The Review l Burning : ลึกลับ แผดเผา เร่าร้อน สะท้อนชวนขบคิดในความสัมพันธ์และชนชั้น

The Review
23 Jul 2018
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

หากจะบอกว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่แฟนหนังสือมูราคามิรอคอยมากที่สุดอีกหนึ่งเรื่องก็คงไม่ผิดนัก อันที่จริง Burning ไม่ใช่นิยายเรื่องแรกของ ฮารูกิ มูราคามิ ที่ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ หลายๆ เรื่องของเขาน่าจะผ่านตาคอหนังหลายๆ คนมาแล้ว อาทิ Hear The Wind Sing (1981) หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาไทยว่า ‘สดับลมขับขาน’ ผลงานในช่วงที่มูราคามิเริ่มต้นชีวิตนักเขียน, Tony Takitani (2004) ดัดแปลงจากเรื่องสั้น ‘โทนี ทะกิทะนิ’ ในรวมเรื่องสั้น ‘ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน’ และล่าสุดอย่าง Norwegian Wood (2010)

     Burning เป็นภาพยนตร์โรแมนติกทริลเลอร์ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชื่อ Barn Burning หรือ มือเพลิง ในรวมเรื่องสั้น ‘เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน’ หากใครที่เคยอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้มาก่อน ก็คงคาดหวังที่จะได้เห็นบรรยากาศเยือกเย็นที่ซุกซ่อนความลึกลับ และความไม่น่าไว้ใจในภาพยนตร์ ซึ่งในจุดนี้ก็ต้องยอมรับว่าการได้ อีชางดง ผู้กำกับชาวเกาหลีที่ได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำของเทศกาลภาพยนตร์อย่างคานส์มาแล้วก็ยิ่งทำให้ Burning ถูกจับตามองทั้งจากแฟนหนังสือมูราคามิ และแฟนภาพยนตร์ รวมไปถึงสื่อต่างๆ

 

burning

 

     ภาพยนตร์เรื่อง Burning เล่าเรื่องผ่าน 3 ตัวละครที่สะท้อนภาพของสังคมและวิถีชีวิต รวมไปถึงความรัก ความสัมพันธ์อันแปลกประหลาด เมื่อ อีจงซู (ยูอาอิน) เด็กหนุ่มชายขอบบ้านนอกติดพรมแดนเกาหลีเหนือ ผู้เก็บงำความรู้สึกและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ด้วยการรับจ้าง ได้มาพบกับ แฮมี (ชอนจงซอ) เพื่อนสาวสมัยเด็ก และเป็นเพื่อนบ้านในอดีตของจงซู ที่ดูเป็นสาวรักอิสระและเข้าถึงง่าย ทั้งสองเริ่มสานสัมพันธ์กันอีกครั้ง ก่อนลงเอยด้วยเสน่ห์ตัณหาที่มักเป็นปฐมบทของความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาว หลังจากนั้นเรื่องราวกลับผิดเพี้ยนไปเมื่อแฮมีเดินทางไปแอฟริกาก่อนจะกลับมาพร้อม เบน (สตีเวน ยอน) ชายหนุ่มมาดดี ทว่าซ่อนความซับซ้อนและน่าสงสัยบางอย่างไว้เบื้องหลัง

     ความสัมพันธ์ของเบนกับแฮมียิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ ผิดข้างกับจงซูที่แม้จะอยู่พร้อมกันสามคน แต่เขากลับเหมือนถูกกีดกันกลายเป็นร่างที่ไร้ตัวตนในบางที จนทำให้จงซูเองเริ่มตั้งคำถามถึงเรื่องของเขากับแฮมีก่อนหน้านี้ และยิ่งเบนกับแฮมีสนิทสนมกันมากเท่าไหร่ ไฟที่มอดไหม้และระอุในใจของจงซูก็ยิ่งแผดเผามากขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่าเบนมาคบหากับแฮมีด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่

     เรื่องราวพลิกผันอีกครั้งเมื่อแฮมีหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากที่ทั้งสามได้มาพบกันที่บ้านของจงซู พร้อมกับปริศนาการเปิดเผยเรื่องส่วนตัวของงานอดิเรกแสนประหลาดในการ ‘เผา’ โรงเพาะชำของเบน ที่ชวนสงสัย และการทิ้งคำพูดทิ้งท้ายไว้ว่า การ ‘เผา’ ครั้งถัดไปกำลังจะเกิดขึ้นในที่ไม่ไกลจากบ้านของจงซู จนทำให้จงซูต้องเย็นยะเยือกไปกับภาพการเผาในจินตนาการและคอยสำรวจตามเบาะแสว่าการเผาจะเกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร ไปพร้อมๆ กับการตามล่าปริศนาที่ว่าแฮมีนั้นหายตัวไปได้อย่างไร

 

burning

 

*บทความต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*

 

ความเชื่อว่า ‘มี’ จะทำให้จินตนาการถูกลบไป หัวใจสำคัญคือการเชื่อว่ามัน ‘ไม่มี’

     ประเด็นแรกที่น่าสนใจอยู่ในช่วงแรกของการกลับมาสานสัมพันธ์ระหว่างจงซูกับแฮมี หลังจากที่ทั้งคู่ได้มีโอกาสไปนั่งร้านเหล้าด้วยกัน แฮมีเล่าความฝันของเธอที่อยากเดินทางไปยังแอฟริกาเพื่อตามหาบางสิ่ง ในบทสนทนาบนโต๊ะนั้น แฮมีเล่นละครใบ้แสดงถึงเรื่อง ‘การมี’ กับ ‘การไม่มี’ อันเป็นสภาวะเท็จจริง แฮมีแสดงท่าทางสมมติในการปอกเปลือกส้มอย่างบรรจงก่อนจะหยิบเข้าปากทานอย่างเอร็ดอร่อย ทีแรกจงซูไม่เข้าใจ แต่แฮมีก็ได้บอกความลับบางอย่างกับเขาไปว่า ‘อย่าคิดว่ามีสิ่งนั้น ให้คิดว่ามันไม่มี นั่นคือหัวใจสำคัญ’ และ ‘นายต้องอยากได้มันจริงๆ’

     การแสดงละครใบ้ของแฮมีทำให้เรานึกย้อนมาในชีวิตจริง บางครั้งก็มีเรื่องประหลาดเช่นนี้เกิดขึ้น ในยามที่เรามองดูใครสักคนหยิบมะนาวเข้าปาก ทั้งๆ ที่เราไม่ได้กินด้วย แต่กลไกบางอย่างในร่างกายกลับขับน้ำลายให้สอเต็มปาก และทำให้เรารู้สึกเปรี้ยวไปด้วยกันกับคนที่กินจริงๆ

     ประเด็นนี้ถูกต่อยอดมาในช่วงที่ทั้งคู่มาอยู่ในห้องของแฮมี เธอบอกเขาว่าให้ช่วยดูแลแมวตัวหนึ่งที่ชื่อ ‘Boiled’ ในช่วงที่เธอไม่อยู่ แต่จนแล้วจนรอด เจ้าแมวเหมียวก็ไม่เคยปรากฏอยู่ในห้องของแฮมีเลย มีเพียงอาหารแมว และถาดรองอุจจาระแมวเท่านั้นที่ทำให้เราคิดและเชื่อมโยงได้ว่ามีแมว ‘จริงๆ’ ในห้องของเธอ ซึ่งจงซูก็เช่นกัน เขาถูกการวาดภาพว่า ‘มีแมว’ นี้ฝังอยู่ในหัว หลังจากที่แฮมีเดินทาง เขาก็กลับมาให้อาหารแมวในห้องของเธอทุกวัน

     ใช่ไหม ที่บางครั้ง สิ่งที่เราเชื่อว่าไม่มีจริงกลับปรากฏ แต่สิ่งที่เรายึดมั่นเป็นสรณะว่ามี กลับสูญสลายไปในพริบตา

     ในแง่หนึ่ง นี่คือความพิสดารและความประหลาด อันเป็นเสน่ห์ที่เรามักเห็นในงานเขียนของมูราคามิอยู่เสมอ

 

burning

 

เรามองคุณค่าของบางสิ่งผ่านเพียงสายตาและอุดมคติของเรา

     หลังการปรากฏตัวของเบน ตรงนี้เองเป็นจุดที่หนังพาเราเข้าสู่โลกคู่ขนานระหว่างชนชั้นคนรวยและคนจน ช่องว่างของสองสถานะนี้ถูกสื่อผ่านสองตัวละครที่ดูจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในขณะที่จงซูอยู่บ้านนอก ขับรถบรรทุกเก่าๆ และแต่งตัวเชยๆ เบน กลับเป็นชายหนุ่มอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรูหราย่านกังนัม พร้อมรถหรู กลุ่มสังคมชั้นสูง การแต่งกายที่ดูมีราคา และไลฟ์สไตล์ของคนมีเงินที่ดูราวกับเล่นสนุกกับชีวิตไปวันๆ ซึ่งเป็นภาพชายในอุดมคติของใครหลายคน

     ในตอนหนึ่ง จงซูเคยบอกแฮมีไว้ว่า เบน เป็นเหมือน แกสบี ที่เป็นคนหนุ่มร่ำรวยแต่กลับไม่รู้ที่มาที่ไป

     หนังถูกขยี้ประเด็นนี้อีกครั้งในตอนที่เบนและแฮมี ไปบ้านของจงซู ในตอนที่แฮมีเมากัญชาและหลับไป นั่นเป็นครั้งแรกระหว่างจงซูกับเบนที่ได้เผชิญหน้ากัน พร้อมกับการพรั่งพรูเรื่องราวส่วนตัวของแต่ละคนให้กันฟัง จงซูเล่าเรื่องครอบครัวของตนเองที่แม่กับน้องสาวหนีไปตั้งแต่เขายังเด็ก ทิ้งให้เขาอยู่กับพ่อที่ปัจจุบันก็กำลังมีปัญหาถูกฟ้องขึ้นโรงขึ้นศาลและเสี่ยงติดคุก

     ในขณะที่เบนเปิดเผยเรื่องประหลาดของตนเองที่มีงานอดิเรกในการ ‘เผา’ เรือนเพาะชำทุกๆ สองเดือน เขามองว่าการเผาทำลายเรือนเพาะชำสกปรกโสโครกไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

     การหายไปของสิ่งที่เขาไม่ได้เห็นค่า และมองว่าไม่มีคุณค่าต่อใครนั้นเป็นเรื่องปกติ

     แน่นอนว่าแตกต่างจากจงซู ที่เรือนเพาะชำเป็นเหมือนดั่งชีวิตที่สร้างอาชีพของคนชายขอบอย่างพวกเขา หลายครั้งที่เรามักมองบางสิ่งไม่สำคัญ และไม่สมควรมีอยู่ จากการตัดสินด้วยมุมมองของเรา อันเต็มไปด้วยอคติ อุดมการณ์ และความฝันของเราเพียงเท่านั้น โดยที่ลืมไปว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นอาจหมายถึงทุกสิ่งของคนอีกกลุ่มก็ได้

     จุดที่ดูจะสะท้อนได้อย่างชัดแจ้งคือการที่พ่อของจงซูถูกตัดสินจำคุกจากกรณีทะเลาะวิวาท แต่ในทางตรงกันข้าม เบน กลับเล่าเรื่องการเผาโรงเพาะชำ และการใช้สารเสพติด (และความลับแสนสยองอันเป็นเหตุการณ์ชวนมีเงื่อนงำ) ได้อย่างหน้าตาเฉยโดยที่ไม่มีความกลัวต่ออำนาจยุติธรรมใดๆ ในขณะที่จงซูต้องวิ่งโร่ขึ้นศาลไปฟังการตัดสินอยู่ตลอด เบนกลับใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเป็นที่สุด

     ความจริงแล้วประเด็น ‘คนรวย’ กับ ‘คนจน’ ก็เป็นเรื่องที่เรามักเห็นในงานของมูราคามิอยู่บ่อยๆ เขามักหยิบยกประเด็นนี้สอดแทรกหรือเปรียบเทียบในนิยายของเขาอยู่เสมอ หากใครเคยอ่าน ‘สดับลมขับขาน’ ที่เป็นนิยายเล่มแรกของมูราคามิอาจจะพอจดจำได้ ประโยคแรกของมุสิกที่พูดในเรื่องคือ ‘คนรวยไปกินขี้เหอะ!’

 

burning

 

การถูกป้อนด้วยมายาคติบ่อยๆ จะถูกสวมทับกลายเป็นความจริง

     ในช่วงที่จงซูกับเบนได้เปิดเผยเรื่องส่วนตัวต่อกัน สิ่งสุดท้ายก่อนที่เบนกับแฮมีจะจากไป (และเป็นครั้งสุดท้ายที่จงซูได้พบกับแฮมี) จงซูถามเขาเรื่องโรงเพาะชำแห่งถัดไปที่เขาจะเผา ซึ่งเบนก็บอกกับจงซูเพียงแค่สิ่งที่เขาจะเผานั้น อยู่ ‘ใกล้’ มากๆ สิ่งเหล่านี้ในแง่หนึ่ง มันสะท้อนถึงสภาวะของคนชนชั้นล่าง ที่มักเชื่อในสิ่งที่คนชนชั้นสูงพูดหรือป่าวประกาศ ไม่ต่างจากจงซู หลังจากที่เบนพูดเช่นนั้น ราวกับว่าภาพของการเผาโรงเพาะชำนั้นถูกปลูกฝังในหัวของเขาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกวันหลังจากวันนั้น เขาจะออกสำรวจตรวจตราโรงเพาะชำที่อยู่ใกล้กับบ้านเขา อันเชื่อว่ามันกำลังจะถูกเผาในไม่ช้าไม่นาน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

     ความน่ากลัวของการถูกสวมทับมายาคตินั้นสะท้อนอยู่ในบางช่วงบางตอนของหนัง ในช่วงที่จงซูตระเวนสำรวจโรงเพาะชำแถวบ้านแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้น มีวันหนึ่งที่จู่ๆ เขาก็เกิดภาพลวงที่ทำให้ตนเองหยิบไฟแช็กขึ้นมาเผาโรงนาเสียเอง โชคยังดีที่ว่าเขาได้สติและดับไฟทัน เหตุการณ์นี้ฟังคล้ายกับโครงสร้างบางสังคม ที่สิ่งที่ ‘ชนชั้นสูง’ พูด อาจเป็นอุดมการณ์อะไรบางอย่างที่เมื่อมันถูกส่งไปถึง ‘ชนชั้นล่าง’ แล้ว ทำให้เกิดกระแสมวลชนลุกฮือขึ้นมากระทำอะไรบางอย่างที่เอาเข้าจริงแล้วพวกเขาเองอาจไม่ได้ ‘เข้าใจ’ จริงๆ ก็ได้ว่าเพราะอะไรถึงต้องทำเช่นนั้น เพียงแต่ภาพของชนชั้นสูงนั้นต่างหาก ที่ทำให้พวกเขามองว่าสิ่งที่ถูกถ่ายทอดมานั้นเป็นสิ่งที่ ‘ถูกต้อง’ ในขณะเดียวกัน อุดมการณ์เหล่านั้นก็อาจเป็นเพียงแค่มายาคติของคนเพียงกลุ่มโครงสร้างเดียวก็ได้

 

