Stop This Train | บทเพลงของจอห์น เมเยอร์ ที่แตะไหล่บอกเราว่า ‘ไม่มีใครหยุดรถไฟขบวนที่ชื่อชีวิตได้หรอก’

Lyrics of Life
27 Jan 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

จอห์น เมเยอร์ (John Mayer) คือหนึ่งในศิลปินมากความสามารถและประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพมากที่สุดคนหนึ่ง ถนนแห่งชีวิตสายดนตรีของเขาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่อัลบั้ม Room for Squares (2001) หลังจากนั้นบทเพลงและอัลบั้มมากมายของเขาก็ได้รับรางวัลที่ทรงคุณค่า เป็นที่ยอมรับจากนักวิจารณ์ดนตรีหลายสำนัก รวมทั้งผู้ฟังทั่วโลก

บทเพลงที่เขาแต่งยังไปกระทบใจนักดนตรีคนอื่นๆ จนหลายต่อหลายคนพยายามแกะสำเนียงกีตาร์ที่มากด้วยชั้นเชิงของเขา ครั้งหนึ่ง เอริก แคลปตัน (Eric Clapton) นักดนตรีในตำนานยังได้เอ่ยถึงจอห์น เมเยอร์ ว่าเป็น ‘Master Guitarist’ หรือ ‘มือกีตาร์ชั้นโคตรเซียน’ แน่นอนว่าการถูกยกยอจากมือกีตาร์ตัวพ่ออย่างแคลปตัน ย่อมไม่จำเป็นต้องเอ่ยบรรยายสรรพคุณใดๆ ของเขาให้มากความอีกต่อไปแล้ว

     ว่ากันว่า มือกีตาร์จะสะท้อนตัวตนออกมาผ่านสายกีตาร์ทั้ง 6 เส้น และศิลปินก็มักสะท้อนตัวตน ความรู้สึกนึกคิด และความเชื่อของตนเองผ่านบทเพลงที่แต่ง แม้ในบางมุม จอห์น เมเยอร์ จะดูเป็น ‘อัจฉริยะหลุดโลก’ ในสายตาแฟนๆ แต่ในเรื่องฝีมือทางดนตรี คงไม่มีใครปฏิเสธเขาได้ โดยเฉพาะเรื่องการเขียนเนื้อเพลงที่แฝงปรัชญา เรียบง่ายแต่มีชั้นเชิง สร้างแรงบันดาลใจ และที่สำคัญคือเพลงของเขาสามารถ ‘พูด’ กับคนฟังส่วนใหญ่ได้อย่างทรงพลัง หลายเพลงของเขาทำให้คนฟังเพลงอย่างเรามองเห็นว่า แท้จริงแล้ว ศิลปินระดับโลกคนนี้ช่างเป็นนักขบคิดถึงเรื่องราวชีวิตอย่างเข้มข้นและละเอียดอ่อนที่สุดคนหนึ่ง

     สำหรับเรา บทเพลงหนึ่งที่เป็นตัวแทนสะท้อนช่วงชีวิต และความนึกคิดของเมเยอร์ได้ดีที่สุดคือ ‘Stop This Train’ บทเพลงลำดับที่ 7 ในสตูดิโออัลบั้มที่ 3 อย่าง Continuum (2006) ที่โดดเด่นด้วยเครื่องดนตรีน้อยชิ้นและการดีดกีตาร์โปร่งด้วยเทคนิค Slapping thumb ไปพร้อมเปล่งเสียงร้อง แม้ดนตรีจะฟังสบายเรียบง่ายสไตล์อะคูสติก แต่หากเนื้อเพลงนั้นกลับแฝงปรัชญาชีวิตที่ลุ่มลึกและน่าสนใจ

 

image: www.discogs.com

 

     เพลงนี้เมเยอร์แต่งขึ้นในช่วงที่เขาปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงที่ดาหน้าเข้ามาในช่วง Quarter-Life Crisis ของชีวิตไม่ทัน หรือก็คือ ‘วิกฤตหนึ่งส่วนสี่ของชีวิต’ ในช่วงวัย 20-30 ปี (ปัจจุบันเขาอายุ 41 ปี) ที่ว่ากันว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของมนุษย์ Gen Y ที่สะท้อนให้เห็นภาวะความเปลี่ยนแปลงไปสู่วัยผู้ใหญ่ ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในช่วงวัยนี้น่าจะพอเข้าใจรูปแบบของมัน แท้จริงแล้วมันไม่ใช่โรค ไม่ใช่ความผิดปกติทางการแพทย์ แต่มันเป็นปรากฏการณ์ปกติทางจิตวิทยาที่พบได้ในคนวัยนี้ เพราะเป็นช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเข้ามาในชีวิต (คล้ายๆ Mid-Life Crisis แต่ Quarter-Life Crisis นั้นมาไวกว่า) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การตัดสินใจหลายๆ อย่าง ความสัมพันธ์ และครอบครัว

