Love Actually | เมื่อตีตราความรักเป็นเกม ผู้เล่นทุกคนคือผู้แพ้อย่างเสมอกัน

ตั้งแต่จำความได้ ก็รู้ตัวเองว่าเป็นคนที่ชอบเล่นเกม จนเผลอคิดไปว่าบางครั้งของชีวิตก็ไม่ต่างไปจากเกมเท่าไหร่นัก ผมชอบเล่นเกมกระดาน เสน่ห์ของเกมประเภทนี้ คือทำให้ผู้เล่นมีปฏิสัมพันธ์กันแบบเรียลไทม์ ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้เราได้รู้จักตัวตนทั้งของตัวเองและของเพื่อนร่วมวงว่าเป็นคนแบบไหน ซึ่งเป็นผลมาจากระบบภายในเกมที่ถูกออกแบบให้ผู้เล่นเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา เกิดเป็นความสนุกที่หาได้ยากจากเกมที่ต่างคนต่างเล่น ไม่ได้เผชิญหน้ากันตรงๆ เพราะการเผชิญหน้านี่แหละที่ทำให้เกิดความตื่นเต้นและรู้สึกท้าทาย

     เมื่ออยู่ในเกม ระบบเกมจะผลักดันให้เราต้องใส่พลังกันแบบเต็มที่เสมอ ผมเองก็เป็นเช่นนั้น และเชื่อว่าทุกคนในวงก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน เหมือนการขับรถแข่งในสนาม เร็ว แรง และอันตราย เพราะคิดแต่เพียงมุ่งไปสู่จุดหมายเพื่อหวังคว้าชัยชนะมาครอง หรือในบางครั้งก็เหมือนการเดินหมากบนกระดาน การตัดสินใจเลือกตัวหมากและช่องการเดินแต่ละครั้งย่อมส่งผลต่อการเดินในครั้งต่อไป เพราะทุกการตัดสินใจสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ของเกมได้ ถูกที่ถูกจังหวะ ย่อมดีกว่าพลาดท่าเสียที

     และอย่างที่ผมเผลอคิด ถ้าชีวิตเป็นดั่งเกม ไม่มีเกมไหนจะท้าทายไปกว่าความรัก ในเกมที่มีผู้เล่นเพียงสองคนนั่งเผชิญหน้ากัน มันย่อมให้บทเรียนบางอย่างกับเราเสมอ และเมื่อเกมเริ่มต้นขึ้น สัญชาตญาณเพื่อการเอาตัวรอดของมนุษย์เหนี่ยวนำให้เราเกิดความรู้สึกอยากจะเอาชนะ แต่สำหรับความรัก ยิ่งอยากเอาชนะมากเท่าไหร่ มันกลับทำให้ผมรู้สึกพ่ายแพ้ และรู้สึกผิดทุกครั้งเมื่อหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต แม้ในท้ายที่สุด ผลลัพธ์ของเกมครั้งนี้ ผมจะเป็นผู้ชนะก็ตาม

 

     เธอกับผมเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ประถม แม้ว่าเราจะอยู่คนละห้อง แต่ทุกครั้งที่เจอกัน เราจะทักทายและพูดคุยกันเสมอ มิตรภาพที่มีทำให้เรากลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน จนเมื่อเรียนจบชั้นประถม เราต่างแยกย้ายจากกัน และพวกเราก็รู้ดีว่าโอกาสที่จะได้พบกันอีกคงน้อยเหลือเกิน ระยะทางที่ห่างไกลสร้างความห่างเหินให้เข้ามาแทนที่ เราไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย แม้ว่าระยะเวลาจะผันผ่านไป แต่ภาพความทรงจำยังคงชัดเจนเสมอในทุกครั้งที่ผมหวนคิดถึง

     จนกระทั่งเช้าวันสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย ระหว่างที่ผมนั่งรอเวลาเข้าห้องสอบบริเวณริมสนามกีฬาหน้าทางเข้าโรงเรียน ผมพบกับเธออีกครั้ง ภาพของเธอกำลังเดินเข้ามาใกล้ ผมตะโกนเรียกด้วยความดีใจ ทันทีที่เธอได้ยิน เธอสบตาผมและยิ้มให้ ก่อนวิ่งเข้ามาหา เราทั้งคู่ดีใจมากที่รู้ว่าเลือกมาสอบเข้าที่โรงเรียนเดียวกัน เธอเลือกสอบภาษาญี่ปุ่น ส่วนผมเลือกสอบวิทย์-คณิต เราคุยกันได้เพียงไม่กี่ประโยค ก่อนเสียงประกาศตามสายดังขึ้นเพื่อเรียกให้ทุกคนเข้าห้องสอบ

     นั่นเป็นเวลาชั่วครู่ที่เราทั้งคู่ไม่มีโอกาสได้แลกเบอร์โทร.หรืออีเมลเพื่อไว้ติดต่อกัน ผมหวังเพียงแต่ว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งในฐานะนักเรียนใหม่ของที่นี่ แล้วความหวังก็เป็นจริง ยิ่งไปกว่านั้นผมได้เรียนห้องเดียวกับเธอ เพราะคะแนนสอบของผมติดอันดับสอง ซึ่งผมเลือกภาษาญี่ปุ่นไว้ ตอนที่เธอรู้ว่าได้เรียนห้องเดียวกัน เธอดีใจมาก เหมือนกับที่ผมเองก็ดีใจไม่น้อยไปกว่ากัน

