Love Actually | เรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ของเราเอง

Love Actually
12 Jul 2019
เรื่องโดย:

ตินกานต์

ฉันเพิ่งได้ดูวิดีโอคลิปสั้นๆ ของ โอปราห์ วินฟรีย์ ที่เธอพูดถึงการรับผิดชอบต่อชีวิต โดยเล่าผ่านเรื่องราวของเธอเอง ในวัย 6 ปี โอปราห์ถูกจับแยกจากยายที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็ก เธอต้องไปสู่ที่ทางใหม่ที่ไม่คุ้นเคย เหงาและแปลกแยก การเปลี่ยนผ่านในยามนั้นทำให้เธอเรียนรู้บทเรียนที่เธอบอกว่าช่างทรงพลัง

     “เรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อชีวิตของเราเอง”

     “ฉันถ่องแท้กับตนเองว่าหากจะมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตข้างหน้า ฉันจำเป็นต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำให้มันเกิดขึ้น

     “ถ้าเอาแต่รอให้ใครสักคนยื่นมือเข้ามาช่วยหรือเยียวยา เรากำลังใช้เวลาไปกับความสูญเปล่า เพราะมีเพียงเราเองเท่านั้นที่มีอำนาจในการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิด และพาตัวเองเดินหน้าต่อไป ยิ่งเราตระหนักรู้เร็วเท่าไหร่ เรายิ่งไปต่อได้เร็วเท่านั้น”

     คำว่า ‘ชีวิต’ นั้นย่อมหมายถึง ‘ความสัมพันธ์’ ใดๆ ด้วย

 

     ฉันเคยรับรู้เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นความสัมพันธ์ที่พังไม่เป็นท่า ความล้มเหลวของชีวิตรัก

     ผู้ชายรายแล้วรายเล่าที่เธอคบหาด้วยเป็นประเภทหนีปัญหา ไม่ก็เป็นคนแบบที่เธอบอกว่าไม่ได้เรื่อง ในยามชีวิตของคนใดคนหนึ่งหรือชีวิตคู่เผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย เธอคนเดียวที่ต้องเป็นฝ่ายพับแขนเสื้อแล้วตะลุยฝุ่นเพียงลำพัง

     เธอบ่น เธอตัดพ้อ เธอต่อว่าเขา เธออยากได้คนรักที่เป็นผู้นำ สามารถให้คำปรึกษา อยู่ข้างเธอ ให้กำลังใจเธอ ต่อสู้ไปด้วยกัน แต่ไม่มีใครเลยที่เป็นคนนั้นให้เธอได้

     ครั้งหนึ่ง เธอเจอปัญหาใหญ่ในหน้าที่การงาน เธอโทร.หาชายที่กำลังคบกันอยู่ในตอนนั้น เธอต้องการเขา แต่เขากลับหายหน้าไปจากเธอ แล้วกลับมาเจอกันอีกครั้งเมื่อความตึงเครียดคลี่คลาย เธอไม่ได้ชอบผู้ชายแบบนี้ แต่ก็ยังเลือกมีเขาไว้ในชีวิต

     เรื่องเกิดเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงวันที่เธอทนไม่ไหว ทะเลาะกับเขาใหญ่โต เธอสบถใส่หน้าว่าเขาเป็นไอ้ขี้ขลาด เขาหายหน้าไปจากเธออีกครั้ง และไม่กลับมาอีกเลย

     หลังจากนั้นเธอมีคนให้คบหาเรื่อยมา แต่ก็แค่คนใหม่ในแพตเทิร์นเก่า ผู้ชายบางคนอยู่ข้างเธอก็จริง แต่เรื่องที่เธอว่าใหญ่โต เขากลับมองว่าเล็กจ้อยไร้สาระ ชายอีกคนหลังจากนั้นก็เอาแต่หาเรื่องมาใส่ตัว มิหนำซ้ำยังพาเธอติดร่างแหไปด้วย แล้วใครล่ะที่ต้องเข้าไปสะสาง เธอเรียกเขาว่าไอ้คนไม่เอาไหน 

     คนแล้วคนเล่าเข้ามาเป็นคนรัก แต่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ครั้งไหนยืนยาวและมีคุณภาพพอที่จะสานต่อไปถึงชีวิตคู่

     เธอคร่ำครวญ “นี่มันอะไรกันวะ!” เธอกล่าวโทษผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต “แม่งก็ห่วยเหมือนกันหมดทั้งโลก!”

 

     ฉันเชื่อว่ารูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นแพตเทิร์นซ้ำแค่เปลี่ยนคนแสดงไม่ใช่ได้มาเพราะโชคไม่ช่วยหรืออยู่ในช่วงดวงตก ความสัมพันธ์ที่เรามีสะท้อนตัวเราเอง การตอบสนองระหว่างกันคือรูปธรรมให้เราประเมินตัวตนภายใน

     ดร. บาร์ตัน โกลด์สมิธ เป็นนักจิตวิทยาที่ปรึกษาด้านความสัมพันธ์ เขาให้แง่มุมต่อเรื่องนี้ไว้ในเว็บไซต์ Psychologytoday.com ว่าเป็นเรื่องง่ายอยู่แล้วที่เราจะตำหนิอีกฝ่าย โยนให้เป็นความผิดของอีกคน

     แต่เป็นความผิดของคนใดคนหนึ่งทั้งหมดจริงๆ หรือ

     “หากคุณพบว่าไม่มีความสุขกับความสัมพันธ์ สิ่งสำคัญคือต้องตั้งคำถามกับตนเองก่อนว่าคุณมีส่วนที่ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดเช่นนี้ได้อย่างไร มันง่ายอยู่แล้วที่จะกล่าวโทษคนอื่นเมื่อไม่สบายใจ แต่เพื่อความแน่ใจ โปรดหันมองที่คุณเองด้วยว่าคุณมีส่วนร่วมอย่างไรกับสิ่งที่ทำให้คุณไม่พอใจนี้บ้าง”

 

     ผู้หญิงเจ้าของเรื่องที่ฉันเล่าเป็นคนเก่ง เธอไม่ใช่คนประเภทเป็นแม่บ้านอยู่กับบ้าน หรือทำตามคำสั่งใคร ตรงกันข้าม เธอออกจะสบายใจกับการได้ออกคำสั่งด้วยซ้ำ เธอรู้สึกว่าชีวิตเป็นของเธอหากควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้ เมื่อใดก็ตามที่คนรอบข้างของเธอเจอปัญหา พวกเขาจะเห็นเธอเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้าไป

     แต่เธอก็มีคนรักที่เดินเคียงข้างเธอ ในบางครั้งเธอก็อยากให้เขาเดินนำแล้วเธอเป็นคนตาม แต่เมื่อเขานำในแบบที่เธอไม่ชอบใจเท่าไหร่ เธอจะหงุดหงิด แล้วสลับขึ้นมาเป็นผู้นำเสียเอง หรือเมื่อใดก็ตามที่เธอไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาของคนรัก เธอจะโต้ตอบด้วยมุมมองที่สะท้อนความเหนือกว่าออกมาโดยอัตโนมัติ ตัดสินว่าสิ่งที่เขาเสนอนั้นไม่ได้เรื่อง ไอ้ขี้ขลาดของเธอจึงต้องขอหนีหน้าไปก่อน รอพายุสงบแล้วค่อยกลับมาใหม่

     เธอปรารถนาคำปลอบประโลมจากคนข้างๆ แต่ก็มีชุดคำพูดที่เธอคาดหวังจะได้ฟัง ซึ่งความจริงของโลกก็คือไม่มีใครจะไปอ่านใจใครได้ แล้วจะโทษไอ้ขี้ขลาดหรือไอ้คนไม่เอาไหนของเธอฝ่ายเดียวได้อย่างไรกัน

