Love Actually | ‘การสูญเสีย’ และ ‘การเกิดใหม่’

Love Actually
22 Jul 2018
เรื่องโดย:

สีตลา ชาญวิเศษ

ในบรรดาการสูญเสียที่หนักหนาที่สุดในชีวิตคน คงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘ความตาย’ สำหรับบางคน ความคิดถึงยังมีจุดสิ้นสุดให้ได้หายคิดถึงได้ ถ้าคนที่เรารอยังมีชีวิตอยู่และรู้ว่าจะได้พบกัน แต่สำหรับคนที่จากโลกนี้ไปแล้ว ต่อให้เราคิดถึงเขามากแค่ไหน ต่อให้อยากติดต่อเขาใจจะขาด มันก็เกิดขึ้นอีกไม่ได้แล้ว

     เมื่อปลายปีก่อน (2560) เราทราบข่าวที่น่าสะเทือนใจเรื่องหนึ่ง เป็นข่าวร้ายของเพื่อนห่างๆ ที่อยู่ๆ ก็ต้องสูญเสียแฟนหนุ่มจากอุบัติเหตุรถยนต์ไปแบบกะทันหัน ความเศร้าคือ ทั้งสองคบกันมานานเกือบ 10 ปี และวางแผนจะแต่งงานในช่วงวาเลนไทน์ปีนี้ (2561)

     ในวันที่เรารู้ข่าว ตอนแรกยังนึกว่าเพื่อนลงรูปอวดแฟนด้วยซ้ำ แต่ที่ไหนได้พออ่านข้อความไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกแปลกๆ ว่านี่ไม่ใช่โพสต์อวดแฟน แต่เป็นเหมือนข้อความเชิดชูและระลึกถึงความทรงจำที่ดีของคนที่จากไป และในวินาทีนั้นเองที่เราลำดับเรื่องราวทั้งหมดในหัวได้ว่ามันคืออะไร หัวใจข้างในก็สั่นสะเทือนไปทันที เราตกใจและช็อกมาก เพราะใครจะเชื่อว่าคนที่เพิ่งเห็นๆ กันอยู่จะจากไป และยังมาจากไปในเวลาที่ไม่ควร

     ตอนนั้นเราได้แต่คิดวนๆ ถึงประโยค “พระเจ้าจะไม่ทรงให้พวกท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้” เพราะเราว่ารู้สึกว่าเรื่องนี้มันเจ็บปวดมาก ทำไมพระเจ้าถึงส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนของเรา แล้วเขาจะทนได้จริงไหม

     หลังจากวันที่รู้ข่าว เพื่อนเราก็ยังทยอยลงรูปแฟนอยู่เรื่อยๆ พร้อมกับข้อความที่เล่าว่า คิดถึงพี่เขามากแค่ไหน และยังทำใจไม่ได้เลยที่จะยอมรับว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงและเกิดขึ้นแล้ว บางครั้งยังรู้สึกว่าตัวเองฝันไป ซึ่งเพื่อนคนอื่นๆ ก็จะเข้าไปให้กำลังใจ รวมทั้งเราเองก็ด้วยเหมือนกัน แต่อย่างน้อยทุกครั้งที่เพื่อนโพสต์อะไร เราจะรู้สึกดีใจ เพราะคิดว่าอย่างน้อยเพื่อนได้ระบายความในใจออกมาบ้าง จะได้ไม่เก็บกดและทุกข์อยู่คนเดียว
ซึ่งช่วงแรกก็เป็นแบบนั้น คือเรื่องราวที่โพสต์จะหนักไปในทางที่ยังทำใจกับเรื่องราวนี้ไม่ได้

     แต่เมื่อผ่านไปประมาณสองสามเดือน เราก็ค่อยๆ เห็นเพื่อนดูจะทำใจได้ดีขึ้น และเริ่มมีรูปยิ้มแฉ่งให้เห็นบ่อยขึ้น แต่ที่น่าดีใจกว่านั้นคือ เพื่อนใช้แรงบันดาลใจที่เคยมีร่วมกันกับแฟน ซึ่งอยากจะช่วยเหลือคนอื่นมาเป็นกิจกรรมและงานอดิเรกในช่วงที่ผ่านมา เช่น ออกไปทำบุญ ไปบริจาคสิ่งของแบบจริงๆ จังๆ รวมทั้งการเป็นแขกในงานแต่งงาน ซึ่งแม้จะเจ็บปวดเพราะแทงใจตัวเองที่เหตุการณ์ร้ายพรากโอกาสนี้ไป แต่ก็ยังไปร่วมงาน คงเพราะรู้สึกว่าเป็นการให้กำลังใจและร่วมยินดีกับคนที่เรารัก ว่าง่ายๆ คือ แทนที่จะจมตัวเองอยู่กับความทุกข์ เพื่อนเรารู้จักที่จะมองหาเรื่องดีๆ จากอดีต และเปลี่ยนมันให้เป็นพลังในการใช้ชีวิตต่อไป

