The Review | God’s Own Country : ไม่มีใครอยากเป็นไอ้ห่วยไปตลอดหรอก

The Review
15 May 2018
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

สารภาพว่าผมมาชมภาพยนตร์เรื่องนี้โดยบังเอิญ

ผมเดินเล่นเรื่อยเปื่อยจนมาถึงโรงภาพยนตร์ลิโด้ในยามบ่ายของวันหยุด ระหว่างยืนลังเลหน้าบันไดเพื่อตัดสินใจว่าจะชมภาพยนตร์ดีหรือไม่ กลิ่นป๊อปคอร์นหอมฟุ้งที่ขายบริเวณหน้าโรงก็จูงจมูกผมให้ก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของอาคารเสียแล้ว ผมยืนเลื่อนสายตาไล่ดูรายชื่อและรอบเวลาของภาพยนตร์ที่กำลังฉาย

God’s Own Country : รอบเวลา 14.00 น.

ชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ปรากฏต่อหน้าผม เหลือบดูนาฬิกา อีก 5 นาทีจะถึงเวลาบ่ายสอง ผมตัดสินใจควักเงินในกระเป๋าตีตั๋วเข้าชมในทันที

แต่ไม่ได้ซื้อป๊อปคอร์น…

god's own country

     God’s Own Country เป็นภาพยนตร์จากฝั่งอังกฤษที่เข้าชิง British Independent Ffiilm Awards 2017 หรือ BIFAs ซึ่งเป็นเวทีที่มอบรางวัลให้กับหนังอิสระจากเกาะอังกฤษ และคว้ารางวัลใหญ่ในสาขา Best British Independent Ffiilm กับ Best Actor โดยนักแสดงนำชายอย่าง Josh O’Connor มาครอง

     ช่วงระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาทีของภาพยนตร์ พาเราดำดิ่งลงไปถึงห้วงลึกในจิตใจและการกระทำจากสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ ทั้งความรัก ความหลง ความเหงา ความสัมพันธ์ ความตาย และความหวัง ตัวภาพยนตร์เล่าถึงเรื่องราวของจอห์นนี แซ็กซ์บี (Josh O’Connor) เด็กหนุ่มซึ่งใช้เวลาช่วงวัยรุ่นในการอยู่กับฟาร์มของครอบครัวซึ่งห่างไกลไปทางตอนเหนือของอังกฤษ อันประกอบไปด้วยพ่อที่ไม่ค่อยสบายและคุณย่าที่อายุมาก เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการทำงานที่ฟาร์ม โดยถูกคาดหวังจากพ่อของเขาที่ต้องการให้เป็นหัวหน้าครอบครัวและดูแลฟาร์มในอนาคต

 

god's own country

 

     แทนที่จะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงหรือใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย เขากลับต้องแบกรับหลายภาวะเหล่านี้บนบ่า ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเด็กหนุ่ม ทั้งในแง่การทำงานที่ฟาร์มแบบขอไปที ความกดดัน ความเหงา และความแปลกแยกต่อเพื่อนในวัยเดียวกัน ที่แปรผันเป็นความหงุดหงิดซึ่งถูกบีบอัดในหัวใจ ก่อนถูก ‘ปลดปล่อย’ ออกในชีวิตประจำวันด้วยการดื่มเหล้าในผับท้องถิ่นทุกวัน รวมไปถึงการมีสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบรักร่วมเพศอย่างไม่เป็นทางการกับคนหนุ่มในเมืองชนบทแห่งนั้น

 

god's own country

 

     การแสดงออกของจอห์นนีทำให้ผู้ชมอย่างเราเข้าใจได้ไม่ยากแต่แรกว่าเขาไม่พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากการปลดปล่อยความตึงเครียดของภาวะในร่างกายเป็นครั้งคราว

     กระทั่งการมาถึงของ จอร์จี (Alec Secareanu) แรงงานข้ามชาติหนุ่มชาวโรมาเนียที่เข้ามาช่วยงานชั่วคราวในฟาร์ม ซึ่งพ่อของจอห์นนีเป็นผู้รับเข้ามา ทำให้จอห์นนีต้องรับมือกับ ‘ภาวะอารมณ์’ ที่เพิ่มเติมเข้ามา ทั้งความรู้สึกไม่พอใจที่เขาเชื่อว่าการที่พ่อรับจอร์จีเข้ามานั้นเป็นเพราะไม่มั่นใจในการทำงานของเขา และความสัมพันธ์ระหว่างเขากับชายแปลกหน้าที่จะต้องใช้ชีวิตและทำงานร่วมกัน ยิ่งทำให้กลไกความรู้สึกอันซับซ้อนของเขาทวีคูณขึ้นไปอีก

