Love Actually | จงเอ่ยชมเพื่อยังรู้ถึงคุณค่าของกันและกัน

Love Actually
29 Mar 2019
เรื่องโดย:

ตินกานต์

หลังเรียนจบ ในวันที่เก็บข้าวของเตรียมย้ายออกจากบ้านเพื่อมาเช่าห้องอยู่ลำพัง ฉันเจอกล่องใบเก่าที่เก็บภาพถ่ายของพ่อแม่ใบที่ชอบเอาไว้ หนึ่งในนั้นคือภาพวันแต่งงานของทั้งคู่ พ่ออยู่ในชุดสูท หนุ่มฟ้อและยังหุ่นดี ส่วนแม่สวยมาก ร่างบางอยู่ในชุดไทยสีเหลืองนวล ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้ายกสูง พ่อยิ้มกว้าง ส่วนแม่อมยิ้มมุมปาก ย่ายืนอยู่ตรงกลาง ฉันจำได้, ในวัยที่ยังชอบเขียนบันทึก, ฉันเขียนถึงภาพถ่ายใบนี้ว่า ‘เห็นรูปถ่ายพ่อแม่แต่งงานกัน อยากถามพ่อกับแม่จัง วันนั้นเขารักกันเพราะอะไร’

     ตั้งแต่เด็กจนโต ฉันนึกไม่ออกเลยว่าเคยได้ยินพ่อแม่เอ่ยคำชมต่อกันบ้างไหม หรือจะแอบมาชมลับหลังให้ลูกฟังบ้าง ก็เป็นเพียงความทรงจำจางๆ จนสับสนระหว่างเคยได้ฟังจริงๆ กับคิดไปเอง แต่ถ้าเป็นการบ่นอีกฝ่ายล่ะก็ ฉันได้ยินบ่อยจนอยากทำใจชาชินไป พอสองคนไม่เคยพูดถึงข้อดีของอีกฝ่าย ฉันที่เป็นลูกจึงไม่เคยรู้เลยว่าตอนที่พ่อแม่จีบกัน ชอบพอกัน อะไรที่ทำเขารู้สึกรักกัน

     เปิดกล่องอดีตในวันนั้น คิดจะถามพ่อแม่ดูเล่นๆ แต่เสียงทะเลาะกันที่ดังเข้ามาถึงในห้องนอนทำเอาฉันรีบเปลี่ยนใจ แล้วเก็บความรู้สึกที่ว่า พ่อแม่นี่ช่างแห้งแล้งต่อกันจัง มาจนถึงทุกวันนี้

     เคยอ่านเจอ ว่าคนที่เขินปากเกินจะเอ่ยคำหวาน หรือจะชมคนรักสักคำก็ทำราวกับวาระแห่งชาติ นั่นเพราะเขาเติบโตมาโดยไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านั้น เขาจึงพูดไม่เป็น ไม่รู้จะหยิบประโยคไหนมาใช้ และพ่อของฉันเป็นคนนั้น พ่อเคยเล่าว่าย่าเป็นหญิงดุ พูดจาห้วน ต้องเลี้ยงลูกหลายคน ในวัยหนุ่มพ่อเคยหนีออกจากบ้าน เดาจากที่พ่อเล่า ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพ่อแทบไม่ชุดคำอ่อนโยนอยู่ในบทสนทนาระหว่างเขากับแม่ แต่ฉันโชคดี ฉันรอดมาจากการส่งต่อความแห้งแล้งนั้น

 

     ในมุมของฉัน การเอ่ยชมกันบ้างคือหนึ่งหนทางรักษาความสัมพันธ์ แต่หากอยากบั่นทอนความสัมพันธ์ก็แค่ใช้คำในขั้วตรงข้าม (ซึ่งคงไม่มีใครตั้งใจอยากใช่ไหม) เราอาจเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้กันมาบ้าง เรื่องที่พ่อบอกให้ลูกชายขี้โมโหไปตอกตะปูบนแผ่นไม้ หากฉุนเฉียวหรือใช้ถ้อยคำโกรธเกรี้ยวกับใคร และเมื่อหายจากอารมณ์โกรธแล้วค่อยไปถอนตะปูออก พ่อสอนลูกชายว่าความโกรธและคำพูดในแง่ลบเหมือนตะปูที่ตอกบนไม้ ต่อให้ถอนออกมาแล้ว ตะปูก็ยังทิ้งรอยไว้ตรงนั้น

     หากคำด่าทอคือตะปู คำชมก็คงเป็นดอกไม้ ปลูกไว้ในใจของใครแล้วก็มีแต่ให้ความชื่นอกชื่นใจ และหากเราคอยริดรนน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ คอยดูแลให้แสงแดดฉายถึงดอกใบ แล้วความสัมพันธ์จะไม่งอกงามได้อย่างไร

     ฉันมองว่าการเอ่ยชมที่ง่ายที่สุด เขินน้อยที่สุด เป็นธรรมชาติที่สุด เป็นมนุษย์ที่สุด คือการชมผ่านสิ่งเล็กๆ ที่เราต่างทำให้กันในชีวิตประจำวันนี่ล่ะ ชมว่าอาหารอร่อย ก็เท่ากับเราชมคนที่ปรุงมันขึ้นมา ชมว่าวันนี้บ้านสะอาดสะอ้าน เรากำลังชมคนที่ทำให้บ้านแลดูเรียบร้อย ชมต้นไม้ที่ออกใบงาม เรากำลังชมคนปลูก บอกว่าคุยกับเขาแล้วสบายใจ เรากำลังชมว่าเขาเป็นคนที่รู้จักรับฟังผู้อื่นและพยายามทำความเข้าใจ

     การเอ่ยชมเป็นการบอกว่าเราเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำ และในความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น เป็นการบอกว่าเรารู้คุณค่าในการมีอยู่ของเขาแค่ไหน

 

     มีคำแนะนำหนึ่งที่ฉันมักได้ยิน คือเมื่อคู่รักมีปัญหาหรือส่อวี่แววว่าจะยุติความสัมพันธ์ ต้องมีใครสักคนพูดขึ้นมาว่าให้นึกถึงวันที่รักกันไว้ว่ารักเพราะอะไร แต่เราต้องรอให้ถึงวันที่จะเลิกแล้วค่อยนึกถึงวันที่เริ่มรักอย่างนั้นหรือ จะดีกว่าหรือเปล่า หากระหว่างทางเราหมั่นนึกถึงความดีงามของอีกฝ่ายที่ทำให้เรารักเข้าไว้ และหากมีโอกาสได้พูดให้เขาฟัง ก็พูดออกมาบ้างเถิด ให้เกิดเป็นภูมิคุ้มกันทางความสัมพันธ์

     ส่วนในมุมของคนได้รับคำชม มีใครบ้างที่ถูกชมแล้วจะไม่ชอบ ถ้าจำไม่ผิด ฉันคุ้นๆ ว่าพี่อ้อย นภาพร พี่สาวของชาวคลับฟรายเดย์ เคยพูดหรือเขียนไว้ที่ไหนสักแห่งราวๆ ว่า ‘บอกฉันให้รู้บ้างเถอะว่ารักฉันเพราะอะไร เพื่อที่ฉันจะได้รักษาสิ่งที่ดีนั้นไว้’ ฉันชอบคำขออ่อนหวานนี้มาก การบอกว่ารักเพราะอะไรไม่ต่างจากการเอ่ยชมข้อดีของอีกฝ่าย ที่อยากรู้ ก็เพราะอยากรักษาข้อดีนั้นของเราไว้ และนั่นหมายความว่าเราอยากรักษาความสัมพันธ์ครั้งนี้ไว้ให้นานที่สุดเช่นกัน

     ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่การพูดเรื่องใหม่ในชีวิตคู่ แต่ก็บ่อยไปไม่ใช่หรือ ที่เราเผลอผลักความดีงามของอีกฝ่ายไปอยู่ในพื้นที่ของความเคยชิน หลงคิดไปว่าแม้จะละเลยไปบ้าง แต่สิ่งที่เคยได้รับก็ยังจะอยู่ที่เดิมของมันตรงนั้น แล้วเอาแต่ฉุดกระชากกันไปในวงล้อชีวิตที่รีบเร่ง เราบ่นเรื่องงานให้กันฟัง เราด่ารถคันอื่นบนถนน เราหงุดหงิดกับความไม่ได้ดั่งใจในหลายสิ่งอย่าง จนลืมไปว่าถ้อยคำงดงามคือน้ำหวาน คือหยาดฝน คือสายลมเย็น คือเสียงนกยามเช้า คือท้องฟ้ากระจ่างใส คืออะไรก็ตามที่แม้เกิดขึ้นเพียงน้อยหรือเพียงหนึ่ง แต่สามารถทำให้ชุ่มชื่นไปทั้งใจ

     มีคืนหนึ่งในวงสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนที่ฉันมักนึกถึงเสมอ เราผลัดกันขอบคุณหรือพูดถึงข้อดีของคู่รักของตนที่นั่งใกล้ แอลกอฮอล์บางๆ ทำให้เราไม่เขินที่จะบอกกันต่อหน้าแบบกล้าๆ ใจๆ เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งไม่ค่อยได้พูดอะไรหวานๆ กับแฟนเท่าไรนัก แต่เขาพูดออกมาในคืนนั้น ฉันแซว ‘ประโยคเดียวแต่ต่อชีวิตคนฟังไปได้สามเดือนเลยนะ’ ในเสียงหัวเราะ ฉันรู้ว่ามีใครคนหนึ่งที่หัวใจกำลังพองโต

 

     …คุณคะ นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้มองคนข้างๆ อย่างเต็มตา มองให้เห็นว่าสิ่งดีงามใดในตัวเขาที่ทำให้คุณยังอยากอยู่ตรงนี้ และยังอยากมีเขาเป็นคนรักของชีวิต นานเพียงไรแล้วที่คุณลืมกล่าวขอบคุณในเรื่องเล็กน้อยแต่มหาศาลที่เขาทำให้อย่างสม่ำเสมอ หรือเคยสักครั้งไหมที่คุณได้เอ่ยชมออกไป ‘ฉันรักสิ่งนี้ในเธอ’

     และระหว่างพ่อแม่ของฉันล่ะ เนิ่นนานแค่ไหน หรือถึงวันที่ฉันต้องกลับไปถามเขาทั้งสองแล้วจริงๆ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตินกานต์

ผู้เขียน ‘ดอก รัก’ หนังสือรวมเรื่องสั้น ที่ว่าด้วยผู้หญิง ความรัก และดอกไม้ สำนักพิมพ์ a book Publishing