     จอห์น เมเยอร์ เองก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านชีวิตช่วงนี้ไปโดยไม่ต้องพบเจอภาวะ Quarter-Life Crisis เขาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่าง Daily Mail ในเดือนธันวาคม ปี 2007 ว่า ‘ช่วงวัย 20 ของผมมันสุดยอดมาก แต่พออายุ 27 มันก็เริ่มพังทลาย แต่ตอนนี้ผม 30 แล้ว ผมคิดว่าผมหนักแน่นขึ้นนะ’

 

     Stop This Train พยายามจะเชื่อมโยง ‘ชีวิต’ เหมือนภาพของ ‘ขบวนรถไฟ’ ที่แล่นไปไม่หยุด เพลงนี้พูดถึงการเปลี่ยนผ่านระหว่างวัยรุ่นไปสู่วัยผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ ในเพลงนี้ เมเยอร์เปิดเปลือยความรู้สึกของตนเองเกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆ ที่เขาไม่อยากจะเผชิญเมื่อเขาโตขึ้น และเป็นสิ่งที่เขากลัวว่าชีวิตจะพาบททดสอบต่างๆ มาสู่เขา ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียคนที่รัก หรือการเริ่มบทใหม่ในชีวิตที่ไม่คุ้นเคย ในแง่หนึ่ง มันเป็นการรวบรวมความกลัวทั้งหลายที่คนวัยนี้ยังไม่เคยเผชิญ และกำลังนั่งอยู่บนรถไฟขบวนที่ชื่อว่า ‘ชีวิต’ ซึ่งกำลังจะพาไปพวกเขาพบเจอในไม่ช้า

 

No, I’m not color blind
I know the world is black and white
I try to keep an open mind
But I just can’t sleep on this, tonight

‘ผมไม่ได้ตาบอด ผมรู้แล้วว่าโลกนี้คือสีดำกับขาว ผมพยายามแล้วที่จะเปิดใจ แต่มันก็ยากที่จะข่มตาลงนอนในค่ำคืนนี้อยู่ดี’

 

     ในวัยเด็ก เราทุกคนอาจมองเห็นโลกนี้เต็มไปด้วยสีสันสดใส แต่เมื่อถึงวัยหนึ่ง เราจะค้นพบความจริงที่น่าเศร้าว่า ทิวทัศน์ที่แท้จริงของนอกหน้าต่างนั้นอาจมีแค่สองสีคือขาวกับดำก็ได้ เปรียบไปก็เหมือนบางสิ่งบางอย่างที่เราจะเริ่มเข้าใจและเห็นภาพการแบ่งแยกชัดเมื่อโตขึ้น เช่น ความรวย-ความจน การมีชีวิต-การตาย หรือเรื่องง่ายๆ ในความสัมพันธ์อย่างการรัก-ไม่รัก หรืออย่างท่อนที่ร้องว่า

 

Don’t know how else to say it
I don’t want to see my parents go
One generation’s length away
From ffiighting life out on my own

‘ไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดอีก ผมไม่อยากเห็นครอบครัวอันเป็นที่รักค่อยๆ จากไป ระยะห่างของชีวิตระหว่างคนรุ่นหนึ่งกับคนอีกรุ่นจะขยายกว้างออก จากการต่อสู้ดิ้นรนใช้ชีวิตของตัวเอง’

   

     มนุษย์เราสักวันหนึ่งก็ต้องจากกันไปอยู่ดี เหมือนใบไม้ที่ร่วงโรยปลิดปลิวจากกิ่งก้านสู่พื้นดิน ในเชิงจิตวิทยา ช่วงวัย 30 เป็นช่วงที่สัญญาณความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเริ่มเกิดกับคนใกล้ชิดของเรา เช่น คนในครอบครัวที่เริ่มแก่ชรา บ้างก็จากไป เมเยอร์เปิดเผยความรู้สึกร่วมสมัยของทุกคนที่ไม่อยากเผชิญกับเหตุการณ์สูญเสียคนที่รักในประโยคนี้ มันย้ำเตือนสัจธรรมของชีวิตกับเราว่า ไม่มีใครอยู่เป็นนิรันดร์ และการสูญเสียคนที่เรารักอย่างครอบครัวนั้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เพราะแน่นอนว่าจะไม่มีพ่อแม่คอยเป็นกำลังสำคัญอยู่เบื้องหลังให้เราอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นทุกอย่างต่อจากนี้ มันจึงขึ้นอยู่กับการต่อสู้ของเราล้วนๆ

 

Stop this train
I want to get off and go home again
I can’t take the speed it’s moving in
I know I can’t
But, honestly, won’t someone stop this train?

‘หยุดรถไฟขบวนนี้เถิด ฉันอยากออกจากรถไฟขบวนนี้และกลับบ้าน ฉันไม่สามารถทนรับความเร็วในการเคลื่อนที่นี้ได้อีกแล้ว ฉันรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่ด้วยความสัตย์ซื่อนะ, ใครก็ได้ช่วยมาหยุดรถไฟขบวนนี้ให้ทีได้ไหม?’

 

     ท่อนฮุกของเพลงเป็นท่อนที่ย้ำแก่นความคิดของเมเยอร์ที่มีต่อรถไฟแห่งชีวิตขบวนนี้ เขาพูดถึงการพยายาม ‘หยุด’ รถไฟขบวนที่ชื่อว่าชีวิตอยู่ตลอด เพราะไม่สามารถทนรับความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถึงแม้เขาจะรู้ตัวว่าไม่สามารถทำได้ เขาก็ยังคงดื้อดึงอยากหาตัวช่วยมาหยุดรถไฟขบวนนี้อยู่ตลอดเวลา

 

So scared of getting older
I’m only good at being young
So I play the numbers game
To ffiind a way to say that life has just begun

‘การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ช่างน่ากลัว ผมคิดว่าผมเป็นเด็กนั้นดีที่สุดแล้ว ดังนั้นผมจึงพยายามเล่นเกมนับตัวเลข เพื่อที่จะหาทางบอกกับตัวเองว่าชีวิตมันเพิ่งจะเริ่ม’

 

     ในหลายครั้งเราทุกคนต่างกลัวการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เรามีตัวอย่างมากมายในทางสังคมที่คอยย้ำเตือนว่า ‘การเป็นผู้ใหญ่มันไม่ง่าย’ สิ่งต่างๆ ล้วนดาหน้าเข้ามาปะทะ คำถามต่อชีวิต ที่ยืนในสังคม ฐานะทางสังคมที่ต้องสร้าง เราเริ่มแคร์สายตาของคนรอบข้างที่มองมายังชีวิตของเรา หลายความสัมพันธ์ที่ต้องรักษาหรือปล่อยไป ความเหนื่อยหน่ายต่อระบบระเบียบทางสังคม หลายคนจึงมักเอ่ยวลีที่ว่า ‘เป็นเด็กนั้นดีที่สุดแล้ว’ หรือมักจะพยายามหาเหตุผลมาบอกกับตัวเองว่า ‘ฉันยังเด็กอยู่เลย’ เมเยอร์บอกในท่อนนี้ว่าเขาอยากเป็นเด็กมากกว่าที่จะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ เขากลัวว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปโดยที่ไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ และเปรียบเปรยว่าอยากจะย้อนเวลาชีวิตกลับไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าแค่เพียงช่วงเวลาที่ยังเป็นเด็กก็พอ

 

 

     ในท่อนหนึ่งของบทเพลง เมเยอร์ได้กล่าวถึงชายชราคนหนึ่ง (ที่แฟนเพลงคาดเดาว่าเป็นคุณพ่อของเขา) ซึ่งเขาได้ไปขอคำปรึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่ชีวิตเขาเผชิญ เพื่อหวังจะได้คำอธิบายหรือการช่วยเหลือจากคนที่ผ่านชีวิตมาก่อนที่อาจทำให้เขาเข้าใจมากขึ้น

 

Had a talk with my old man
Said, ‘Help me understand
He said, ‘Turn sixty-eight you’ll renegotiate
Don’t stop this train
Don’t for a minute change the place you’re in
And don’t think I couldn’t ever understand
I tried my hand
John, honestly, we’ll never stop this train’

‘รอให้อายุ 68 ลูกก็จะเข้าใจ ถึงเวลานั้นลูกจะเริ่มเจรจากับตัวเองใหม่อีกครั้ง อย่าพยายามหยุดรถไฟขบวนนี้ อย่าแม้แต่จะคิดเปลี่ยนที่ที่ตัวเองอยู่ และอย่าคิดว่าพ่อไม่เข้าใจสิ่งที่ลูกกำลังเผชิญ พ่อเองเคยพยายามเหมือนลูกมาแล้ว แต่จอห์น, ด้วยความสัตย์จริง อย่าหยุดรถไฟขบวนนี้เป็นอันขาด’

 

     สิ่งที่พ่อกล่าวกับเขาอาจเป็นถ้อยคำแห่งปัญญา เป็นถ้อยคำของคนที่ผ่านชีวิตมาก่อน เป็นผู้ที่ริ้วรอยบนใบหน้าได้สะท้อนถึงประสบการณ์แห่งความเป็นมนุษย์ แน่นอนว่าในช่องว่างของวัยที่ต่างกัน บางทีเราเองคงไม่เข้าใจในสิ่งที่คนรุ่นก่อนต้องการจะสื่อทั้งหมด มีหลายครั้งใช่ไหมที่คำแนะนำของคนมีอายุเป็นเพียงคำพูดไร้ฝันที่น่าเบื่อในสายตาเรา

     หากแต่ถ้าเราเพ่งมองไปในคำพูดดีๆ เราอาจพอเห็นเค้าลางของความจริงที่ว่า ‘ไม่ว่าจะดีจะร้าย ทุกสรรพชีวิตต้องดำเนินต่อไป’ สิ่งยืนยันประโยคนี้ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล ลองมองไปยังเหล่าคนมีอายุที่อยู่รอบข้างดูก็อาจพอเข้าใจได้

 

Once in a while, when it’s good
It’ll feel like it should
When you’re all still around
And you’re still safe and sound
And you don’t miss a thing
‘Till you cry when you’re driving away in the dark

‘เมื่อถึงชั่วขณะที่ทุกอย่างดีขึ้น เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น คุณยังมีชีวิตอยู่อย่างตลอดรอดฝั่ง คุณไม่ได้พลาดเหตุการณ์ไหนเลย จนกระทั่งคุณเริ่มร่ำไห้ออกมายามที่ขับรถไปบนถนนท่ามกลางความมืดมิด’

 

     เมื่อเมโลดี้ในเพลงเริ่มเร่งเร้าขึ้นในท่อนนี้ เมเยอร์เองก็เริ่มแสดงให้เห็นถึงการยอมรับชีวิตผ่านเนื้อเพลงประโยคดังกล่าว เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราได้พบพานสิ่งต่างๆ และก้าวข้ามผ่านมาได้ เราจะเริ่มคิดว่าทุกอย่างมันยังโอเค ชีวิตยังดำเนินต่อไป แต่แน่นอนว่าทุกความทรงจำต่างๆ มันจะยังคงฝังแน่นอยู่ในใจของเราไม่มีทางเปลี่ยน และมันจะกลายเป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่ประกอบเราให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีบางมุมบิดเบี้ยว บางจุดชำรุด และไม่มีวันสมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้จะเริ่มเข้ามาสั่นคลอนจิตใจส่วนที่อ่อนไหวของคุณในบางคราที่เหนื่อยล้า เหมือนคลื่นที่เข้ามากระทบฝั่ง เมเยอร์เปรียบเทียบห้วงอารมณ์นั้นกับการขับรถไปอย่างเดียวดายบนถนนยามค่ำคืน เมื่อเราระลึกถึงความทรงจำต่างๆ ที่ผ่านมา เราเองจะเริ่มมีความรู้สึกอยากย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ยังไม่ต้องก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่

     แต่สิ่งนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ รถไฟขบวนที่ชื่อว่าชีวิตจะยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีทางหยุด ไม่มีทางหวนกลับ

     เมื่อผ่านช่วงดนตรีเร่งเร้า อารมณ์ที่พลุ่งพล่านเริ่มทุเลา คงคล้ายดั่งคลื่นยักษ์ที่ครั้งหนึ่งเคยโหมปะทะฝั่งอย่างรุนแรง ก่อนจะวนกลับสู่มหาสมุทร เหลือทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง และริ้วคลื่นเบาๆ ที่ยังโถมกลับไปมาสม่ำเสมอ ท่อนฮุกรอบสุดท้ายของเพลงยังคงเน้นย้ำแก่นความคิดเดิมของเมเยอร์ที่ว่าเขายังคงอยากหยุดรถไฟขบวนนี้อยู่ตลอดเวลา

     เพียงแต่ประโยคท้ายสุดได้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว

 

‘Singing, stop this train
I want to get off and go home again
I can’t take the speed it’s moving in
I know, I can’t
‘Cause now I see I’ll never stop this train

‘หยุดรถไฟขบวนนี้เถิด ฉันอยากออกจากรถไฟขบวนนี้และกลับบ้าน ฉันไม่สามารถทนรับความเร็วในการเคลื่อนที่นี้ได้อีกแล้ว แต่ฉันรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า ฉันไม่สามารถหยุดรถไฟขบวนนี้ได้’

 

     ใช่ไหมที่ ‘ไม่ว่าจะดี จะร้าย ทุกสรรพชีวิตต้องดำเนินต่อไป’

 


Recommended Tracks

01 Track: Daughters Album: Heavier Things Released: 2003

02 Track: The Age of Worry Album: Born and Raised Released: 2012

03 Track: Shadow Days Album: Born and Raised Released: 2012

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

หญิงสาว Multi art skill ที่รับทำทุกอย่าง! จริงจังมากกับการคุมโทน ชอบใช้ชีวิตเหงาๆ อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต อุทิศชีวิตตอนกลางคืนให้การติ่งบังทัน อยากเลี้ยงน้องหมา และฝากเพจเฟซบุ๊ก oneun cafe ด้วยค่ะ