นักแสดงที่ถอดดีเอ็นเอจากนิยายสไตล์มูราคามิ

     นักแสดงเป็นส่วนสำคัญที่ต้องแบกหนังไว้ทั้งเรื่อง ความจริงนักแสดงที่มีฝีมือนั้นมีมากมาย แต่การเลือกนักแสดงที่มีบุคลิกให้สมกับบทบาทที่ได้รับนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจและละเอียด สามนักแสดงนำของ Burning นั้นนอกจากเรื่องฝีมือแล้ว สิ่งที่โชคดีมากๆ คือแต่ละคนนั้นมีบุคลิกหน้าตาที่สอดคล้องกับบทที่ได้รับมาก ทั้งบทบาทเด็กหนุ่มชายขอบของยูอาอิน หรือบทคนรวยลึกลับของสตีเวน ยอน ที่ทั้งคู่ต่างแสดงสีหน้า แววตา ท่าทางได้สมบทบาท โดยเฉพาะที่อยากพูดถึงเป็นพิเศษคือ ชอนจงซอ ที่รับบทเป็น แฮมี หญิงสาวผู้โดดเดี่ยว เพราะหากนึกไปถึงนิยายของมูราคามิแล้ว ส่วนใหญ่เขามักบรรยายบุคลิกลักษณะของตัวละครหญิงไว้ค่อนข้างน่าสนใจ ในเชิงหนึ่ง มูราคามิมักให้รายละเอียดรูปพรรณสัณฐานของผู้หญิงในนิยายไม่ได้สวยสง่า แต่มักมีความพิเศษอะไรบางอย่างบนใบหน้าที่ชวนดึงดูดความสนใจ และมีบุคลิกบางอย่างที่มีเสน่ห์น่าหวั่นไหว ซึ่งชอนจงซอที่ได้รับบทนี้นั้นค่อนข้างเหมาะสม นอกจากเรื่องของการแสดงแล้ว เธอมีบุคลิกหน้าตาที่มีเสน่ห์แถมพ่วงด้วยการมีแรงดึงดูดทางเพศอย่างน่าประหลาด และทำให้ตัวละคร แฮมี นั้นดูมีมิติที่น่าสนใจ เชื่อว่าชายหนุ่มหลายคนที่ได้ชมเรื่องนี้น่าจะตกหลุมรักเธอได้ไม่ยาก

 

burning

 

บรรยากาศไม่น่าไว้วางใจ

     สิ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้นอกจากบทและนักแสดงแล้วก็คือบรรยากาศ ความไม่น่าไว้วางใจของบรรยากาศและเงื่อนงำชวนติดตามในหนังนั้นถูกใส่มาแทบจะตั้งแต่เริ่มต้น รวมไปถึงเหตุการณ์แปลกๆ เช่น โทรศัพท์ลึกลับไร้เสียงปลายสาย พฤติกรรมชวนสงสัยของตัวละคร ก็ชวนให้เราคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่าสิ่งที่ตัวละครกำลังทำหรือเหตุการณ์นั้นสื่อถึงอะไรบ้าง และการถ่ายทอดภาพของชนบทไปจนถึงความเป็นเมืองนั้น ผู้กำกับอีชางดงก็สามารถดึงเสน่ห์ของแต่ละสถานที่ออกมาได้อย่างดีและกลมกลืนไปกับบทตลอดทั้งเรื่อง สิ่งที่เร้าอารมณ์มากๆ อีกอย่างก็คือเสียงดนตรีประกอบฉาก ที่ชวนให้ลุ้นระทึกไปกับความไม่น่าไว้วางใจของหนังอย่างเต็มเปี่ยม

     ความไม่น่าไว้วางใจ ความพิลึก เพี้ยน พิสดาร และแปลกประหลาดนี้คือดีเอ็นเอที่อยู่ในบรรยากาศของนิยายสไตล์มูราคามิเช่นกัน ความสนุกคือนอกจากเราจะได้ตีความพฤติกรรม และสัญญะต่างๆ แล้ว เรายังได้เสพภาพ เสพฉาก ที่ชวนขบคิดและให้แง่มุมที่แตกต่างจากหนังหลายๆ เรื่องด้วย

     นอกจากบทสรุปเชิงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นแก่ตัวละครจะสร้างความคาใจแก่เรา ในฐานะผู้ที่ประทับใจเรื่องสั้นนี้เป็นอย่างมาก เราก็อยากให้แฟนมูราคามิได้ไปชมกัน เราเชื่อว่า Burning เป็นหนังดีที่น่าติดตามอีกเรื่องหนึ่งของปีนี้ ทั้งในแง่มุมของพล็อตเรื่อง ภาพ นักแสดง ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนหนังสือของมูราคามิ หรือไม่เคยอ่านก็ตาม คุณก็สามารถสนุกไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ไม่ยาก

 


ตรวจสอบรอบและโรงภาพยนตร์ได้ที่

Facebook: Documentary Club

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