     หลังจากเรียนครบสัปดาห์แรก ทางโรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนยื่นคำร้องเปลี่ยนสายการเรียนได้ แต่ผมยังคงเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นต่อไปตามเดิม การตัดสินใจนี้ก็เพราะเหตุผลสองข้อ ข้อแรก หลังจากได้เรียนภาษาญี่ปุ่นจริงๆ จังๆ มาหนึ่งสัปดาห์ รู้สึกว่าสามารถเรียนต่อไปได้ สนุกและท้าทายดี และข้อที่สองก็เพราะเธอ

     เรากลายเป็นเพื่อนสนิท ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด กินข้าวกลางวันด้วยกัน ทำรายงานด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน เพื่อนๆ และครูต่างแซวว่าเราเป็นแฟนกัน แต่เราทั้งคู่ก็มักจะหัวเราะเสมอ มิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันสวยงาม จนผมและเธอไม่อยากให้มีสิ่งใดมาทำลายไป เธอเคยพูดเล่นๆ กับผมว่า “ถ้าโตขึ้นอายุ 30 แล้วยังไม่มีใคร ให้มาแต่งงานกัน” ผมหัวเราะ คิดถึงเส้นทางบนกระดานเบื้องหน้าที่ทอดยาวไป

     เวลาล่วงผ่านเลยไปไม่นานนัก ความรักจริงๆ เข้ามาทักทายเธอ และเมื่อผมรู้ตัวอีกที เธอกับเพื่อนผู้ชายอีกคนก็ตกลงคบเป็นแฟนกัน จู่ๆ ผมก็กลายเป็นคนอกหักเสียดื้อๆ เพราะผมเผลอรู้สึกกับเธอมากกว่าเพื่อน แต่เลือกไม่พูดออกไป ได้แต่เก็บไว้ภายในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ เพราะผมไม่อยากแลกกับมิตรภาพถ้าหากต้องเสียไปในวันที่หมดรัก

     ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ทำให้ความสนิทใกล้ชิดที่เคยมีแปรเปลี่ยนไป เวลาที่เธอเคยใช้ร่วมกับผมกลับลดน้อยลงเรื่อยๆ บางวันเราแทบจะไม่ได้พูดกันเลยด้วยซ้ำ จนท้ายที่สุดเราไม่ได้คุยกันอีก กลายความเงียบที่เหงาและชวนเศร้าไปพร้อมๆ กัน

 

     ไม่นานเรากลายเป็นแค่เพื่อนร่วมห้อง เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ผมใช้ความรักของเธอเป็นเรื่องเดิมพัน ‘ให้เต็มที่ไม่เกินสามเดือน’ ผมบอกกับเพื่อนด้วยความมั่นใจ และตกลงกันว่าคนที่แพ้จะต้องทำตามเงื่อนไขของคนชนะ แล้วทุกอย่างก็เป็นตามที่เดิมพันไว้ ไม่ถึงสามเดือนเธอเลิกกับแฟน วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นน้ำตาของเธอ ในวินาทีนั้นเองผมรู้ตัวทันทีว่าเกมที่ผมภูมิใจนักหนาเมื่อได้รับชัยชนะจากเพื่อน คือเกมเดียวกันที่เธอกับผมต่างพ่ายแพ้ด้วยกันทั้งคู่ เลวร้ายไปกว่านั้นคือเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ผมตีตราความรักของเธอเป็นเกมหนึ่งเท่านั้น

     ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา หลายครั้งที่เธอมีปัญหากับแฟน เธอพยายามเดินเข้ามาขอคำปรึกษากับผม แต่ผมเลือกที่จะหนี และไม่เคยให้ความสนใจเธอเลย เพราะผมต้องการชนะเกมที่ได้เดิมพันไว้ เมื่อเรามองชีวิตเป็นเกม มันทำให้เราอินกับเกมตรงหน้ามากเกินไป จนกล้าคิดและทำสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้

     ผมสารภาพความจริงกับเธอในทุกเรื่องที่เกิดขึ้น และขอโทษกับทุกสิ่งที่ผมเคยทำ เธอกอดผมทั้งน้ำตา ไม่ต่อว่าใดๆ เธอเพียงพูดเบาๆ กับผมว่า “เราก็ขอโทษเหมือนกันนะ”

     ไม่มีใครชนะเลยในเกมแห่งความรัก ผมแพ้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นความรักเป็นเกม แท้จริงแล้วในเกมนี้ผมเดิมพันมันด้วยความเป็นเพื่อน ยอมทำลายความเชื่อใจและมิตรภาพ แม้เธอจะให้อภัยและมอบความเป็นเพื่อนกลับคืนมา แต่ความรู้สึกผิดยังคงอยู่ในหัวใจของผมอย่างที่ไม่มีสิ่งใดสามารถลบเลือนให้จางหายไปได้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือบทเรียนของชีวิตที่ทำให้ผมรู้จักระมัดระวังและดูแลความรู้สึกระหว่างเรา

     บ่อยครั้งที่เจอกัน เราไม่เขินอายที่จะเข้ามากอด ไม่ใช่ในฐานะคนรัก แต่ในฐานะเพื่อนรัก และมิตรภาพระหว่างผมกับเธอก็จะคงอยู่เช่นนี้ตลอดไปตราบที่เรายังคงระลึกถึงกันเสมอ

Share Post
Like 1 View 4249

Author

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา