How Deep Is Your Love | บนโลกที่พร้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รักของคุณลึกซึ้งจริงใจขนาดไหนกัน

ปี ค.ศ. 1976 ดนตรีดิสโก้เริ่มเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ และเป็นปีเดียวกับที่ โรเบิร์ต สติกวูด (Robert Stigwood) โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ ได้หมุนโทรศัพท์ต่อสายถึงสามพี่น้อง แบร์รี, โรบิน และ เมาริซ กิบบ์ (Barry, Robin and Maurice Gibb) แห่ง Bee Gees ขอให้พวกเขาช่วยแต่งเพลงสำหรับ Saturday Night Fever ภาพยนตร์ที่เขาโปรดิวซ์อยู่ ซึ่งมี จอห์น ทราโวตา แสดงนำ Bee Gees จึงแต่งเพลงให้ถึง 5 เพลง ได้แก่ Stayin’ Alive, Night Fever, More Than a Woman, If I Can’t Have You และ How Deep is Your Love ซึ่งเพลงสุดท้ายนี้ที่เป็นดั่งเพลงบัลลาดสุดไพเราะประจำวง ที่คนยุคหลังมักนึกถึงเมื่อพูดถึงบีจีส์

     ในทีแรกบีจีส์แต่งเพลง How Deep is Your Love โดยตั้งใจให้ อีวอนน์ มารีแอน แอลลิแมน (Yvonne Marianne Elliman) นักร้องชาวอเมริกัน เป็นผู้ร้อง แต่ท้ายที่สุดบีจีส์ก็ตัดสินใจร้องเอง และแต่งเพลง If I Can’t Have You ให้เธอร้องแทน นักคีย์บอร์ด และนักแต่งเพลงชาวเวลส์อย่าง เดเรก จอห์น วีเวอร์ (Derek John Weaver) หรือที่รู้จักในนาม Blue Weaver เคยเล่าเรื่องราวเบื้องหลังท่วงทำนองของเพลงนี้ว่า ‘เช้าวันหนึ่ง มีผมและแบร์รีอยู่ที่สตูดิโอ จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาว่า ‘ลองเล่นคอร์ดที่คุณคิดว่าไพเราะที่สุดมาหน่อยสิ’ ผมก็เลยเล่นไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาบอกว่า ‘ไม่ มันไม่ใช่คอร์ดแบบนี้’ ผมก็เลยเล่นต่อไปเรื่อยๆ แล้วเขาก็พูดว่า ‘ใช่เลย อันนี้เข้าท่าแฮะ’ แล้วเราก็เริ่มต้นแต่งเพลงกันจากจุดนั้น – บางครั้ง ผมจะเริ่มจากทำนองที่เขามีอยู่แล้ว หรือไม่เช่นนั้น ผมก็จะพยายามพาเขาไปยังจุดอื่นจากท่วงทำนองที่ผมสร้างขึ้น’

     ในปี 2001 ที่บีจีส์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Billboard แบร์รี กิบบ์ เคยบอกไว้ว่า How Deep is Your Love คือเพลงโปรดที่สุดของเขา

     นอกจากจะถูกใช้เป็นหนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Saturday Night Fever แล้ว How Deep is Your Love ยังอยู่ในอันดับ 22 ของ Billboard’s All Time Top 100 เคียงคู่กับอีกสองเพลงฮิตอย่าง Stayin’ Alive และ Night Fever ด้วย

     ความนุ่มนวล อ่อนหวาน เรียบง่าย แต่ไพเราะและลึกซึ้งกินใจ ของท่วงทำนอง ทำให้เพลงนี้ถูกเล่นซ้ำ และถูกคัฟเวอร์โดยศิลปินมาทุกยุคสมัย รวมไปถึงเนื้อเพลงที่เฝ้าถามถึง ‘ความลึกซึ้ง’ ต่อความรักที่อีกฝ่ายมีให้กัน ก็กลายเป็นวลีติดหู และสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองในการเขียนเพลงรักที่แสนกินใจของบีจีส์ ที่กลายเป็นเพลงอมตะอีกหลายเพลงต่อมา

 

I know your eyes in the morning sun

I feel you touch me in the pouring rain

And the moment that you wander far from me

I wanna feel you in my arms again

‘ดวงตาของคุณที่ฉันคุ้นเคยในดวงตะวันยามเช้า ฉันรู้สึกถึงสัมผัสของคุณในยามที่สายฝนโปรยปราย และเมื่อห้วงเวลาคุณต้องห่างไกลจากฉัน ฉันอยากจะรู้สึกถึงคุณในอ้อมแขนนี้อีกสักครา’

 

 

     เนื้อเพลงเริ่มต้นด้วยการบรรยายถึงความสัมพันธ์ที่คนสองคนมีต่อกันอันงดงามราวบทกวี แสงแดดยามเช้า สายฝนที่โปรยปราย ความรู้สึกถึงสัมผัสยามต้องห่างไกล ทั้งหมดคือสายใยที่คนสองคนได้แบ่งปันซึ่งกันและกัน เป็นเสมือนพันธสัญญาที่มีความพิเศษอย่างแท้จริง และมีเพียงแค่ทั้งคู่เท่านั้นที่จะรู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้นต่อกันได้ แม้ในยามห่างไกลก็ยังสามารถรู้สึกถึงอ้อมกอดที่เคยมีไม่เสื่อมคลาย ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่เคยจากไปไหน

 

And you come to me on a summer breeze

Keep me warm in your love

Then you softly leave

And it’s me you need to show

How deep is your love?

‘และคุณก็เยื้องย่างเข้ามาพร้อมกับลมหายใจแห่งฤดูร้อน พาให้ฉันอบอุ่นใจในรักของคุณ แล้วคุณก็จากไปอย่างเงียบเชียบ ฉันอยากรู้จริงๆ รักของคุณลึกซึ้งขนาดไหนกัน?’

 

     แต่นั่นแหละ เราไม่มีทางล่วงรู้ถึงก้นบึ้งแห่งความรู้สึกที่แท้จริงระหว่างกันได้ โดยเฉพาะเหล่าคนหนุ่มสาวที่มักถูกเปรียบเทียบว่า ‘ร่าเริงเหมือนฤดูร้อน’ ความรักและความลึกซึ้งที่เคยมีต่อกัน อาจผันแปรไปได้ง่ายๆ เพียงชั่วข้ามฤดู ราวกับฤดูร้อนที่เปลี่ยนผ่านสู่ฤดูฝน ฤดูร้อนอาจจะจุดประกายความรักอันอบอุ่นให้คนสองคน แต่เมื่อฤดูฝนมาเยือน ความรักอาจถูกชำระไปพร้อมสายฝนอย่างง่ายดายก็ได้

     อ้อมกอดหรือรอยจูบอาจไม่ได้บ่งบอกถึงความรู้สึกแท้จริงที่อยู่ข้างในว่ารัก การแสดงออกเหล่านั้นอาจเป็นเพียงการเสแสร้งได้ ดังนั้น ความรักที่แท้จริงจึงเรียกร้องอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่าเพียงสัญลักษณ์ของการแสดงออก และนั่นเป็นสิ่งที่คนสองคนเท่านั้นที่จะรับรู้ได้

 

How deep is your love

How deep is your love

I really need to learn

’Cause we’re living in a world of fools

Breakin’ us down

When they all should let us be

We belong to you and me

‘รักของคุณลึกซึ้งขนาดไหน ฉันปรารถนาจะเรียนรู้จริงๆ เพราะเราต่างอาศัยอยู่ในโลกแห่งความเขลา ทำให้เราต้องลำบากและห่างไกล ทั้งที่มันควรจะเป็นเรื่องของเรา เรื่องของเราเพียงสองคน’

 

     ‘ฉันไม่ต้องการจะจมอยู่ในความรักของคุณ แต่ต้องการจะรู้ว่ารักของคุณมีความลึกขนาดไหน’ น่าจะบ่งบอกได้ดีถึงท่อนนี้ บางทีเราอาจเพียงต้องการความมั่นใจถึงความลึกที่เรากำลังจะก้าวเท้าลงไป มากกว่าการรับรู้เพียงแค่ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าสวยงามเพียงไรเท่านั้น

     เพราะในความเป็นจริง ‘ความลึก’ ในท่อนนี้อาจหมายถึง ‘สิ่งที่เราไม่รู้’ ที่ต้องเผชิญ หลายความสัมพันธ์ต้องเผชิญกับปัญหาจากสังคม คนรอบข้าง ที่เราควบคุมไม่ได้ แต่คอยจะตัดสินอะไรบางอย่างอยู่เสมอ สิ่งเหล่านั้นมักพยายามจะสอนหรือบอกเราว่าควรจะทำอย่างไร แต่ความจริงแล้วมันกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ยากและซับซ้อนขึ้นไปเท่านั้น

     ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ความสัมพันธ์ควรเป็นบทพิสูจน์ความลึกซึ้งความรักระหว่างคนสองคนที่มีให้กันมากกว่า

 

I believe in you

You know the door to my very soul

You’re the light in my deepest, darkest hour

You’re my savior when I fall

‘ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ คุณเองก็รู้จักประตูที่จะเปิดเข้าสู่กลางใจฉัน คุณเป็นดั่งแสงสว่างในชั่วโมงแห่งความมืดมิด และคุณก็เป็นดั่งผู้ช่วยเหลือในยามฉันล้มลง’

 

     ความเชื่อใจน่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถไขประตูเข้าไปสู่ความจริงที่อยู่เบื้องหลังประตูบานนั้นของอีกฝ่ายได้ เปรียบเสมือนอภิสิทธิ์ที่มีให้กับใครบางคนเพียงเท่านั้น หลังประตูบานนั้น มีเพียงคนเดียวที่จะได้รับรู้และครอบครองในสิ่งที่คนอื่นไม่มีวันได้รับ และเมื่อคุณสามารถเข้าไปถึงหัวใจของอีกฝ่ายได้ ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งจะแปรเปลี่ยนสถานะของคุณให้กลายเป็นดั่งแสงสว่างของใครอีกคนหนึ่งได้ทันที

     สำหรับใครบางคน คุณอาจจะเป็นจักรวาลสำหรับเขา แต่เคยถามตัวคุณเองบ้างไหม คุณได้ให้เขาเป็นจักรวาลสำหรับคุณหรือเปล่า

 

And you may not think I care for you

When you know down inside

That I really do

And it’s me you need to show

How deep is your love?

‘คุณอาจจะคิดไปว่าฉันไม่ไยดีคุณ แต่ถ้าคุณลองมองลงไปให้ลึกข้างใน คุณจะเห็นว่าฉันห่วงใยคุณมาก แล้วคุณล่ะ ฉันอยากรู้จริงๆ รักของคุณลึกซึ้งขนาดไหนกัน?’

 

     เคยมีใช่ไหม ที่เรารู้สึกไม่เข้าใจกับการกระทำของอีกฝ่ายจนพาลหงุดหงิด โมโห จนถึงกระทบกระทั่ง และคิดไปว่าเขาไม่แคร์ความรู้สึกเรา แต่อย่างที่บอกไป ความรักเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมากไปกว่าเพียงแค่การแสดงออก ลึกลงไปเบื้องหลังสิ่งที่คุณไม่พอใจในการแสดงออกของอีกฝ่ายนั้น อาจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความห่วงใย ที่แท้จริงก็เป็นได้
หากคุณพร่ำบ่นว่าพระอาทิตย์เป็นเพียงปีศาจที่แผดเผาทำลายทุกสรรพสิ่งด้วยเพลิงความร้อน นั่นหมายถึงคุณได้มองข้ามแสงสว่างที่ดวงอาทิตย์มอบให้กับชีวิตบนโลกไปแล้ว

      ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม การได้รับรู้ถึงอาณาเขตของอะไรบางอย่าง น่าจะทำให้เราเตรียมการ เตรียมใจ ได้ดีกว่าการที่ต้องกระโจนลงไปในหลุมบ่อที่เราไม่รู้ความตื้นลึกหนาบาง โดยเฉพาะในความรักความสัมพันธ์ เราควรต้อง ‘เรียนรู้’ มากกว่าแค่ ‘รู้’ เพราะการเรียนรู้จะนำไปสู่ความเข้าใจในระดับที่ลึกลงไปอีกได้

     แต่การจะไปสู่ความเข้าใจในระดับที่ลึกล้ำได้นั้น อยู่ที่ว่าคนทั้งสองฝ่ายจะยอมเปิดเผยให้กัน รับรู้ได้ด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจมากน้อยขนาดไหน

 


Recommended Tracks

01 Track: How Can You Mend a Broken Heart Album: Trafalgar Release: 1971

02 Track: Run to Me Album: To Whom It May Concern Release: 1972

03 Track: Too Much Heaven Album: Spirits Having Flown Release: 1978

Share Post
Like 0 View 2279

Author

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

หญิงสาว multi art skill ที่รับทำทุกอย่าง! จริงจังมากกับการคุมโทน ชอบใช้ชีวิตเหงาๆ อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต อุทิศชีวิตตอนกลางคืนให้การติ่งบังทัน อยากเลี้ยงน้องหมา และช่วยเอ็นดูน้องด้วยนะคะ