 

god's own country

 

*บทความต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*

 

ความสัมพันธ์ของชายรักชาย

     ประเด็นชายรักชายของโลกภาพยนตร์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ภาพยนตร์ในทำนองนี้ถูกสร้างมาอย่างต่อเนื่องในประวัติศาสตร์ อาทิ Brokeback  Mountain (2005) หรือเรื่องใกล้ๆ ที่เพิ่งฉายเมื่อไม่นานมานี้อย่าง Call Me by Your Name (2017)

     ซึ่งเมื่อพูดถึงประเด็นนี้ ใจความหลักสำคัญอีกข้อที่มักมาพร้อมหนังแนวนี้คือเหตุการณ์ ‘การยอมรับ’ จากตัวละครรอบข้างในภาพยนตร์ ด้วยความที่เหตุการณ์หลักของเรื่องนั้นเกิดขึ้นในฟาร์มชนบทอันห่างไกล ตัวละครหลักจริงๆ ของเรื่องจึงมีแค่จอห์นนี พ่อและย่าของเขา กับจอร์จี เท่านั้น เมื่อตัดจอห์นนีและจอร์จีออกไป มนุษย์ที่เหลือสองคนจึงเป็นตัวละครที่ ‘ควร’ จะมีฉากที่บ่งบอกถึงการยอมรับหรือไม่ยอมรับภาวะเพศสภาพของจอห์นนีที่เป็นคนในครอบครัว อันอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของหนังได้ แต่ภาพยนตร์เลือกที่จะเล่าอย่างคลุมเครือ

     ฉากที่ชัดเจนที่สุดกลับกลายเป็นฉากที่ไม่ได้มีการปะทะอารมณ์รุนแรงหรือดราม่า (ที่ผู้ชมบางคนอาจคาดหวัง) แต่เป็นเพียงฉากที่พ่อของเขาแอบเห็นตัวเขากับจอร์จีแหย่เล่นกันอย่างสนิทสนมโดยการเอาโคลนป้ายหน้ากัน และฉากท้ายๆ ที่คุณย่าของเขาเห็นถุงยางอนามัยใช้แล้วในบ้านที่เขากับจอร์จีอยู่ แต่ทั้งสองเหตุการณ์ล้วนไม่ได้มีบทสรุปเป็นสถานการณ์หรือบทพูดที่ทำให้รู้ว่าทั้งพ่อและย่ายอมรับภาวะเพศสภาพของจอห์นนี แต่ภาพยนตร์เลือกที่จะสื่อว่าทั้งสองคนเข้าใจและยอมรับเงียบๆ มากกว่า

 

การแสดงที่เอาอยู่

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าสองนักแสดงหลักที่ต้องแบกภาพยนตร์ไว้ทั้งเรื่องอย่าง จอช โอ’คอนเนอร์ และ อเล็ค เซคารนูนั้น เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดสายตาผู้ชมให้จดจ่ออยู่กับตัวละครได้เป็นอย่างดี ทั้งหน้าตาหรือการแสดงที่ทุ่มสุดตัว โดยเฉพาะ จอช โอ’คอนเนอร์ ที่ได้รับรางวัล Best Actor นั้นเรียกได้ว่า ‘เอาอยู่’ กับบทบาทของเด็กหนุ่มชาวไร่ที่เต็มไปด้วยความเก็บกดจากภาวะอารมณ์ที่หลากหลายของช่วงวัย การแสดงออกทั้งท่าทางและสายตาของจอชนั้น ‘สื่อ’ ให้ผู้ชมอย่างเราเชื่อว่าเขา ‘รู้สึก’ ไปกับทุกมิติอารมณ์ของบทบาทที่เขาได้รับจริงๆ ทั้งอารมณ์หงุดหงิด โกรธ ไม่พอใจ กระหาย หรือรัก

 

God's own country

 

บรรยากาศของหนัง

     บรรยากาศและฉากหลังของภาพยนตร์เป็นอีกสิ่งที่ทำให้ตัวหนังเข้าถึงอารมณ์ไปอีกระดับ แม้ภาพยนตร์อาจไม่ได้มีมุมกล้องที่เรียกได้ว่าประณีตสวยงามเมื่อเอาไปเทียบกับ Call Me by Your Name แต่ความดิบของการถ่ายทำ รวมไปถึงมู้ดและโทนอึมๆ ครึมๆ ของฉากหลังที่เป็นไร่ห่างไกลนี่แหละ ที่ช่วยส่งและขับให้ ‘ความเหงาของคนชายขอบ’ นั้นดำดิ่งและจมลึกยิ่งกว่าไหนๆ

 

ความรักเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ

     ฉากเลิฟซีนของภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง ‘สัญชาตญาณดิบ’ ที่มีในตัวมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะเรื่องของความรัก แรงขับทางเพศนั้นมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน และไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากความเป็นสัตว์คือ เราเชื่อกันว่ามนุษย์เรามีสมองในการควบคุมการปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบเหล่านี้ให้ออกมาในรูปแบบของผู้มีอารยธรรม (แต่ก็มีบ่อยเช่นกันที่บางคนแสดงออกถึงความไร้อารยธรรม) โดยเฉพาะเรื่องของเซ็กซ์ที่สังคมส่วนใหญ่แม้จะมองต่างกันในเรื่องของวัฒนธรรม แต่ก็มีจุดร่วมที่ว่าความรักเชิงเซ็กซ์นั้นควรเป็นอะไรที่ไม่ ‘โจ่งแจ้ง’ หรือ ‘ดุดัน’ จนเกินพอดี

     แต่ฉากในภาพยนตร์กลับทำให้เราเห็นถึงสัญชาตญาณดิบที่มีในตัวผู้คนเหล่านี้ ฉากที่จอห์นนีและจอร์จี ต้องขึ้นไปค้างแรมบนเขาเพื่อดูแลสัตว์ด้วยกัน ทำให้เขาทั้งคู่แสดงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกออกมา ความเหงา ความเครียด และความกดดัน อันถึงขีดสุดของทั้งคู่ (โดยเฉพาะจอห์นนี) ทำให้ทั้งสองต้องระเบิดมันออกเพื่อปลดปล่อย ในคืนหนึ่งด้านนอกกระท่อม ใต้แสงจันทร์ ทั้งสองเล่นบทรักกันอย่างถึงพริกถึงขิง เกลือกกลิ้งบนหญ้าและโคลนของคอกสัตว์โดยไม่สนถึง ‘ความมีอารยธรรม’ อันใดทั้งสิ้น หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงได้แปรเปลี่ยนไป

     ท้ายที่สุดเราอาจคิดกันไปเองก็ได้… เพราะมนุษย์เองก็อาจไม่ได้ต่างจากสัตว์เท่าไหร่หรอก

 

god's own country

 

ความเข้มแข็งทั้งหลายเป็นแค่เปลือกของความอ่อนแอ

     แต่แรกภาพยนตร์แสดงให้เราเห็นถึงตัวละครจอห์นนี ที่พยายามแสดงออกต่อหน้าทุกคนทั้งครอบครัว และ (อดีต) เพื่อน ว่าตัวเขานั้นเข้มแข็ง ทำทุกอย่างได้ การที่เขาต้องทำเช่นนั้นก็เพราะว่าถูกความคาดหวังของคนเป็นพ่อบีบคั้นอยู่ หากกะเทาะเปลือกออกแล้ว ความไม่พอใจ ความกลัว ความไม่มั่นใจทั้งหลาย ล้วนอัดแน่นอยู่ข้างในแทบทั้งสิ้น กว่าที่จอห์นนีจะเริ่มค่อยๆ เปิดเปลือยความรู้สึกแท้จริงของตนเองออกมาทีละน้อย ก็เมื่อได้มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับจอร์จี ซึ่งอาวุธที่สามารถกะเทาะเปลือกของความหลอกลวงนั้นได้ก็ไม่ใช่สิ่งใด หากคือความรัก

     เปลือกก็เป็นแค่เปลือก ไม่ได้มีความหมายเท่าความอ่อนไหวแท้จริงที่อยู่ข้างใน

 

