Blowin’ in the Wind | สังคมที่รับรู้การมีอยู่ของสายลมเท่านั้น จึงจะหาคำตอบแห่งการเปลี่ยนแปลงพบ

Lyrics of Life
9 Mar 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

ช่วงต้นของทศวรรษที่ 60 ผู้คนเริ่มได้ยินชื่อของ บ็อบ ดีแลน (Bob Dylan) จากเพลง Blowin’ in the Wind ซึ่งขึ้นไปอยู่ในอันดับ 2 ของ US ชาร์ต ในปี 1963 เพียงแต่เวอร์ชันที่ไต่อันดับได้สูงขนาดนั้นกลับเป็นของ Peter, Paul & Mary ที่นำมาคัฟเวอร์หลังจากเวอร์ชันต้นฉบับของบ็อบ ดีแลน ปล่อยเพียงสามสัปดาห์ เพราะเวอร์ชันต้นฉบับของดีแลนที่อยู่ในอัลบั้ม The Freewheelin’ Bob Dylan ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ก่อนที่ชื่อเสียงของดีแลนจะเริ่มขยายไปสู่กลุ่มผู้ฟังระดับประเทศในช่วงที่เขาขึ้นแสดงดนตรีพร้อมกับ Peter, Paul & Mary ในงานเทศกาลที่นิวพอร์ต และนิตยสารอย่าง Time, Playboy และ The New Yorker จะเริ่มเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับบทเพลงนี้ไปสู่สาธารณชน

     นั่นเป็นเรื่องเล่าเบื้องหลังความตลกร้ายของบทเพลงอมตะอย่าง Blowin’ in the Wind ซึ่งประพันธ์โดย บ็อบ ดีแลน นักร้อง นักแต่งเพลง ศิลปิน จิตรกร และกวีชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2016 ที่มีผลงานในวงการดนตรีมาตลอดกว่า 6 ทศวรรษ ถึงแม้ว่าบทเพลงนี้จะถูกเรียกขานว่าเป็นเพลงแห่งการประท้วง แต่อีกนัยหนึ่งผู้คนต่างก็ยกให้เป็นบทเพลงที่ตั้งคำถามอย่างมีวาทศิลป์เกี่ยวกับสันติภาพ สงคราม และอิสรภาพ

     โดยในปี 1994 เพลงนี้ได้รับเกียรติให้ถูกบรรจุเข้าไปในหอเกียรติยศของแกรมมี่ หรือ Grammy Hall of Fame และในปี 2004 Blowin’ in the Wind ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 14 ของนิตยสาร Rolling Stone ในหัวข้อ 500 บทเพลงที่ดีที่สุดตลอดกาล

     ดีแลนกล่าวไว้ว่า เขาใช้เวลาเขียนเพลงนี้เพียง 10 นาทีในบ่ายวันหนึ่ง โดยเขียนถ้อยคำใส่ไปในเมโลดี้ของเพลง No More Auction Block ซึ่งเป็นบทเพลงเก่าเกี่ยวกับทาส และในเย็นวันเดียวกัน ดีแลนได้ลองนำเพลงนี้ไปเล่นที่ไนต์คลับ Gerde’s Folk City ในกรีนวิชวิลเลจ ซึ่งเขามีกำหนดการเล่นที่นั่น ก่อนจะเริ่มบรรเลง ดีแลนได้กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่บทเพลงของการประท้วงหรืออะไรทำนองนั้นหรอกนะ เพราะผมไม่ได้เขียนเพลงประท้วง” ระหว่างการแสดงครั้งแรกครั้งนั้น ดีแลนอ่านเนื้อเพลงบางช่วงที่เขียนโดยลายมือตัวเองไม่ออก แถมยังเพิ่มเนื้อเพลงใหม่ขึ้นมาดื้อๆ ไปพร้อมกันอีกด้วย

     อย่างไรก็ตาม Blowin’ in the Wind ก็ถูกจดจำและได้รับการขับขานอย่างกว้างขวางในกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 50-60 เพราะเนื้อหาของบทเพลงที่ตั้งคำถามถึงสันติภาพ สงคราม เสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็นในขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมืองในช่วงทศวรรษที่ 50 หรือในขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนามในช่วงทศวรรษที่ 60 โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่เพลงนี้แทบจะเป็นเพลงชาติของขบวนการเคลื่อนไหวเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงภาพลักษณ์ของดีแลนเองที่มักสร้างสรรค์บทเพลงที่วิพากษ์ วิจารณ์สังคม การเมือง อย่างมีชั้นเชิงมาโดยตลอด และยังเคยเป็นแกนนำในการร่วมเคลื่อนไหวกับสังคมเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ความเสมอภาคให้แก่สังคม ก็ยิ่งทำให้บทเพลงนี้ทรงพลังมากขึ้นในทุกครั้งที่ถูกขับขาน แม้จะผ่านกาลเวลามากว่า 50 ปี แล้วก็ตาม

     นอกจาก Blowin’ in the Wind จะตั้งคำถามถึงสังคมแล้ว บทเพลงนี้ยังตั้งคำถามกลับมาถึงมนุษย์ร่วมโลกทุกคนถึงจิตสำนึก ความรับผิดชอบ หน้าที่ที่เราควรมีต่อตนเองและสังคม เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ดีกว่าขึ้นมา และขับเคลื่อนโลกให้เข้าใกล้คำว่าสันติภาพขึ้นไปทีละนิด

      เพราะถึงจะเสแสร้งแกล้งทำเมินเฉยเกี่ยวกับปัญหาของสังคมที่เราอยู่ขนาดไหน เราทุกคนล้วนยังต้องดำรงชีวิตอยู่ในสังคมเฉกเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ

 

 

How many roads must a man walk down before you call him a man?

Yes, and how many seas must a white dove sail before she sleeps in the sand?

Yes, and how many times must the cannonballs fly before they’re forever banned?

The answer, my friend, is blowin’ in the wind,

The answer is blowin’ in the wind.

‘ชายคนหนึ่งจำต้องเดินไปอีกกี่เส้นทางถนน ก่อนที่เขาจะถูกเรียกขานได้ว่าเป็นชาย? แล้วนกพิราบขาวต้องโผผ่านอีกกี่ผืนทะเล ก่อนที่มันจะได้นิทราบนหาดทราย? แล้วจะต้องมีลูกกระสุนปืนใหญ่ถูกยิงออกไปอีกกี่นัด กว่าที่มันจะถูกยุติไปตลอดกาล? สหายเอ๋ย คำตอบนั้นปลิดปลิวอยู่ในสายลม มันปลิดปลิวอยู่ในสายลม’

 

     ท่อนเปิดที่เต็มไปด้วยประโยคแห่งปัญญา และมีความลึกลับที่ทำให้ผู้คนต่างตีความหมายไปต่างๆ นานา แต่ความหมายที่ง่ายและชัดเจนที่สุดนั้น คือดีแลนเองกำลังตั้งคำถามเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของคนคนหนึ่ง ว่าต้องใช้เวลามากน้อยขนาดไหนกว่าจะเติบโตขึ้นมาได้ ในมุมหนึ่ง ‘ชายผู้เดินไปบนถนน’ อาจสะท้อนถึง ‘การเดินขบวนเรียกร้อง’ สิทธิพลเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 50-60 ว่าต้องมีการเดินอีกสักกี่ครั้ง ประชาชนถึงจะได้รับชัยชนะ
แน่นอนว่านกพิราบขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ตรงกันข้ามกับลูกกระสุนปืนใหญ่ ทั้งสองสิ่งล้วนสะท้อนถึงสันติภาพที่ผู้คนเรียกร้อง และสงครามกับความรุนแรงที่ถูกตั้งคำถามว่า ต้องมีการสูญเสียอีกขนาดไหน ทุกอย่างถึงจะจบลงและก้าวสู่ความสงบเสียที

 

How many years can a mountain exist before it’s washed to the sea?

Yes, and how many years can some people exist before they’re allowed to be free?

Yes, and how many times can a man turn his head,

Pretending he just doesn’t see?

The answer, my friend, is blowin’ in the wind,

The answer is blowin’ in the wind.