     ในบทความวิจัยของนักจิตแพทย์ชื่อ Colin M. Parkes พบว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นหลังจากการสูญเสียครั้งใหญ่มักเกิดพฤติกรรม 2 แบบ คือ ถ้าไม่กดทับความรู้สึกเสียใจไม่ให้ออกมา ก็จะหมกมุ่นหรือจมอยู่กับความเสียใจ แต่ทว่าทางที่ดีที่สุดในการก้าวผ่านความสูญเสียก็คือการบาลานซ์ที่จะไม่หลีกหนีความเจ็บปวดและการเผชิญหน้าความจริงได้อย่างเหมาะสม

     เพราะการกดทับความรู้สึกส่งผลต่อความเจ็บปวดที่กัดกินใจแบบลากยาว ขณะที่การเอาแต่จมอยู่กับอดีตก็ยิ่งทำให้หดหู่ใจหนักขึ้นอีก ฉะนั้น การจะก้าวผ่านไปได้คือการมองไปข้างหน้า การหาอะไรใหม่ๆ และการรู้จักดึงสิ่งดีๆ ในอดีตมาทำอะไรต่อไปในอนาคต

     ก็คล้ายกับที่เพื่อนเราทำ คือยอมรับว่าตัวเองเจ็บปวดและเศร้า แต่ขณะเดียวกันก็พยายามหาอะไรทำ โดยเฉพาะการรู้จักเอาแรงบันดาลใจของคนรักมาเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองได้ภูมิใจและรู้สึกว่าตัวเองมีค่า ด้วยการทำตัวเองให้เป็นความรักต่อผู้อื่น

     เรื่องนี้ทำให้เราตระหนักได้ว่า ความรักนั้นลื่นไหลและส่งต่อได้อย่างไม่รู้จบ แม้กระทั่งคนที่จากไปแล้ว เอาเข้าจริง ก็ไม่ได้จากไปจริงๆ หรอก เพราะเรายังรู้สึกได้ว่าแฟนเพื่อนคนนี้ก็ยังอยู่ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของพลังและแรงบันดาลใจที่อยู่ในตัวเพื่อนเรา และถึงแม้ทุกวันนี้เพื่อนเราจะยังเศร้าและคิดถึงแฟนที่จากไปเหมือนเดิม แต่ในสายตาคนนอกที่มองเข้าไป เราสัมผัสและรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง เพื่อนเข้มแข็งมากขึ้นจริงๆ นับจากวันนั้น ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าวันหนึ่งเราจะรับมือกับความสูญเสียได้ดีเท่าเพื่อนคนนี้ไหม

     แต่อย่างน้อยที่สุด เราเห็นเพื่อนเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจว่า ถ้าวันหนึ่ง หากเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ เราก็น่าจะผ่านมันไปได้ เพราะเพื่อนเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่มีการทดลองใดที่เกินกว่าที่เราจะทนได้ ถ้าพระเจ้าอนุญาตให้มันเกิดขึ้น ก็แสดงว่าพระเจ้าเห็นแล้วว่าเรารับมือมันได้จริ

     ที่สำคัญที่สุด คือการได้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ‘การจากลา’ มาพร้อมกับ ‘การเกิดใหม่’ เสมอ กล่าวคือ แม้คนหนึ่งจากไป แต่การจากไปก็ให้โอกาสอีกคนได้เติบโตและแข็งแกร่งขึ้น เหมือนกับการได้ชีวิตใหม่ ที่สำคัญคือ พลังนั้นยังส่งต่อมาเป็นพลังให้ชีวิตคนอื่นๆ ต่ออีกด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมันเกิดจากจุดเดียวกัน ก็คือ ‘ความรัก’

 


อ้างอิง: Bereavement in Adult Life (1998) by Colin M. Parkes

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สีตลา ชาญวิเศษ

คนทำงานด้านกลยุทธ์คอนเทนต์ นักเขียน นักการตลาดที่ชอบทำงานกับเกษตรกรและชุมชน