     อาจเพราะเธอมีความเป็นผู้นำอยู่เต็มตัวหรือเปล่า เธอจึงดึงดูดคนรักที่พร้อมจะเป็นผู้ตามเข้ามาเสมอ และแม้เธอจะมองหาคนที่สามารถพึ่งพาได้มาทั้งชีวิต แต่ลึกๆ แล้วความยอมรับนับถือในตนเองของเธอกลับฉายสว่างขึ้นเมื่อเธอได้เป็นฝ่ายแก้ไขปัญหาโดยลำพังและอย่างเด็ดเดี่ยว หากเมื่อไหร่ต้องเป็นผู้ตามแล้ว เธอคงยืดอกไม่ได้อย่างที่เคย ความปรารถนาในส่วนลึกกับการแสดงออกในขั้วตรงข้ามจึงกลายเป็นความสัมพันธ์ขาดๆ เกินๆ

 

     “เรามีส่วนในการรับผิดชอบความสัมพันธ์ของเราร้อยเปอร์เซ็นต์” ดร. บาร์ตัน เอ่ยไม่ต่างจากที่โอปราห์ว่าไว้

     ในความสัมพันธ์ เราสลับสับเปลี่ยนบทบาทกันอยู่ตลอด เราเป็นทั้งผู้นำ ผู้ตาม และผู้เคียงข้าง และในทุกสถานะ เราล้วนทำผิดพลาดได้เสมอ ผู้นำก็พลาดได้ ผู้ตามก็พลาด เดินข้างกันก็ยังพากันพลาดได้ เมื่อความสัมพันธ์ล้มเหลว การโบ้ยว่าเป็นเพราะคนใดคนหนึ่งจึงไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่นัก สิ่งที่ ดร. บาร์ตัน กล่าวจึงจำเป็น

     “โปรดหันมองที่คุณเองด้วยว่าคุณมีส่วนร่วมอย่างไรกับสิ่งที่ทำให้คุณไม่พอใจนี้บ้าง”

     หรือต่อให้ต้นเรื่องเป็นเขา ไม่มีเราร่วมด้วยจริงๆ อย่างน้อยก็ควรต้องถามตัวเองสักหน่อยว่า ก็เราเองไม่ใช่หรือที่เปิดรับคนคนนี้เข้ามา เราเองไม่ใช่หรือที่ยังเลือกอยู่ในความสัมพันธ์เช่นนี้

     และต่อไปคือหน้าที่ของเราแล้ว หน้าที่ในการรับผิดต่อชอบชีวิต

     ดร. บาร์ตัน บอกอีกว่า หากเรายอมรับในข้อบกพร่องและความผิดพลาดที่เราก็มีส่วน เราจะมีพื้นที่ให้ได้เติบโตขึ้น ความรับผิดชอบจะกระตุ้นและยกระดับความนับถือตนเอง

     ขณะที่โอปราห์บอกว่า สิ่งที่เราพึงทำ คือยอมรับว่าสิ่งนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ให้อภัยอดีต (ให้อภัยทั้งเขาและเรา) แสดงความรับผิดชอบ (แก้ไขที่ตัวเรา) แล้วเดินหน้าต่อ (ไม่สร้างความผิดพลาดซ้ำเดิมอีก)

 

     ไม่มีเพศไหนที่ห่วยเหมือนกันหมดทั้งโลกหรอก มีแต่คนที่เราอ้าแขนรับมาสู่ชีวิตเพื่อสะท้อนภายในของเราในยามนั้นก็เท่านั้น

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตินกานต์

ผู้เขียน ‘ดอก รัก’ หนังสือรวมเรื่องสั้น ที่ว่าด้วยผู้หญิง ความรัก และดอกไม้ สำนักพิมพ์ a book Publishing