‘อีกกี่ปีที่ภูเขาลูกหนึ่งจะตระหง่านอยู่ได้ ก่อนที่จะถูกชะล้างสู่ท้องทะเล? แล้วอีกสักกี่ปีที่คนคนหนึ่งจะมีชีวิตอยู่ ก่อนที่จะถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ? แล้วอีกสักกี่หนที่คนคนหนึ่งจะเบือนหน้าหนี และแสร้งทำเป็นว่าไม่เห็นสิ่งใด? สหายเอ๋ย คำตอบนั้นปลิดปลิวอยู่ในสายลม มันปลิดปลิวอยู่ในสายลม’

 

     ในท่อนนี้ดีแลนพูดถึงภูเขาสูงใหญ่อันสะท้อนถึงความแข็งแกร่ง แข็งแรง และศักดิ์ศรีที่ตระหง่านอยู่ ของคนคนหนึ่ง แต่คำถามคือสิ่งเหล่านี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน ในเมื่อโลกนี้คือความไม่แน่นอน เมื่อวันใดวันหนึ่งมาถึง สิ่งที่คนคนหนึ่งเคยยึดถือเป็นสรณะอาจพังทลายลงไปได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงท่อนที่ตั้งคำถามว่าคนคนหนึ่งจะต้องใช้ชีวิตอยู่อีกนานเท่าไหร่ กว่าที่เขาจะถูกปลดปล่อยให้มีอิสระ ซึ่งดีแลนหมายถึงการเรียกร้องสิทธิพลเมืองของคนผิวสีในช่วงยุคสมัยของเขา ว่าคนเหล่านี้จะต้องใช้ชีวิตแบบเป็นพลเมืองรองไปอีกเท่าไร กว่าที่เขาจะได้รับอิสรภาพอันเท่าเทียมกับคนทั่วไปในสังคม

     แล้วเราต้องแสร้งทำเป็นไม่เห็นเรื่องเหล่านี้ว่ามันเกิดขึ้นจริงในสังคม และปกปิดมันไว้ใต้พรมอีกสักกี่ครั้งกัน

 

How many times must a man look up before he can see the sky?

Yes, and how many ears must one man have before he can hear people cry?

Yes, and how many deaths will it take till he knows that too many people have died?

The answer, my friend, is blowin’ in the wind,

The answer is blowin’ in the wind.

‘อีกกี่ครั้งที่คนคนหนึ่งต้องแหงนมองไปด้านบน ก่อนที่เขาจะเห็นท้องฟ้า? แล้วหูอีกกี่ข้างที่คนคนหนึ่งต้องมี กว่าที่เขาจะได้ยินเสียงผู้คนร่ำไห้? แล้วอีกกี่ความตายถึงจะทำให้คนคนหนึ่งได้รับรู้ ว่ามีผู้คนมากมายที่ต้องตายไป? สหายเอ๋ย คำตอบนั้นปลิดปลิวอยู่ในสายลม มันปลิดปลิวอยู่ในสายลม’

 

     ท้องฟ้าคือเสรีภาพ ดีแลนเชื่อว่าอิสรภาพเป็นสิ่งที่ควรเท่าเทียมกันของทุกคน ดังนั้น ไม่ควรที่จะต้องมีการสูญเสียเลือดเนื้อใดๆ ไปเพื่อคำว่าเสรีภาพ เปรียบเทียบเหมือนการแค่แหงนหน้ามองไปบนฟ้า การแสวงหาเสรีภาพควรเป็นเรื่องง่ายเช่นนั้น หลายครั้งผู้คนในสังคมเมินเฉยและไม่ได้ยินเสียงคร่ำครวญแห่งความต้องการในเสรีภาพนั้น จนกระทั่งต้องมีใครสักคนสูญชีวิตไปเสียก่อน เราถึงจะเริ่มรับรู้ว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นจากความรุนแรง ความไม่เท่าเทียม และความไม่เสมอภาคในสังคมนี้

     ในทุกท่อนของบทเพลง ดีแลนปิดท้ายด้วยประโยคที่บอกว่า ‘สหายเอ๋ย คำตอบนั้นปลิดปลิวอยู่ในสายลม มันปลิดปลิวอยู่ในสายลม’ ดีแลนเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Sing Out! ในปี 1962 ไว้ว่า

