(I Can’t Get No) Satisfaction

(I Can’t Get No) Satisfaction | แหกปากตะโกนร้องออกไปว่าเราหนีโลก ‘ทุนนิยม’ ไม่พ้นหรอก

ทศวรรษ 1960 เกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด อเมริกาประกาศว่าตัวเองคือผู้ชนะสงครามและเป็นผู้นำโลก ชาวอเมริกันอยู่ในห้วงบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง มีความสุขกับการแต่งงาน มีครอบครัว มีบ้าน มีหน้าที่การงานที่ดี สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดค่านิยมทางสังคมหรือคติความเชื่อของคนอเมริกันที่เรียกกันว่า American Dream ว่าทุกคนสามารถไขว่คว้าหาความสำเร็จในความฝันแห่งอเมริกันได้ และทำให้คนในประเทศหันมาสนใจในระบบของทุนนิยม

     อย่างไรก็ตาม หลังเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ตกต่ำลง ศรัทธาของสถาบันรัฐถูกสั่นคลอนในคดีวอเตอร์เกต รวมไปถึงการอุบัติของสงครามเวียดนามที่ก่อให้เกิดความเสียหายในหลายด้าน ชาวอเมริกันโดยเฉพาะเหล่านักศึกษาจึงเกิดความเอือมระอาและเกิดการเดินขบวนเรียกร้องสันติภาพ อันนำมาซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างกลุ่มฮิปปี้ (Hippie) หรือบุปผาชน และมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมหลักมากมาย หนึ่งในนั้นคือดนตรี

     ในยุคนั้นวัฒนธรรมดนตรีร็อกเริ่มเบ่งบาน โดยเฉพาะการส่งดนตรีผ่านปรัชญาความรัก (Love) และสันติภาพ (Peace) มีวงดนตรีจากเกาะอังกฤษข้ามไปเขย่าอเมริกาและประสบความสำเร็จหลายวง จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ British Invasion โดยเฉพาะวงที่เหมือนจะเป็นคู่แข่งกันในยุคนั้นอย่าง The Beatles และ The Rolling Stones แต่หากเปรียบกันในเชิงภาพลักษณ์แล้ว ทั้งสองวงดูจะขัดกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะในขณะที่สี่เต่าทองมาในมาดของเด็กหนุ่มสุดอบอุ่นกับบทเพลงรักบาดใจ (แต่ดุเดือดขึ้นในยุคหลัง) ฝั่งแก๊งหินกลิ้งกลับมีภาพลักษณ์เป็นพวกรุงรังและต่อต้านสังคมซึ่งได้ใจกลุ่มฮิปปี้ไปเต็มๆ

     ภาพลักษณ์ต่อต้านสังคมของสโตนส์ ถูกถ่ายทอดออกมาทั้งในแง่การใช้ชีวิต และบทเพลงของพวกเขา หนึ่งในเพลงดังที่ดูเหมือนจะสะท้อนความคิดของกลุ่มเด็กหนุ่มร็อกแอนด์โรลล์วงนี้ได้เป็นอย่างดีคือเพลง (I Can’t Get No) Satisfaction ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความผิดหวังในเรื่องทางเพศ และวิพากษ์ลัทธิทางการค้าในอเมริกา

 

The Rolling Stones, John Hoppy Hopkins/Redferns

     ปี 1965 คีธ ริชาร์ด (Keith Richard) และ มิก แจ็กเกอร์ (Mick Jagger) แต่งเพลงนี้ขณะพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเคลียร์วอเตอร์ (Clearwater) รัฐฟลอริดา ขณะที่เดอะ โรลลิง สโตนส์ กำลังทัวร์คอนเสิร์ตในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา เรื่องตลกคือท่อนริฟฟ์กีตาร์อันเป็นตำนานของเพลงนี้นั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ในคืนหนึ่ง ริชาร์ดตื่นขึ้นมากลางดึกและรีบบันทึกเมโลดี้ที่เขาได้ยินในฝันด้วยกีตาร์อะคูสติกลงในเทปคาสเซ็ตที่อยู่ใกล้ๆ ตัว ก่อนจะกลับไปนอนต่อ รุ่งเช้า เมื่อเขาเปิดฟังอีกครั้ง สิ่งที่อยู่ในเทปนั้นคือเสียงริฟฟ์กีตาร์ประมาณ 2 นาทีแรก และเสียงนอนกรนของเขาอีก 40 นาทีหลัง

     หลังจากนั้น เมื่อเพลงถูกพัฒนาต่อ มิกได้เขียนเนื้อร้องขึ้นโดยบรรยายถึงความไม่พอใจขณะที่พักอยู่โรงแรม ทางวงไม่ได้รับอนุญาตให้ซ้อมดนตรี และประชดประชัน วิพากษ์การค้าแบบมุ่งหวังผลกำไรในสหรัฐอเมริกา ที่เขาได้สัมผัสมาตลอดระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ต ก่อนที่เพลงนี้จะบันทึกเสียงเสร็จในเดือนมิถุนายน ปี 1965 และกลายเป็นอีกเพลงฮิตอมตะของสโตนส์ โดยในปี 2004 นิตยสาร Rolling Stone ได้จัดให้เพลงนี้อยู่ในอันดับ 2 จาก 500 อันดับเพลงยอดเยี่ยมตลอดกาล รองจากเพลง Like a Rolling Stone ของ บ็อบ ดีแลน

     แม้กระทั่งปัจจุบัน เมื่อท่อนริฟฟ์กีตาร์ของ (I Can’t Get No) Satisfaction ดังขึ้นมาเมื่อไหร่ เราก็รู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปร่วมสัมผัสกับพลังความฮึกเหิมแห่งหนุ่มสาวและปรัชญา Love & Peace ในยุค 60s อยู่ทุกครา

     และทำให้เรารู้ว่า ไม่ว่ายุคสมัยไหน ทุนนิยมก็ไม่เคยตาย!

 

 

I can’t get no satisfaction I can’t get no satisfaction

Cause I try and I try and I try and I try

I can’t get no, I can’t get no

When I’m driving in my car and that man comes on the radio

And he’s telling me more and more about some useless information

Supposed to ffiire my imagination I can’t get no, oh no, no, no!

Hey, hey, hey! That’s what I’ll say!

ผมคงไม่ปฏิเสธว่าผมไม่พึงพอใจกับมัน ผมทั้งลอง ทั้งพยายามดูแล้ว แต่ผมก็ไม่ชอบมันอยู่ดี เวลาที่ผมขับรถอยู่แล้วมีเสียงชายในวิทยุมาพล่ามบอกผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับข้อมูลที่ไม่เข้าท่า แต่มันทำให้จินตนาการผมบรรเจิดเป็นบ้า แต่ผมคงไม่ปฏิเสธหรอก นั่นแหละสิ่งที่ผมจะบอก

 

     ชั้นเชิงการเขียนเนื้อเพลงประชดประชันของมิกมีนัยยะตั้งแต่ชื่อเพลง การบรรยายถึงความไม่พึงพอใจ ความรู้สึกว่าชีวิตยังไม่ถูกเติมเต็ม มีข้อสันนิษฐานว่าความหมายที่ชัดเจนของคำว่า Satisfaction อาจหมายถึงความไม่รู้สึกพอเรื่องทางเพศ แต่การแสดงออกของเขาเป็นเพียงการระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจเพียงเท่านั้น

     ในยุคต้นปี 60s ที่อุตสาหกรรมกำลังบูม อเมริกาก้าวเข้าสู่ยุค Commercialism แบบเต็มตัว สื่อต่างๆ โฆษณาทั้งหลาย กลายเป็นสิ่งที่แวดล้อมอยู่รอบตัวของประชาชน มิกบรรยายถึงความรำคาญที่มีต่อการโฆษณาทางวิทยุของผู้ดำเนินรายการที่พยายามพล่ามข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตสักเท่าไหร่

 

I can’t get no satisfaction I can’t get no satisfaction

‘Cause I try, and I try, and I try, and I try

I can’t get no, I can’t get no

When I’m watching my TV

And a man comes on and tells me how white my shirts can be

Well he can’t be a man cause he doesn’t smoke the same cigarettes as me

I can’t get no, oh no, no, no

Hey, hey, hey, that’s what I say

ผมคงไม่ปฏิเสธว่าผมไม่พึงพอใจกับมัน ผมทั้งลอง ทั้งพยายามดูแล้ว แต่ผมก็ไม่ชอบมันอยู่ดี เวลาผมดูโทรทัศน์แล้วจู่ๆ ก็มีคนโผล่หน้ามาบอกว่าเสื้อของผมควรขาวสะอาดขนาดไหน แต่เขาคงไม่ใช่ชายประเภทเดียวกับผมหรอก เพราะเขาไม่ได้สูบบุหรี่แบบเดียวกับที่ผมสูบ แต่ผมคงไม่ปฏิเสธหรอก นั่นแหละที่ผมจะบอก

 