ไม่มีใครอยากเป็นไอ้ห่วยไปตลอดหรอก

     แม้จอห์นนีจะล้มเหลวในการใช้ชีวิตและดูแลฟาร์มสักแค่ไหน เมื่อถึงที่สุดแล้ว ฉากการล้มป่วยและเฉียดตายด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตกของพ่อเขา ความแก่ชราของคุณย่าที่ยังคงต้องดูแลบ้าน และความรู้สึก ‘รัก’ ที่เขามีต่อจอร์จี ล้วนเป็นสิ่งผลักดันให้คนอย่างเขาอยากแก้ไขบางสิ่งให้ดีขึ้น

     ถึงแม้จะไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่าความสุขที่เขาแสวงหาจะโผล่หน้ามาทักทายในทันที เพราะภาระทั้งหลายก็ยังคงมีให้เขาต้องจัดการ ทั้งการดูแลพ่อที่กลายเป็นอัมพาตหลังออกจากโรงพยาบาล รวมไปถึงคุณย่าที่แก่ชรามากแล้ว และการพยายามเปิดเผยความรักที่เขามีต่อเพศเดียวกันให้ทางบ้านทราบ แต่แน่นอนว่าท้ายที่สุดหากเขาไม่เริ่มเลือกจัดการกับตนเอง ทุกอย่างก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อใดที่เราเริ่มเห็นว่าชีวิตคือสิ่งมีค่า เมื่อนั้นเราจึงอยากทำให้มันดีขึ้น

     ใช่, ไม่มีใครอยากเป็นไอ้ห่วยไปตลอดหรอก

 

god's own country

 

มนุษย์เราจำเป็นต้องมี ‘ที่รัก’ เพื่อเป็น ‘ที่พัก’

     แม้ตัวจอห์นนีเองจะอยากละลายก่อนน้ำแข็งที่เกาะกุมในใจขนาดไหน ความที่ยังเป็น ‘ลูกชาย’ ที่จะต้องกลายไปเป็นหัวหน้าครอบครัวในอนาคต ก็ทำให้เขาพยายามไม่แสดงออกถึงความอ่อนแอให้ครอบครัวเห็น เขายังคงเป็นเด็กหนุ่มที่พูดน้อยต่อหน้าพ่อและย่า แต่เขาเลือกที่จะเปิดเผยความรู้สึกอ่อนไหวภายใต้เปลือกแก่คนที่เขารัก นั่นก็คือ ‘จอร์จี’ ฉากที่เขาทำผิดต่อคนรักจนทำให้จอร์จีหนีไป และตัวเขากลับไปแสดงความรู้สึกเสียใจแท้จริงผ่านคำพูดและหยดน้ำตาที่ทะลักออกจากเขื่อนกั้นความรู้สึก ล้วนเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าจอร์จีนั้นเป็นทั้งคนที่รักและคนที่เขาสบายใจอยากพักความรู้สึกด้วย

     เราทุกคนล้วนอยากแสดงความอ่อนแอให้เฉพาะคนที่เรารักและแคร์เห็น

 


เกร็ดจากภาพยนตร์

     – ทุกฉากความดิบที่มีสัตว์เป็นตัวแสดงล้วนเป็นของจริงทั้งสิ้น ไม่ได้ใช้หุ่นปลอมแสดงแทน ทั้งหมดถ่ายทำในฟาร์มจริงใกล้กับบ้านเกิดของผู้กำกับ

     – ในการเตรียมตัวแสดงบทชาวไร่ ผู้กำกับให้สองนักแสดงหลักอย่างจอช โอ’คอนเนอร์ และอเล็ค เซคารนู ไปใช้ชีวิตและทำงานในฟาร์มจริงๆ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ก่อนเริ่มถ่ายทำ

     – บทภาพยนตร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวชีวิตจริงของผู้เขียนบทและผู้กำกับอย่าง ฟรานซิส ลี ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยต้องตัดสินใจว่าจะอยู่ทำงานที่ฟาร์มของครอบครัวหรือย้ายไปเรียนที่โรงเรียนการละคร

     – ชื่อภาพยนตร์ God’s Own Country คำว่า Country หมายความถึง County หรือ มณฑลยอร์กเชียร์ อันเป็นเมืองเกิดของผู้กำกับ และเป็นสถานที่ที่ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งเขาต้องการบ่งบอกเป็นนัยถึงสถานที่ที่ได้รับความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