     “ไม่มีอะไรที่ผมพูดได้มากเกี่ยวกับบทเพลงนี้ นอกเสียจากว่า คำตอบมันปลิดปลิวอยู่ในสายลม มันไม่ได้อยู่ในหนังสือ ในภาพยนตร์ ในรายการโทรทัศน์ หรือในวงสนทนาของผู้คน มันอยู่ในสายลม …ผมยังคงยืนยันว่ามันอยู่ในสายลม คล้ายกับแผ่นกระดาษเปล่าที่ปลิดปลิวและบางแผ่นก็ร่วงหล่นสู่พื้น แต่ปัญหาเดียวก็คือไม่มีใครแม้สักคนที่จะหยิบคำตอบนั้นขึ้นมาแม้จะอยู่ตรงหน้า ดังนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เห็นและรับรู้… สุดท้ายคำตอบนั้นก็ปลิวผ่านไปสายลมอีกครา”

     แม้คำตอบของดีแลนจะฟังดูกำกวมและนามธรรมเหมือนสายลมที่เขาเอ่ยถึงในเพลง แต่หากพิจารณาดีๆ แล้ว คงเป็นดั่งเช่นที่เขากล่าว ที่ทุกคนไม่สามารถพบคำตอบได้นั้น อาจเป็นเพราะเราไม่เคยนับการมีอยู่ของสายลมก็เป็นได้
ย้อนกลับไปในช่วงที่เพลงนี้เกิดขึ้น เป็นห้วงยามที่โลกต้องเผชิญกับสงคราม ความไม่เสมอภาค ความเหลื่อมล้ำ หลายคนมองเห็นปัญหาและออกมาต่อสู้เรียกร้อง แต่หลายคนก็กลับเมินเฉย

     ไม่ต่างจากในปัจจุบัน ที่แม้อาจจะไม่ได้มีศึกสงครามให้สูญเสียเลือดเนื้อก็จริง แต่ปัญหาหลายอย่างยังคงปักรากฝังลึกในสังคม หลายคนออกมาเคลื่อนไหว แต่หลายคนก็มองว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เมื่อไม่เกี่ยวกับเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ แค่ใส่ใจการเอาชีวิตรอดของเราในแต่ละวันน่าจะเพียงพอแล้ว แต่อย่าลืมสิ่งหนึ่ง แม้คุณจะเลือกหันหลังและไม่สนใจปัญหา แต่สิ่งเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่ในสังคมที่คุณต้องใช้ชีวิตทุกเมื่อเชื่อวัน

     ไม่มีที่ใดไร้ซึ่งปัญหา แต่บางครั้งบางคราเรากลับทำเมินเฉยราวกับว่าปัญหานั้นเหมือนกับสายลมที่พัดผ่านแล้วก็ผ่านเลยไป แต่สันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากเรายังไม่รับรู้ว่าปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขนั้นมีอยู่

     สายลมที่ปลิดปลิวพัดผ่านเราทุกเมื่อเชื่อวัน อาจดูไร้รูปร่างแต่มีอยู่จริง คนที่ใส่ใจจะรับรู้การมีอยู่ของสายลมเท่านั้น จึงจะสัมผัสได้ถึงความหมายที่ลึกซึ้งมากไปกว่าความเย็นสบาย

     และคำตอบของการเปลี่ยนแปลงหรือสันติภาพที่ดีแลนกล่าวถึงนั้นก็อยู่ในสายลม สายลมเคลื่อนไหว สายลมเปลี่ยนแปลง อยู่ที่ว่าใครเลือกจะสนใจและใส่ใจเท่านั้นเอง

 


Recommended Tracks

01 Track: The Times They Are a-Changin Album: The Times They Are a-Changin Release: 1964

02 Track: Chimes of Freedom Album: Another Side of Bob Dylan Release: 1964

03 Track: Maggie’s Farm Album: Bringing It All Back Home Release: 1965

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

หญิงสาว Multi art skill ที่รับทำทุกอย่าง! จริงจังมากกับการคุมโทน ชอบใช้ชีวิตเหงาๆ อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต อุทิศชีวิตตอนกลางคืนให้การติ่งบังทัน อยากเลี้ยงน้องหมา และฝากเพจเฟซบุ๊ก oneun cafe ด้วยค่ะ