป็นต้องอาศัยการไปไหนมาไหนด้วยกันเพื่อบอกคนอื่น เพราะสามารถทำได้แบบทีเดียวแล้วรู้กันทั้งบาง ก็คือ การลงรูปคู่ในโซเชียลมีเดีย การตั้ง in relationship with ก็นับเป็นการเปิดตัวว่าเป็นแฟนแล้วนั่นเอง

 

อย่างที่เล่ามาข้างต้น คิดว่าคุณผู้อ่านก็น่าจะพอเข้าใจได้แบบสบายๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวพวกเราเลย หรือดีไม่ดี คุณเองก็กำลังทำแบบนี้อยู่ก็ได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สีตลา ชาญวิเศษ

คนทำงานด้านกลยุทธ์คอนเทนต์ นักเขียน นักการตลาดที่ชอบทำงานกับเกษตรกรและชุมชน