     ทุกยุคสมัย โฆษณาในโทรทัศน์พร่ำบอกและชวนเชื่อให้เราคิดว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ โดยเฉพาะในยุคแห่ง American Dream คำว่า ‘White Shirt’ ในแง่หนึ่งอาจมีความหมายถึง ‘White Collar’ หรือ ปกเสื้อสีขาว ที่หมายถึงคนทำงานในออฟฟิศ อยู่ในห้องแอร์ สวมเชิ้ตขาว ซึ่งตรงกันข้ามกับ ‘Blue Collar’ หรือปกเสื้อสีน้ำเงิน หมายถึงคนที่ไม่ได้ทำงานในออฟฟิศ ว่าง่ายๆ คือคนใช้แรงงาน ที่มักสวมเสื้อสีฟ้า สีน้ำเงิน ตามโรงงาน

     มิก แจ็กเกอร์ พยายามปฏิเสธชายที่โผล่หน้ามาโฆษณาเรื่องความฝันเช่นนั้นและพร่ำบอกว่า ‘สีขาว’ คือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและก้าวหน้า การบอกว่าชายในโทรทัศน์ไม่ได้สูบบุหรี่แบบเดียวกับตนเองของมิกนั้น ก็ถือเป็นคำแถลงปฏิเสธ American Dream อย่างเป็นทางการของเขา

 

 

I can’t get no satisfaction I can’t get no girl reaction

‘Cause I try, and I try, and I try, and I try

I can’t get no, I can’t get no

When I’m riding round the world and I’m doing this and I’m signing that

And I’m trying to make some girl who tells me baby, better come back, maybe next week

‘Cause you see, I’m on a losing streak

I can’t get no, oh no, no, no

Hey, hey, hey! That’s what I’ll say

‘ผมคงไม่ปฏิเสธว่าผมไม่พึงพอใจกับมัน ผมทั้งลอง ทั้งพยายามดูแล้ว แต่ผมก็ไม่ชอบมันอยู่ดี เวลาผมเดินทางไปรอบโลก และไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ผมพยายามเข้าถึงตัวหญิงสาวสักคน แต่เธอกลับบอกว่า ค่อยกลับมาอีกทีอาทิตย์หน้าแล้วกัน คุณเห็นแล้วใช่ไหม ผมกำลังจะพ่ายแพ้อีกแล้ว แต่ผมคงไม่ปฏิเสธหรอก นั่นแหละที่ผมจะบอก’

 

     อย่างที่กล่าวไปถึงข้อสันนิษฐานว่า Satisfaction อาจหมายถึงเนื้อเพลงในแง่ทางเพศ (ที่มักมีเสมอในเพลงของสโตนส์) มิก แจ็กเกอร์ บรรยายถึงความผิดหวังที่เขาไม่สามารถเสพสมกับหญิงสาวได้ หากลองวิเคราะห์ดูดีๆ เนื้อเพลงอาจพูดถึงจังหวะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม แล้วจู่ๆ เขาก็โดนปฏิเสธและบอกให้กลับมาอีกทีอาทิตย์หน้า (บางคนวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นมีประจำเดือน!) แต่นั่นเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นธรรมชาติของกลไกทางพันธุกรรม

 

     สิ่งที่ทำให้ (I Can’t Get No) Satisfaction ยังคงฮิตข้ามกาลเวลามากว่า 50 ปี นอกจากความร็อกแอนด์โรลล์ของท่วงทำนองแล้ว เนื้อเพลงประชดประชันได้ใจวัยรุ่นในยุคบุปผาชนและยังเสียดสีสังคมทุนนิยมในทุกยุคสมัยได้อย่างสนุก ก็ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงเป็นเอกลักษณ์ความแสบสันของวงหินกลิ้งมาจนถึงทุกวันนี้

     แต่หากมองอีกมุม อย่าลืมว่าเพลงนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสินค้าชิ้นหนึ่งในโลกทุนนิยม ที่ต้องการการโฆษณาเพื่อให้ผู้คนได้รับฟังมัน และกลายเป็นรายได้หรือค่าลิขสิทธิ์ให้กับ The Rolling Stones และผู้ที่เกี่ยวข้องมาทุกยุคสมัยอยู่ดี

     ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทุกวันนี้เวลา มิก แจ็กเกอร์ ตะโกนแหกปากร้องว่า I Can’t Get No Satisfaction บนเวทีคอนเสิร์ต เขาจะเปล่งมันออกมาด้วยความรู้สึกแบบไหนกันแน่

 


Recommended Tracks

01 Track: Street Fighting Man Album: Beggars Banquet Release: 1968

02 Track: Wild Horses Album: Sticky Fingers Release: 1971

03 Track: Start Me Up Album: Tattoo You Release: 1981